ACSC แถลงปฏิบัติการ"ฟอกเงิน ฟอกคน"ทลายเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์
(11มี.ค.69) ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์(ACSC) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พร้อมด้วย พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม รอง ผบก.บก.ทล. , พ.ต.อ.ภคพล สุชล ผกก.2 บก.ทล. , พ.ต.ท.กฤตย์ ธีรเวศย์สุวรรณ สวญ.ส.ทล.2 กก.2 บก.ทล., พ.ต.ท.กล้า สมบัติพิบูลย์ สว.ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล. ร่วมกันแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด 8 ราย (คนไทย 7 ราย , คนจีน 1 ราย)
การจับกุมสืบเนื่องจากพฤศจิกายน พ.ศ.68 แก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงข้าราชการเกษียณรายหนึ่งในพื้นที่ปทุมธานีจนทำให้ผู้เสียหายสูญเสียเงินเก็บเป็นจำนวนกว่า 1.4 ล้านบาท ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่อง จนพบว่าขบวนการดังกล่าวได้ก่อเหตุหลอกลวงประชาชนชาวไทยในลักษณะเดียวกันอีกกว่า 30 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 30 ล้านบาท
จากการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาในเครือข่ายได้จำนวน 9 ราย ซึ่งทำหน้าที่จัดหาบัญชีม้าและทำหน้าที่เป็นบัญชีม้ารับโอนเงินที่ได้จากการหลอกลวง ก่อนจะถอนเงินสดเพื่อนำส่งให้แก่ชายสัญชาติจีนที่เดินทางเข้ามารับเงินสดภายในประเทศไทย
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนเส้นทางการเงินเพิ่มเติม พบว่ากลุ่มมิจฉาชีพมีการนำเงินที่ได้จากการหลอกลวงผู้เสียหาย โอนเข้าสู่แพลตฟอร์มเทรดหุ้นต่างประเทศ ก่อนจะโอนต่อไปยังกลุ่มบัญชีม้าเพื่ออำพรางเส้นทางการเงินให้มีลักษณะเสมือนเป็นเงินที่ได้จากการลงทุนหรือการเทรดหุ้น ซึ่งการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐาน“ฟอกเงิน”
จากการสืบสวนเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ร่วมขบวนการซึ่งทำหน้าที่เปิดบัญชีม้ารับเงินที่ผ่านการฟอกเงินในแพลตฟอร์มเทรดหุ้นได้ 3 ราย โดยจากการตรวจสอบพบว่าผู้ต้องหาทั้ง 3 ได้เดินทางข้ามไปยังเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา และพำนักอยู่เป็นระยะเวลานานถึง 25 วัน เพื่อทำหน้าที่สแกนใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตนในการทำธุรกรรมทางการเงิน เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการควบคุมของสถาบันการเงินในประเทศไทย
จากการตรวจสอบยอดเงินหมุนเวียนของบัญชีม้าจำนวน 3 บัญชี พบว่ามูลค่าความเสียหายที่เกิดจากการฉ้อโกงออนไลน์รวมกว่า 100 ล้านบาทต่อเดือน โดยผู้ต้องหาที่เป็นบัญชีม้าทั้ง 3 ราย ยังให้การเพิ่มเติมว่า ในจุดเดียวกับที่เดินทางไปทำงานฝั่งเมืองปอยเปต มีผู้ที่ทำหน้าที่สแกนใบหน้าในลักษณะเดียวกันนี้ ไม่น้อยกว่า 30 คน โดยจะผลัดเปลี่ยนกันเดินทางไปพำนักฝั่งประเทศเพื่อนบ้านครั้งละประมาณ 25 วัน และหากบัญชีใดถูกธนาคารระงับการใช้งาน บุคคลที่เกี่ยวข้องจะถูกส่งตัวกลับประเทศไทยทันที จึงเชื่อได้ว่าความเสียหายจากการฉ้อโกงออนไลน์ที่เกิดจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์รายนี้ น่าจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทต่อเดือน
จากการสืบสวนเชิงลึกยังพบว่า บัญชีม้าส่วนใหญ่ที่ถูกส่งข้ามไปทำงานให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ดังกล่าว มี นางสาวชนกนันท์ฯ และ นางสาวสรณ์ศิริฯ เป็นผู้ทำหน้าที่ชักชวนบุคคลมาเปิดบัญชีม้าให้กับเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมทั้งเป็นผู้ควบคุมสั่งการให้กลุ่มบัญชีม้านำเงินที่ได้มาจากการฉ้อโกงออนไลน์เข้าไปลงทุนผ่านแพลตฟอร์มเทรดหุ้นเพื่อเป็นการฟอกเงิน
ทั้งนี้พบหลักฐานว่าผู้ต้องหาทั้งสองรายได้รับคำสั่งโดยตรงจากชายสัญชาติจีนซึ่งเป็นระดับผู้สั่งการของเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศกัมพูชา
จากการจับกุม นางสาวชนกนันท์ฯ เจ้าหน้าที่พบว่าได้พักอาศัยอยู่ใน คอนโดมิเนียมหรูย่านห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร จำนวน 2 ห้อง เพื่อใช้เป็นเซฟเฮาส์สำหรับดำเนินการเกี่ยวกับการจัดหาบัญชีม้าและการฟอกเงินผ่านแพลตฟอร์มเทรดหุ้น โดยจากการตรวจค้นภายในที่พัก พบบัตรเครดิต บัตรเอทีเอ็ม และปลอกรัดธนบัตรเป็น จำนวนมาก พบเอกสารนิติบุคคลของบริษัทจำหน่ายสินค้าแบรนด์เนม รวมถึงหลักฐานการซื้อทองคำจำนวนมากผ่านแพลตฟอร์มการซื้อขายทองคำในประเทศ และยังพบว่ามีการโอนเงินที่ได้มาจากการฉ้อโกงออนไลน์จำนวนมากเข้าไปที่บริษัทขายสินค้าออนไลน์แห่งหนึ่งที่มี นาย Zhen สัญชาติจีน เป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งทั้งหมดเป็นวิธีที่กลุ่มคนร้ายกลุ่มนี้ใช้เป็นช่องทางฟอกเงินที่ได้มาจากการฉ้อโกงออนไลน์
นอกจากนี้จากการสืบสวนเส้นทางการเงินยังพบการโอนเงินจำนวนมากไปยังบริษัทนายหน้ารับทำวีซ่าให้กับบุคคลต่างชาติ ซึ่งมี นางสาวสุกัญญาฯ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ โดยพบว่าบริษัทดังกล่าวได้ใช้โรงเรียนสอนภาษาแห่งหนึ่งในพื้นที่เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร เป็นสถานที่บังหน้าในการดำเนินการให้บุคคลต่างชาติเข้ามาทำวีซ่าเพื่อพำนักอยู่ในราชอาณาจักร โดยใช้สถานะ วีซ่านักศึกษา โดยมี น.ส.ชิตาภาฯ เป็นเจ้าของโรงเรียนสอนภาษาดังกล่าว
จากการตรวจสอบพบว่ามีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการดำเนินการขอวีซ่าประมาณ คนละ 50,000 บาท และตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2568 เป็นต้นมา นางสาวสุกัญญาฯ และ น.ส.ชิตาภาฯ ได้ดำเนินการส่งบุคคลต่างชาติให้มาดำเนินการทำวีซ่าผ่านโรงเรียนสอนภาษาดังกล่าวแล้ว ประมาณ 600 คน พบเงินหมุนเวียนกว่า 30 ล้านบาท โดยกลุ่มบุคคลต่างชาติดังกล่าวประกอบด้วยหลายสัญชาติ ได้แก่ จีน (จำนวนมากที่สุด) เวียดนาม เมียนมา อินโดนีเซีย และไต้หวัน
เจ้าหน้าที่ตำรวจยังพบหลักฐานว่ากลุ่มบุคคลต่างชาติที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยใช้วีซ่านักเรียนบางส่วน มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งมีการดำเนินการทั้งภายในประเทศไทยและในประเทศเพื่อนบ้าน โดยจากการสืบสวนและปฏิบัติการเข้าตรวจค้นฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 13 พ.ย.68 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนนครบาล สามารถจับกุมบุคคลต่างชาติบางส่วนที่เคยยื่นขอวีซ่านักเรียนผ่านบริษัทดังกล่าวได้ พฤติการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทรับดำเนินการด้านวีซ่ามีการใช้โรงเรียนสอนภาษาเป็นฉากบังหน้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้บุคคลต่างชาติเข้ามาพำนักในประเทศโดยมิชอบ ซึ่งมีลักษณะเข้าข่ายเป็นการ “ฟอกคน” ให้กับเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์
จากพฤติการณ์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นว่าการกระทำของเครือข่ายดังกล่าวมีลักษณะเป็นการรวมตัวกันอย่างเป็นระบบเพื่อกระทำความผิดร้ายแรง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนด้านการเงินให้กับเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และจัดหาคนทั้งที่เพื่อเปิดบัญชีม้าและที่เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาทำงานให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเข้าข่ายการกระทำความผิดในลักษณะของการเป็น “อั้งยี่ซ่องโจร” เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขออนุมัติหมายจับและดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้ง 8 ราย ในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, ร่วมกันนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์, ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันเป็นซ่องโจร, ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน” โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมดพร้อมของกลางที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงออนไลน์และการฟอกเงิน นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองปทุมธานี เพื่อดำเนินคดีตาม
#ข่าวเวิร์คพอยท์23