โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดาวโจนส์ปิดลบ 289 จุด หวั่นสงครามอิหร่านฉุดแรงซื้อสินทรัพย์เสี่ยง

efinanceThai

เผยแพร่ 12 มี.ค. เวลา 00.08 น.

ดาวโจนส์ปิดลบ 289 จุด หวั่นสงครามอิหร่านฉุดแรงซื้อสินทรัพย์เสี่ยง

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -12 มี.ค. 69 7:08: น.

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลดลงในวันพุธ (11 มี.ค.) ขณะที่นักลงทุนจับตาความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นและผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน โดยมองข้ามรายงานเงินเฟ้อเดือนก.พ. ที่ออกมาไม่ร้อนแรง

ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 47,417.27 จุด ลดลง 289.24 จุด (-0.61%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,775.80 จุด ลดลง 5.68 จุด (-0.08%) ขณะที่ดัชนีแนสแดคปิดที่ 22,716.14 จุด เพิ่มขึ้น 19.03 จุด (+0.08%)

ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลดลงในสัดส่วนมากที่สุด ขณะที่หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปช่วยหนุนดัชนีแนสแดคขยับขึ้นเล็กน้อยในช่วงท้ายของการซื้อขาย

บรรยากาศการซื้อขายเป็นไปอย่างผันผวนตลอดทั้งวัน ขณะที่นักลงทุนประเมินระหว่างความกังวลด้านอุปทานน้ำมันกับมาตรการด้านพลังงานเพื่อบรรเทาอุปทานน้ำมันชะงักงัน โดยอิหร่านยังคงโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่องค์กรร่วมประเทศผู้ผลิตน้ำมันเพื่อการส่งออก หรือ OPEC ยืนยันว่าซาอุดีอาระเบียได้เพิ่มการผลิตน้ำมัน และองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เห็นชอบให้ระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ 400 ล้านบาร์เรล

ขณะที่กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)ซึ่งบ่งชี้ว่าเงินเฟ้อเดือนก.พ. ยังคงอยู่ในระดับปานกลาง และสอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้

ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (Headline CPI) เพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเทียบรายเดือน และอยู่ที่ 2.4% เมื่อเทียบรายปี ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบรายเดือน และ 2.5% เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของตลาดที่ 0.2% และ 2.5% ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ตลาดแทบไม่ตอบสนองต่อรายงานตัวเลขเงินเฟ้อ เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวสะท้อนข้อมูลในช่วงก่อนเกิดสงครามกับอิหร่าน ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นและอาจกระตุ้นเงินเฟ้อตามมา

ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อยังเพิ่มขึ้นหลังจากกองบัญชาการทหารของอิหร่านระบุว่า โลกควรเตรียมรับมือกับราคาน้ำมันดิบที่อาจพุ่งถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งมากกว่าระดับปัจจุบันถึงสองเท่า

แมทธิว คีเตอร์ หุ้นส่วนผู้จัดการของ Keator Group กล่าวว่า ในสภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอนเช่นนี้ ตลาดและนักลงทุนกำลังรอสัญญาณใดสัญญาณหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นทิศทางบวกหรือลบก็ตาม รายงานข่าวที่คลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้องหลายครั้ง ซึ่งทำให้ตลาดแกว่งตัวตามข่าวเหล่านั้น ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ผู้บริโภค และผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องว่าจะกระทบต่อกำลังซื้อและพฤติกรรมการใช้จ่ายมากน้อยเพียงใด

ตลาดคาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือนนี้ โดยผู้กำหนดนโยบายมีแนวโน้มจะพิจารณาความเสี่ยงจากราคาที่อาจพุ่งสูงขึ้นและสัญญาณการชะลอตัวของตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นการผสมผสานของปัจจัยที่ทำให้เกิดความกังวลว่า ภาวะเศรษฐกิจอาจชะงักงัน แต่เงินเฟ้อสูง หรือ Stagflation

ภาพรวมหุ้นรายตัว

- หุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคลดลงมากที่สุด ในบรรดาหุ้น 11 กลุ่มของดัชนี S&P500 ขณะที่กลุ่มพลังงานเพิ่มขึ้นมากที่สุด +2.5% จากการปรับขึ้นของราคาน้ำมันดิบ

- หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับขึ้นเล็กน้อย โดยได้แรงหนุนจาก Oracle ที่ปิดพุ่ง 9.2% หลังเผยแนวโน้มรายได้ดีกว่าที่คาด จากการประเมินว่าการใช้จ่ายด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะยังขยายตัวต่อเนื่องไปจนถึงปี 2027

- หุ้น JPMorgan Chase ปิดลบ 0.42% หลังมีรายงานว่า ธนาคารได้ปรับลดมูลค่าเงินกู้บางส่วนในกลุ่มสินเชื่อเอกชน และกำลังเข้มงวดการปล่อยกู้ในภาคส่วนดังกล่าว

- หุ้น Ares Management ลดลง 4.8% ขณะที่ Apollo Global Management ลดลง 1.9%

- หุ้น Campbell's บริษัทอาหารสำเร็จรูป ร่วงลง 7.1% หลังปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการทั้งปี และเตือนถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

- หุ้น AeroVironment ร่วงลง 6.3% หลังคาดการณ์กำไรหลังปรับทวนแล้วในปี 2026 ต่ำกว่าที่ตลาดประเมินไว้

ภาพรวมการซื้อขาย

- ปริมาณการซื้อขายโดยรวมในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 17,790 ล้านหุ้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตลอด 20 วัน ซึ่งอยู่ที่ 20,090 ล้านหุ้น

- ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กมีจำนวนหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวก ในสัดส่วน 1.84 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหลักทรัพย์ที่ทำจุดสูงสุดใหม่ 71 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 121 ตัว

- ตลาดหลักทรัพย์แนสแดค มีหุ้นบวก 1,960 ตัว และหุ้นลบ 2,696 ตัว คิดเป็นสัดส่วนหุ้นลบต่อหุ้นบวก ที่ 1.38 ต่อ 1 หุ้น

- ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ ในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 2 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 13 ตัว ส่วนดัชนีแนสแดคมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 44 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 112 ตัว

ที่มา Reuters

รายงาน โดย Supak Hopuengju เรียบเรียง โดย Supak Hopuengju
อีเมล์. supak@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...