โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

วิธีซ่อนทายาทของอ๋องตัวร้าย คือแกล้งตายแล้วหนีจากให้ไกล 藏起恶王的崽

นิยาย Dek-D

อัพเดต 20 ม.ค. เวลา 17.00 น. • เผยแพร่ 02 ธ.ค. 2568 เวลา 09.02 น. • อี้ซิน
นางเป็นแค่องครักษ์ลับที่พลั้งมีสัมพันธ์กับผู้เป็นนายจนตั้งครรภ์ วันที่กำลังจะบอกความจริงกลับทราบเรื่องการแต่งงานของเขากับท่านหญิง ในเมื่อทายาทของนางรกหูรกตาทางเขา เช่นนั้นนางจะแกล้งตายแล้วหนีไปให้ไกล

ข้อมูลเบื้องต้น

[ วิธีซ่อนทายาทอ๋องตัวร้าย คือแกล้งตายแล้วหนีจากให้ไกล ]

.

อี้ซิน

.

ชินอ๋องเว่ยเหรินเซวียนถูกวางยาเร้าอารมณ์

ไป๋ซั่วที่เป็นองครักษ์หญิงข้างกายเพียงหนึ่งเดียวของเขาจึงต้องรับหน้าที่ในการช่วยเหลืออย่างไม่เต็มใจ

ทุกอย่างคล้ายจะจบแค่ในราตรีนั้น หากไม่ติดว่าเมื่อเวลาผันผ่านมาระยะหนึ่ง ไป๋ซั่วก็รู้ตัวว่าตนตั้งครรภ์

มิหนำซ้ำวรยุทธ์ทั้งหมดในกายก็กำลังจะเหือดหายไปทีละส่วน

นางตั้งใจจะบอกความจริงแก่เขา แต่สุดท้ายความจริงยิ่งกว่ากลับตอกย้ำให้นางกลืนทุกคำพูดลงคอ

ราชโองการสมรสระหว่างชินอ๋องกับท่านหญิงจวนแม่ทัพ ใครบ้างที่เห็นต่างว่าพวกเขาไม่ใช่กิ่งทองใบหยก

ในเมื่อหลังจากนี้ตนไม่สามารถจะทำหน้าที่เป็นองครักษ์คุ้มภัยให้เขาได้อีกต่อไป บุตรในครรภ์ไม่เป็นที่ต้องการ เช่นนั้นก็จะขอหันหลังจากไป

เป็นเพียงสตรีที่ตายแล้วและใช้ชีวิตอยู่กับบุตรตัวน้อยของตนแค่สองคนก็เพียงพอ …

นิยายขนาดสั้น ประมาณ 40-50k คำ ดำเนินเรื่องเร่งรัด เน้นความสัมพันธ์พระนาง

Warning

การทำร้ายจิตใจ l การทำร้ายร่างกาย l เลือด l ยาพิษ l ความไม่เท่าเทียมในความสัมพันธ์ l การใช้อำนาจบีบบังคับให้อีกฝ่ายจำนน

พระเอกเป็นอ๋อง นางเอกเป็นองครักษ์ที่ถูกปลูกฝังให้ภักดีต่อพระเอก

***

「 ข้อตกลงร่วมกันในการอ่านนิยาย (กรุณาอ่านให้ครบถ้วน) 」

1.นิยายเรื่องนี้กลั่นกรองจากจินตนาการของผู้เขียน ชื่อบุคคล สถานที่ เหตุการณ์ต่าง ๆ ตลอดไปจนถึงวัฒนธรรมประเพณีที่ปรากฏในเรื่องล้วนไม่มีอยู่จริง

2.กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ สามารถแสดงความคิดเห็นกับตัวละครในนิยายได้เต็มที่แต่ขอให้อยู่ในขอบเขต กรุณาไม่แสดงความคิดเห็นพาดพิงต่อผู้เขียนด้วยคำพูดหยาบคาย

3.นิยายเรื่องนี้เปิดให้อ่านฟรีจนจบ แต่จะมีการติดเหรียญอ่านล่วงหน้าสำหรับคุณนักอ่านสาย fast track ซึ่งแต่ละตอนผู้เขียนได้กำกับไว้แล้วว่าจะปลดให้อ่านฟรีวันที่เท่าไหร่ หากใจร้อนรอไม่ได้ E-Book และการปลดเหรียญคือคำตอบ

เรื่องราวขององครักษ์หญิง 1/1

บทนำ

เรื่องราวขององครักษ์หญิง

‘ท่านอ๋อง หม่อมฉันเจ็บ’

‘อยู่นิ่ง ๆ อย่าขัดขืนข้า หน้าที่ของเจ้าคืออะไรเจ้ารู้ดีอยู่แก่ใจ’

ราตรีหนึ่งในยามสายลมวสันต์โปรยปราย กลางห้องบรรทมของผู้สูงศักดิ์แห่งเหลียงโจวเกิดความเคลื่อนไหวขึ้นหลายช่วงเวลา

กลิ่นอายแห่งกามาคละคลุ้งไปกับกลิ่นห้อมฟุ้งของบุปผาที่ผลิบานในย่ำค่ำ ร่างของบุรุษสตรีกอดรัดฟัดเหวี่ยงหลอมรวมกันเป็นหนึ่ง ลมหายใจของพวกเขาหอบถี่ด้วยความเหนื่อยล้า ถึงกระนั้นฤทธิ์ยาร้ายกาจที่ได้รับกลับยังไร้ทีท่าว่าจะทุเลาไป

ราตรีนั้นเกิดอันใดขึ้นในตำหนักของชินอ๋อง มีเพียงแค่องครักษ์คนสนิทของเขาที่ทราบ

และนางก็เป็นหนึ่งในนั้น

“เฮือก!”

ทั้ง ๆ ที่ผ่านมาเป็นเดือนแล้ว แต่อยู่ดี ๆ กลับฝันถึงเรื่องในคืนนั้นขึ้นมา

ไป๋ซั่วสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางความมืด นางเอื้อมมือไปจุดตะบันไฟที่อยู่ใกล้มือ เช็ดเหงื่อที่ผุดพรายอยู่เต็มหน้าผากออกไป พร้อมกันนั้นดวงตาหงส์คมโฉบก็สังเกตเห็นโล่วหูว่าตอนนี้เป็นเวลายามซื่อเกือบจะยามอู่แล้ว

ไม่เคยนอนตื่นสายแบบนี้มาก่อน …

เรือนไร้นามตั้งอยู่ใต้ดิน สถานที่ลับที่เป็นที่พำนักขององครักษ์เงาผู้ทำงานใกล้ชิดเชื้อพระวงศ์ ที่แห่งนี้จึงมองไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน มีเพียงแค่แสงจากเปลวไฟคอยนำทาง

วันนี้เป็นวันหยุดของหญิงสาวที่ได้มาอย่างยากลำบาก ด้วยปกติแล้วนางต้องทำงานใกล้ชิดกับชินอ๋อง พระอนุชาของโอรสสวรรค์ผู้ซึ่งมีภัยอันตรายอยู่แทบจะทุกช่วงเวลา กล่าวว่าวันใดไม่มีมือสังหาร วันนั้นผิดแผก

แต่ถึงจะมีวันหยุด ทว่าปกติไป๋ซั่วก็ไม่เคยตื่นสายถึงขั้นนี้ นางมักจะใช้เวลาในวันหยุดไปกับการฝึกซ้อมวรยุทธ์และตื่นตัวอยู่เสมอ

อาจจะเป็นเพราะฝันถึงเรื่องนั้นขึ้นมา …

คิดย้อนดูแล้วหญิงสาวก็ยกปลายนิ้วขึ้นบีบคลึงขมับ สองเดือนก่อน … ชินอ๋องเว่ยเหรินเซวียนถูกวางยามอมเมาวสันต์ นางตอนนั้นออกไปสืบคดีตามที่เขาสั่งแล้วกลับมาพอดี จึงกลายเป็นว่าต้องช่วยเหลือเขาทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เต็มใจ

ตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับการฝึกการเป็นองครักษ์ นางจำต้องกล่าวคำสาบานว่าจะไม่คิดคดต่อผู้เป็นนาย อยู่หรือตายล้วนอยู่บนมือของนายเหนือหัว หากเขาบอกให้ตายก็ต้องปลิดชีพตัวเองเสียตั้งแต่เสี้ยวเวลานั้น หากเขาบอกให้เปลือยกาย นางก็ไม่มีวันที่จะปฏิเสธลง

ด้วยอุปนิสัยของเว่ยเหรินเซวียนผู้โดดเด่นในด้านการทำให้คนเกลียดชัง ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีคนปองร้ายเขามากมาย และไม่ใช่เรื่องแปลกด้วยเช่นกันที่ข้างกายเขาไม่มีนางกำนัลเลยสักคน เขาเกือบจะทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ข้าราชบริพารที่จำเป็นก็ล้วนเป็นขันที ผู้ที่วางยามอมเมาวสันต์คงคิดไว้แล้วว่าจะทำให้เขาทรมานเจียนตายที่ไม่มีสตรีให้คอยระบายความรู้สึก

น่าเสียดายที่เขาดันมีไป๋ซั่ว

เดิมทีไป๋ซั่วใช้ชีวิตเยี่ยงเป็นบุรุษ ทำงานอยู่ในกององครักษ์ลับตามคำสั่งของหัวหน้า ได้เข้ามาทำงานถวายรับใช้ชินอ๋องโดยบังเอิญในช่วงที่มีการผลัดเปลี่ยนราชบัลลังก์ ช่วงนั้นบัลลังก์ของฮ่องเต้พระองค์ปัจจุบันยังคงร้อนผ่าวเนื่องจากมีองค์ชายพระองค์อื่นคอยจดจ้องตาเป็นมัน เว่ยเหรินเซวียนที่ ‘ถนัดทำให้คนเกลียด’ จึงเป็นตัวตั้งตัวตีในการกำจัดองค์ชายแต่ละพระองค์ไปให้พ้นทาง ตอนนั้นมือสังหารแวะเวียนมาที่วังอ๋องไม่ต่ำกว่าสามคนต่อวัน กว่าสถานการณ์จะปกติก็เป็นตอนที่เขาเขี่ยองค์ชายแต่ละพระองค์ให้ออกไปตกระกำลำบากนอกเมืองหลวงได้สำเร็จ ซึ่งกินเวลาเป็นแรมปี

เว่ยเหรินเซวียนรู้ว่าไป๋ซั่วเป็นสตรี เพราะนางก็ไม่ได้ปกปิดเป็นความลับอันใด เพียงแต่การใช้ชีวิตเยี่ยงบุรุษนั้นคล่องตัวกว่ามากยามทำหน้าที่องครักษ์ลับ ช่วงที่เขาฟาดงวงฟาดงาไปทั่วก็ใช้นางเป็นเครื่องมือในการปลอมตัวเป็นหญิงงามไปทำภารกิจบ่อยครั้ง

นานวันเข้าก็ติดใจกระมัง จึงสั่งว่านางไม่ต้องคอยเร้นกายอยู่ในเงาอีก ให้ปลอมตัวเป็นบุรุษคอยอยู่ข้างเขาในฐานะ ‘องครักษ์ส่วนพระองค์’ แทน เรียกได้ว่าทำงานไม่ตรงสาย

ในวันที่เขาโดนวางยามอมเมาวสันต์ วันนั้นนางแต่งตัวงดงามออกไปสืบคดีที่หอนางโลมพอดี พอกลับมาในสภาพที่ไม่ได้แต่งตัวเป็นบุรุษก็โดนเขาลากขึ้นเตียงทันที

“ทำไมถึงต้องคิดเรื่องพวกนี้ด้วยนะ …”

ไป๋ซั่วพึมพำเสียงเบาพร้อมกับสะบัดศีรษะไปมาไล่ความคิดฟุ้งเฟ้อ หน้าที่ของนางคือเป็นเบี้ยให้แก่เขา การถวายตัวหรืออะไรก็ช่างล้วนเป็นหน้าที่ที่ต้องทำทั้งหมด หลังจากเหตุการณ์ในคืนนั้นผ่านพ้นไปเขาก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งมันถูกต้องแล้ว

ช่างเถอะ ก็แค่ฝัน

เหลียงโจวเข้าสู่ช่วงฤดูคิมหันต์แล้ว อากาศในเรือนไร้นามที่ตั้งอยู่ใต้ดินจึงร้อนอบอ้าวกว่าปกติ นั่งใช้ความคิดอยู่ไม่เท่าไรก็มีเหงื่อแตกเต็มตัว หญิงสาวจึงตั้งใจว่าจะลุกออกไปตักน้ำมาล้างหน้าล้างตาสักหน่อย

“อึก …!”

หากไม่ติดว่าพอลุกยืนด้วยเท้าทั้งสอง อยู่ดี ๆ ภาพที่เห็นตรงหน้าก็พร่าเลือน ร่างบางโอนเอนไปมาจนเกือบเซถลา ดีที่สามารถทรงตัวไว้ได้ทันแล้วทิ้งกายกลับลงนั่งบนเตียงโดยที่ไม่ทันล้ม

ไป๋ซั่วสัมผัสได้ว่าร่างกายของตัวเองผิดปกติ นางรู้สึกคลื่นไส้อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ลมหายใจก็เหมือนจะอ่อนเบาผิดปกติ

ไม่สบายหรือ?

ไม่หรอกกระมัง นางผ่านร้อนผ่านหนาว อุทิศตนให้กับการฝึกอยู่ในกององครักษ์ลับมาทั้งชีวิต ทุกการฝึกเหมือนจะเอาชีวิตไปทิ้งตลอดเวลาก็ยังไม่เคยมีอาการป่วยไข้ อยู่ดี ๆ ร่างกายจะอ่อนแอลงเฉียบพลันโดยไร้สาเหตุได้อย่างไร

หรือว่า …

“ไม่หรอกกระมัง …”

หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่นเป็นเส้นตรง ความฝันเมื่อครู่พลันฉายเข้ามาในหัวอีกครั้ง สองเดือน … เป็นไปไม่ได้ หลังจากคืนนั้นนางก็ดื่มยาระงับครรภ์แล้ว ต้องไม่มีอะไรผิดพลาดแน่

ถึงจะคิดปลอบใจตนเช่นนั้น แต่ไป๋ซั่วก็ยังอยากที่จะยืนยัน จึงใช้ปลายนิ้วชี้และกลางด้านขวาแตะลงเบา ๆ ตรงข้อมือด้านซ้าย

ความจริงเป็นสิ่งที่ไม่ตาย คือสิ่งที่ไป๋ซั่วเรียนรู้มาตลอดจากการช่วยเว่ยเหรินเซวียนสืบคดี

และความจริงที่ปรากฏตรงหน้าทำให้หญิงสาวรู้สึกชาแถบไปทั่วร่าง โลหิตทั้งกายเย็นเยียบคล้ายถูกแช่แข็ง มีเพียงนัยน์ตาสีดำขลับเท่านั้นที่สั่นระริกไปมาอย่างห้ามไม่อยู่

ชีพจรคู่

แม้จะเลือนราง แต่ก็จับได้ว่าชีพจรของตัวเองเปลี่ยนไป

“ไม่ ข้าไม่เชื่อหรอก”

ไป๋ซั่วเกิดและโตในกององครักษ์ลับ นางถูกหล่อหลอมให้มีจิตใจด้านชาแข็งแกร่ง ไม่ร้อนรนกับอะไรง่าย ๆ แต่ตอนนี้การแสดงออกของนางกลับตรงกันข้ามทุกประการ

นางเหมือนสติเตลิดไม่อยู่กับเนื้อกับตัว หลงลืมความรู้สึกแปลก ๆ ทั่วร่าง รีบร้อนลุกไปหยิบเสื้อคลุมสีรัตติกาลของตนขึ้นมาสวม บางทีนางอาจจะแค่อ่านชีพจรของตัวเองผิดไป เรื่องใหญ่แบบนี้ต้องให้หมอช่วยยืนยัน

ผลัวะ!

“โอ๊ะ ไป๋ซั่ว เจ้าจะไปไหนหรือ”

“…”

เรือนไร้นามเป็นที่พักผ่อนขององครักษ์ลับ มีลักษณะเป็นห้องหับนับร้อยห้องกลางทางเดินที่สลับซับซ้อนไม่ต่างจากเขาวงกต ตามผนังหินมีคบเพลิงคอยจุดให้ความสว่างตลอดทาง ทันทีที่ไป๋ซั่วผลักประตูห้องออกมา สหายในกองครักษ์ลับที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีก็กำลังจะเดินผ่านไปพอดีจึงได้หยุดทักทาย

“นานทีจะมีวันหยุด ข้าจะออกไปซื้อของนิดหน่อยน่ะ”

เมื่อได้เห็นคนในหน่วย ไป๋ซั่วก็สามารถกลบเกลื่อนความร้อนรนของตนไว้ได้ภายใต้การตอบกลับที่เย็นชาและใบหน้าอันนิ่งสงบ อีกฝ่ายจึงพยักหน้า ทว่าก็ยังไม่ยอมจากไป ก้าวเข้ามากระซิบกระซาบข้างใบหูนางให้ได้ยินกันแค่สองคน

“จะว่าไป เจ้าทราบข่าวล่าสุดจากจวนแม่ทัพหรือยัง?”

“ข่าวจากจวนแม่ทัพ?” ไป๋ซั่วกดหัวคิ้วลงต่ำ “แล้วมันเกี่ยวข้องอันใดกับวังอ๋องของพวกเรากัน”

หากไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับชินอ๋อง หรือไม่ใช่เรื่องที่เว่ยเหรินเซวียนสั่ง ไป๋ซั่วไม่เคยเก็บมาใส่ใจ

“ไอหยาไป๋ซั่ว ข้ารู้นาว่าเจ้าภักดีแค่ท่านอ๋อง หากไม่เกี่ยวข้องข้าก็ไม่เล่าให้เจ้าฟังหรอก” เขายกมือกอดอก หันซ้ายทีขวาทีอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีคนนอก พูดเสียงเบากว่าปกติ “ไม่กี่วันก่อนจวนแม่ทัพได้ข่าวจากชายแดนว่าใต้เท้าฉินเสียชีวิต! เช้าวันนี้ท่านอ๋องกับแม่ทัพเยี่ยนก็เข้าวังพร้อมกันเพื่อหารือเรื่องนี้ หลังจากนี้วังอ๋องของพวกเราคงต้องมีการเปลี่ยนแปลงแน่”

“ใต้เท้าฉินเสียชีวิตหรือ …” ไป๋ซั่วขมวดคิ้วมุ่นกว่าเก่า อีกฝ่ายเห็นนางเหมือนจะไม่ทุกข์ร้อนอันใดก็พ่นลมหายใจ นางเป็นแบบนี้มาตลอด หากไม่ใช่สิ่งที่ชินอ๋องบัญชาก็แทบไม่มีอารมณ์ร่วมในการสนทนา เขาไปหาคนที่หยุดงานวันนี้เพื่อแลกเปลี่ยนบทสนทนากันอย่างเผ็ดร้อนดีกว่า

“เอาเป็นว่าข้าก็รู้มาแค่นี้ ถ้าเจ้าอยากรู้อะไรอีก หลังกลับมาจากข้างนอกแล้วไปหาข้าที่ศาลาราตรีได้ ข้าไปก่อนล่ะ”

บทจะเล่าก็เล่า บทจะไปเขาก็ไป ไป๋ซั่วยืนมองแผ่นหลังของสหายร่วมงานที่รีบเดินหายลับไปตามทางเดินพลางลอบกลอกตา

ศาลาราตรีเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจเพียงหนึ่งเดียวในเรือนไร้นาม มีไว้สำหรับการแลกเปลี่ยนบทสนทนาของเหล่าองครักษ์ลับ ไป๋ซั่วไม่ชอบคนเยอะ นางไม่ไปที่นั่นนานแล้ว

แต่เรื่องที่เขาพูดเมื่อครู่กลับทำให้นางรู้สึกค้างคาใจจนเผลอยกมือขึ้นมาลูบคาง

ใต้เท้าฉินที่เขาพูดถึงคือฉินเอ้อหลาง เป็นเด็กกำพร้าที่ถูกแม่ทัพสกุลเยี่ยนรับมาเลี้ยงดูหลังจากจบสงครามที่ชายแดนใต้เมื่อราวสิบปีก่อน เขาใช้ความสามารถในการไต่เต้าขึ้นมามีหน้ามีตาและยศศักดิ์ในกองทัพพิทักษ์แผ่นดินได้สำเร็จ แต่อยู่ดี ๆ เมื่อหนึ่งปีก่อน แม่ทัพเยี่ยนผู้ที่เขานับถือเยี่ยงบิดากลับส่งเขาไปประจำการชายแดนใต้อย่างไร้กำหนดกลับเมืองหลวงโดยไม่มีเหตุผล

ไม่มีใครรู้ตื้นลึกหนาบางชัดเจน แม้แต่เว่ยเหรินเซวียนก็ไม่ได้ยื่นมือเข้าไปใส่ใจเพราะถือเป็นเรื่องภายในกองทัพ การที่จู่ ๆ คนที่มีความสามารถอย่างฉินเอ้อหลางตาย หนำซ้ำยังถูกเก็บเงียบเป็นความลับ ดูท่าว่าคงจะเรื่องใหญ่จริง ๆ

“ไม่คิดเรื่องนี้แล้ว ข้าควรรีบไปจัดการเรื่องของตัวเองให้เสร็จสักที”

ไป๋ซั่วนับไม่ถูกเลยว่าวันนี้นางสะบัดศีรษะไล่ความคิดไปแล้วกี่หน นางไม่ชอบตอนที่ตัวเองจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแบบนี้ จึงโทษว่าคงเพราะตนยังคงคาใจเรื่องชีพจรที่เปลี่ยนไป และคงไม่หายหากไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

คิดได้เช่นนั้นจึงหยิบหมวกที่ติดอยู่กับผ้าคลุมขึ้นมาปิดบังศีรษะของตัวเองไว้ แล้วจึงรีบออกเดินทางทันที

นางคิดว่าเรื่องของฉินเอ้อหลางไม่สมควรนำมาคิดใส่ใจ

โดยที่ไม่รู้เลยว่าหลังจากนี้แค่ไม่ถึงชั่วยาม ข่าวการตายของฉินเอ้อหลางนั้นจะสร้างคลื่นลมที่ซัดโถมใส่นางเต็ม ๆ และพลิกผันชีวิตของนางไปตลอดกาล

สิ่งที่ไม่อยากให้เกิด 1/1

บทที่ 1

สิ่งที่ไม่อยากให้เกิด

องครักษ์ลับเป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับเชื้อพระวงศ์ ทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์อยู่ในเงามืด ใช้ชีวิตดั่งสุนัขที่ไม่มีวันทรยศหักหลังผู้เป็นนาย

ในกององครักษ์ลับถูกแบ่งออกเป็นหน่วยย่อยต่าง ๆ มากมาย พวกเขาแลกเปลี่ยนเครือข่ายข่าวสารที่จำเป็นซึ่งกันและกันเพื่อให้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องยากอันใดหากไป๋ซั่วจะสามารถรู้ที่อยู่ของหมอยาใต้ดินสักคน

หมอยาใต้ดินเป็นแค่คำเปรียบเปรย ชายชราที่อยู่ตรงหน้าไป๋ซั่วตอนนี้เป็นหมอยาฝีมือดีที่หลบซ่อนตัวตนอยู่ในเงา คอยรักษาและจ่ายยาให้กับองครักษ์ลับและเก็บทุกอย่างเป็นความลับสุดยอดได้ เขามีชื่อเสียงในกลุ่มองครักษ์ลับด้วยกัน ว่าต่อให้โอรสสวรรค์จะทรงบีบบังคับเขาก็จะไม่มีวันคายคำพูดข้อมูลของคนไข้ออกมา

นางยื่นแขนซ้ายให้เขา ในห้องหับที่เต็มไปด้วยความมืด มีเพียงแค่แสงจากคบเพลิงสลัวแค่ไม่กี่ดวงตรงผนัง กลิ่นยาสมุนไพรโชยเนืองคละคลุ้ง ชายชราแค่ใช้ปลายนิ้วชี้แตะเบา ๆ ลงบนชีพจรของนาง ในเสี้ยวเวลาก็ถอนหายใจออกมา

“ชีพจรของเจ้าชัดเจนขนาดนี้ ยังอยากจะปฏิเสธอีกรึ?”

“…”

ไป๋ซั่วรู้สึกเหมือนฟ้าถล่มลงตรงหน้า

ใบหูพลันอื้ออึงไปหลายชั่วเวลา สติขาดผึ่งแทบลืมหายใจ อีกฝ่ายเห็นนางนิ่งงันราวถูกกระชากวิญญาณออกจากร่างก็พูดย้ำให้ชัดเจนอีกรอบ

“เจ้ามีครรภ์ได้ราวสองเดือนแล้ว เดิมด้วยหน้าที่ของเจ้าควรจะไม่เป็นเช่นนั้น ไปพลั้งมีสัมพันธ์กับผู้ใดมาล่ะ”

เขาถามพลางหันหลังไปหยิบเทียบยาพลาง ๆ ในเมื่อสตรีมีครรภ์ยืนอยู่ตรงหน้าก็ต้องเตรียมยาให้

ไป๋ซั่วเม้มริมฝีปากแน่น ไม่ตอบคำถาม แต่ถามเสียงเบาอีกครั้ง “ท่านหมอ ข้ามีครรภ์จริง ๆ หรือ ในเมื่อตอนนั้นข้าก็ดื่มยาระงับครรภ์ไปแล้ว …”

คนถูกถามตอบทั้ง ๆ ที่ยังสาละวนอยู่กับการจัดเทียบยา “ยาระงับครรภ์ใช่ว่าจะได้ผลตลอด ยิ่งเป็นเจ้าที่ร่างกายแข็งแรง วรยุทธ์มั่นคง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ยาระงับครรภ์หนึ่งถ้วยจะทำอันใดเจ้าไม่ได้”

“…”

“ไม่สิ ข้าคงพูดผิดไปสักหน่อย” อยู่ดี ๆ เขาก็หันกลับมา ดึงแขนของไป๋ซั่วไปจับสัมผัสชีพจรอีกครั้ง ไม่นานใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยับย่นของหมอชราดูเหมือนว่าจะมืดครึ้มขึ้นเรื่อย ๆ

เห็นหมอยามีสีหน้าไม่ดี ไป๋ซั่วก็พลอยรู้สึกหวั่นใจไปด้วย จึงอ้าปากเตรียมที่จะถาม “ท่านหมอ ข้า --- …”

“สองเดือนก่อนเจ้ามีสัมพันธ์กับผู้ใด เล่ามาให้ละเอียด”

“…”

“ไม่ต้องเขินอายไป หากเจ้าไม่พูดข้าจะรักษาเจ้าได้หรือ”

พวงแก้มของหญิงสาวพลันขึ้นสีระเรื่อแดงก่ำ หากแต่เพราะเห็นหมอยาดูเคร่งเครียด ซ้ำยังจับชีพจรของนางไม่หยุด เกรงว่าจะเป็นเรื่องร้ายมากกว่าดี จึงตอบไปเสียงแผ่ว

“ข้า … กับท่านอ๋องเจ้าค่ะ” นางอึกอัก “ท่านอ๋องโดนวางยามอมเมาวสันต์ ข้าที่เป็นผู้ใต้บัญชาของเขาถึงได้ …”

“เข้าใจแล้ว” นางพูดแค่นี้หมอชราก็เข้าใจ ปล่อยมือจากชีพจรของนางทันที “เช่นนั้นก็มีอยู่สองเรื่องหลัก ๆ ที่เจ้าควรรู้ไว้ หนึ่งคือยาที่ชินอ๋องโดนนั้นไม่ใช่ยามอมเมาวสันต์ แต่คือยาที่มีฤทธิ์ร้ายกาจมากกว่านั้น”

“ยาที่มีฤทธิ์ร้ายกาจ?” ดวงเนตรสวยเบิกกว้าง “เช่นนั้นท่านอ๋องจะเป็นอันใดหรือไม่เจ้าคะ มันคือยาอันใดกันแน่”

“เขาไม่เป็นอันใด” หมอชราส่ายหน้า “เพราะเจ้าได้รับมาแทนหมดแล้ว”

“…”

“ฟังจากที่เจ้าเล่า รวมถึงอาการของเจ้าในตอนนี้ คาดว่าพิษที่ชินอ๋องได้รับคงจะเป็นพิษเม่ยตู๋1 มันออกฤทธิ์เหมือนยามอมเมาวสันต์ หากไม่ได้รับการระบายความรู้สึกภายในครึ่งชั่วยามก็จะมีผลถึงชีวิตได้ ดังนั้นชินอ๋องจึงโชคดีที่ได้เจ้าช่วยไว้”

“โล่งอกไปทีเจ้าค่ะ”

ไป๋ซั่วพยักหน้าหงึก พิษเม่ยตู๋ นางไม่เคยได้ยินมาก่อน … แต่ดูจากที่ศัตรูตั้งใจวางยาพิษชนิดนี้ให้เว่ยเหรินเซวียน คงจะรู้ดีว่าข้างกายเขาไม่มีข้าราชบริพารเป็นสตรีสักคน ถือว่าวางแผนได้แยบยลมาก

“เจ้ายังมีหน้ามาพูดว่าโชคดีอีกรึ” อีกฝ่ายเปรยตามองนาง “นอกจากเด็กในครรภ์แล้ว สิ่งที่เจ้าได้มาจากคืนนั้นอีกหนึ่งอย่างก็คือพิษที่กัดกินอยู่ในร่าง พิษเม่ยตู๋ไม่ได้หายไปไหน แค่ย้ายจากชินอ๋องมาอยู่ในตัวเจ้าเท่านั้น”

“…”

ฟ้าถล่มลงตรงหน้า ไป๋ซั่วเพิ่งเข้าใจความหมายของคำพูดนี้เมื่อได้ฟังคำพูดของอีกฝ่าย

ปลายนิ้วทั้งสิบเย็นเยียบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน สติแทบจะเหมือนประคองเอาไว้ไม่ไหวเพราะไม่พร้อมจะยอมรับความจริง และประโยคต่อมาที่ได้ยินก็ทำให้แทบจะกระอักโลหิตออกมา

“นี่คืออีกหนึ่งเรื่องที่เจ้าควรรู้ และควรที่จะทำใจเอาไว้เสีย” บุรุษชราถอนหายใจให้กับโชคชะตาของนาง “พิษเม่ยตู๋ไม่มีหนทางรักษา มันจะกัดกินทำลายตันเถียน2ของเจ้าไปเรื่อย ๆ จนตันเถียนแตก หากเป็นคนทั่วไปคงจะยากยื้อเวลาชีวิตให้ถึงหนึ่งปี แต่หากเป็นเจ้าก็คงอยู่ได้ราวห้าปีกระมัง”

วรยุทธ์ของไป๋ซั่วกำลังถูกพิษเม่ยตู๋กลืนกินไปทีละส่วน

สองเดือนที่ผ่านมานี้ไป๋ซั่วไม่รู้ตัวเลยสักนิด เป็นเพราะนางไม่จำเป็นต้องใช้วรยุทธ์ในการเร้นกายอยู่ในเงาเหมือนสหายองครักษ์ลับคนอื่น แต่ทำหน้าที่เป็นองครักษ์ส่วนพระองค์แทน จึงไม่ทันสังเกตว่าวรยุทธ์ของตัวเองกำลังถดถอย

พิษเม่ยตู๋เป็นพิษร้ายกาจจากต่างแดน ในเมื่อเป็นพิษที่ไม่คุ้นเคย วิธีการรักษาก็ยากตามไปด้วยจนพูดได้ว่าไม่มี และถึงมี ก็คงไม่มีใครมาลงทุนลงแรงกับองครักษ์ลับตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งที่หาตัวตายตัวแทนเมื่อใดก็ได้

นางเหลือเวลาชีวิตอีกห้าปี แต่พิษเม่ยตู๋นี้จะกลืนกินวรยุทธ์ของนางให้เหือดหายไปภายในเวลาแค่ไม่ถึงหนึ่งปี

หญิงสาวนั่งเหม่อลอยอยู่ในโรงหมอพักใหญ่ ยากจะตัดสินใจหรือสงบสติอารมณ์แค่เพราะได้ยินคำถามว่า ‘จะทำแท้งหรือไม่’

ปลายนิ้วที่เต็มไปด้วยตุ่มพุพองหยาบกร้านจากการฝึกเผลอยกขึ้นมากุมหน้าครรภ์ของตัวเองไว้ ความสับสนฉายอยู่บนดวงตา ดูเหมือนเว่ยเหรินเซวียนจะยังไม่รู้ว่าพิษในคืนนั้นที่เขาได้รับคือพิษเม่ยตู๋ ในฐานะองครักษ์ นางควรจะบอกเรื่องนี้กับเขาเพื่อให้เขาระวังตัว

แต่หากพูดออกไป นางจะต้องโดนเขาบีบคั้นจนรู้แน่ว่าตั้งครรภ์

ถ้าเกิดทำแท้งไปก่อน เขาคงจะโกรธที่นางทำอะไรโดยพลการ ยอมกลั้นใจไปบอกความจริงก่อนแล้วค่อยรอให้เขาไล่มาทำแท้งคงจะดีกว่า

แต่ … ให้ทำลายเด็กที่กำลังเติบโตอยู่ในครรภ์ของตัวเองกระนั้นหรือ

ดวงตาของไป๋ซั่วสั่นคลอนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แม้จะบอกว่าเป็นองครักษ์ลับจำเป็นต้องไร้ใจ แต่ในช่วงหลายปีมานี้ไป๋ซั่วได้คลุกคลีอยู่กับประชาราษฎร์ในเมืองหลวงตามคำสั่งของเว่ยเหรินเซวียน นางได้ช่วยชีวิตเด็กน้อยไว้มากมาย ชอบมองรอยยิ้มของพวกเขา แอบเผลอคิดเพ้อเจ้อไปว่าหากตนได้มีบุตรตัวน้อยน่ารักสักคนก็ยังดี แต่ทั้งหมดก็เป็นแค่ฝันกลางวัน

ในเมื่อชีวิตที่มีอยู่บนกำมือของคนอื่น องครักษ์ลับก็ไม่ได้รับอนุญาตให้สร้างครอบครัวหรือลาออก หนทางเดียวที่จะหลุดพ้นจากหน้าที่มีแค่ความตายเท่านั้น

ความตาย … เมื่อนึกย้ำถึงเรื่องนี้จึงตระหนักได้ว่าตนเหลือเวลาชีวิตอีกแค่ห้าปี

“ตัดสินใจได้หรือยังล่ะ” หมอชราที่นั่งเขียนหนังสืออยู่ใต้แสงตะเกียงไม่ไกลถามขึ้น ไป๋ซั่วจึงอมยิ้มบางมองเขา

“ข้าว่าจะไปพบท่านอ๋องก่อนเจ้าค่ะ”

ไป๋ซั่วตัดสินใจแล้ว จึงได้ลุกยืน

ฐานะของนางต่ำต้อย เด็กคนนี้ไม่มีวันได้รับการอนุญาตให้มีชีวิตอยู่ต่อ และนางก็ไม่ใจแข็งพอที่จะทำลายชีวิตน้อย ๆ ที่กำลังเติบโตอยู่ในร่างของตัวเอง นางจำต้องปกปิดเรื่องที่ตั้งครรภ์ไว้ให้ดี ตั้งใจว่าจะขอใช้ความดีความชอบที่ช่วยเขาถอนพิษ แลกกับการให้นางสามารถลาออกจากกองครักษ์ไปใช้บั้นปลายชีวิตที่เหลืออยู่ในอีกห้าปีข้างหน้า

เว่ยเหรินเซวียนคุยยาก เป็นบุรุษที่ใครต่างก็หวาดหวั่นพรันพรึงก็จริง การเจรจาอาจจะล้มเหลวเกินสองในสาม แต่ก็ดีกว่าไม่พูดออกไปแล้วนับเวลาถอยหลังจนถึงวันที่ตัวเองตายอย่างไร้ค่า ถึงอย่างไรในเวลาอีกแค่ไม่ถึงปี นางก็จะกลายเป็นคนไร้ประโยชน์ที่ไม่สามารถทำงานให้เขาได้อีกแล้ว เขาจะเก็บไว้ข้างกายก็ไม่มีความหมาย

หมอชราเปรยตามองหญิงสาวที่ลุกเดินไปทางประตู เอ่ยทิ้งท้ายแค่สั้น ๆ

“ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่กลับมาที่นี่อีก”

ไป๋ซั่วยินแล้วก็อมยิ้ม

นางเองก็หวังเช่นนั้นเหมือนกัน

เม่ยตู๋1 พิษสมมติ ทั้งชื่อพิษ การออกฤทธิ์ รวมถึงวิธีการรักษา ล้วนเกิดจากจินตนาการของผู้เขียน

ตันเถียน2 จุดรวมพลังชีวิตของร่างกาย ใช้เป็นศูนย์กลางสำหรับเก็บสะสมลมปราณและควบคุมพลังภายใน

ไม่อาจบอกความจริง 1/2

บทที่ 2

ไม่อาจบอกความจริง

ไป๋ซั่วเดินเหม่อลอยไปตามถนนใหญ่ในเมืองหลวง

สิ่งที่สะท้อนอยู่ในดวงตาคู่สีนิลคือผู้คนมากมายที่ขวักไขว่ไปมา สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงต่าง ๆ นับไม่ถ้วน ยามนี้เหลียงโจวอยู่ในสภาวะสงบสุขปลอดภัยสงคราม หลังจากที่มีเหตุการณ์การปะทะกันระหว่างชนเผ่านอกด่านกับทัพสกุลเยี่ยนเมื่อประมาณสิบปีก่อน

ในเหตุการณ์นั้นกองทัพสกุลเยี่ยนชนะศึกได้อย่างง่ายดาย แต่ก็แลกมากับขาข้างขวาของแม่ทัพใหญ่ที่สูญเสียไปตลอดกาล

หญิงสาวเดินทอดน่องปะปนไปกับฝูงชนอย่างไม่รีบร้อน อย่างน้อยก็ขอบคุณสหายคนนั้นที่บอกว่าวันนี้ชินอ๋องเดินทางไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ นางจึงไม่จำเป็นต้องด่วนตรงเข้าวังไปหาเขาในเร็ว ๆ นี้ แม้ว่าในแววตาจะแลเห็นรั้ววังหลวงไกลห่างออกไปข้างหน้าราง ๆ ก็ตาม

“มีข่าวด่วน! ข่าวด่วน!”

ทันใดนั้นด้านหลังของไป๋ซั่วก็แว่วเสียงบุรุษผู้หนึ่งร้องขึ้น นางหันไปมองตามสัญชาตญาณ เสี้ยวเวลาต่อมาประชาชนนับหลายสิบคนก็พากันไปมุงเขาเป็นตาเดียว

ไป๋ซั่วเองก็อยากรู้ว่าข่าวด่วนที่ว่านั่นคืออันใด จึงได้ยืนหลบอยู่แถวร้านน้ำชาไม่ไกลเพื่อรอฟัง

และทันทีที่ได้ยิน ‘ข่าวด่วน’ ที่ว่า ใบหน้าของหญิงสาวก็ชาแถบขึ้นมาในชั่วพริบตา

“มีราชโองการ! ฝ่าบาททรงพระราชทานราชโองการสมรสให้ชินอ๋องกับผิงเล่อจวิ้นจู่! ฤกษ์งามยามดีในการสมรสคืออีกหนึ่งเดือนข้างหน้า!”

‘ไม่กี่วันก่อนจวนแม่ทัพได้ข่าวจากชายแดนว่าใต้เท้าฉินเสียชีวิต! เช้าวันนี้ท่านอ๋องกับแม่ทัพเยี่ยนก็เข้าวังพร้อมกันเพื่อหารือเรื่องนี้ หลังจากนี้วังอ๋องของพวกเราคงต้องมีการเปลี่ยนแปลงแน่’

พอชายคนนั้นพูดจบ เสียงจอแจวิพากษ์วิจารณ์ก็ดังระงมขึ้นมา ทว่าใบหูของไป๋ซั่วกลับอื้ออึงดั่งจมอยู่ในมหาสมุทรลึก คำพูดของสหายเมื่อไม่ถึงชั่วยามก่อนพลันแล่นเข้ามาในหัว

รู้สึกเหมือนเวลาถูกหยุดไว้อยู่ที่เก่า เศษส่วนบางอย่างปะติดปะต่อกันมาในหัวได้อย่างเหมาะเจาะลงตัว

ผิงเล่อจวิ้นจู่คือบุตรสาวของแม่ทัพเยี่ยน สมัยเด็กยังเป็นสหายคุ้นเคยของเว่ยเหรินเซวียน สนิทสนมถึงขั้นเรียกขานชื่อกันได้

หลังจากที่แม่ทัพเยี่ยนนำทัพชนะศึกที่ชายแดนเมื่อสิบปีก่อนและสูญเสียขาไป อดีตฮ่องเต้ก็ทรงแต่งตั้งบุตรสาวคนโตของเขาเป็นท่านหญิงเพื่อตอบแทน

ไป๋ซั่วเคยได้ยินเรื่องซุบซิบเรื่องหนึ่งจากองครักษ์ลับคนอื่น ๆ ความว่าฉินเอ้อหลางนั้นแท้จริงแล้วเป็นคนรักลับของผิงเล่อจวิ้นจู่ แต่ด้วยฐานะศักดิ์ที่ต่างกันราวเหวกับฟ้า แม่ทัพเยี่ยนจึงกีดกันทั้งสอง อันเป็นเหตุให้มีการส่งฉินเอ้อหลางไปประจำการชายแดนเพื่อแยกทั้งสองออกจากกัน

ตอนนี้ฉินเอ้อหลางตายแล้ว … ราชโองการสมรสของชินอ๋องกับท่านหญิงผิงเล่อก็ถูกประกาศออกมา ทุกอย่างประจวบเหมาะราวกับว่ามีใครบางคนตั้งใจให้เป็นแบบนั้น

การเสียชีวิตของบุคคลในกองทัพที่เป็นปริศนา จากท่านหญิงสู่ว่าที่ชายาเอกในชินอ๋อง …

“ว่าแล้วจริง ๆ ว่าชายาของท่านอ๋องจะต้องเป็นจวิ้นจู่แน่!”

ไป๋ซั่วยืนเหม่ออยู่ตรงนั้นค่อนข้างนาน จมดิ่งอยู่กับความคิดของตัวเองเพียงลำพัง ได้สติก็เมื่อได้ยินเสียงบทสนทนาของคนสองคนที่นั่งอยู่ตรงร้านน้ำชาข้างทาง

นางเงี่ยหูฟังต่อ คอยดูว่าผู้คนคิดเห็นเช่นไรกับเรื่องนี้

“จิ๊ ๆ ๆ ชินอ๋องทรงครองตัวเป็นโสดมาหลายปี ที่แท้ก็เพื่อรอจวิ้นจู่นี่เอง จวิ้นจู่เพิ่งถึงวัยปักปิ่นเมื่อวสันต์ที่ผ่านมา ก็ถึงเวลาเหมาะเจาะพอดี!”

“ข้าว่านะ สองคนนี้น่ะเหมาะสมกันเสียยิ่งกว่าอะไร คนหนึ่งก็พระอนุชาของฝ่าบาท อีกคนก็บุตรสาวแม่ทัพใหญ่ หากไม่ใช่จวิ้นจู่ข้าก็คิดไม่ออกแล้วจริง ๆ ว่าใครจะเหมาะสมกับชินอ๋อง”

“สมัยพวกเขายังเด็กก็เป็นสหายกันมิใช่หรอกหรือ? ที่แท้ก็เป็นคู่ครองที่สวรรค์กำหนดไว้แล้วนี่เอง!”

“…”

ทุกคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ได้ยินทำเอาไป๋ซั่วแทบจะกระอักเลือดออกมา นางก้มมองร่างกายของตัวเอง ฝ่ามือหยาบกร้านเผลอกุมหน้าครรภ์ของตนเอาไว้ ระลอกคลื่นแห่งความสับสนพลันเอ่อคลอขึ้นมาบนดวงตาอีกครั้ง

ถึงจะตั้งใจปิดบังเรื่องที่ตั้งครรภ์ แต่คนที่รอบคอบอย่างเว่ยเหรินเซวียนไม่มีทางปล่อยให้นางรอดผ่านสายตา หากว่าเขาอนุญาตให้นางลาออกจากหน่วยก็จริง เขาก็ย่อมต้องคนมาจับตามองนางเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่ตุกติกหรือคิดคดกับผู้อื่นเพื่อหักหลังเขา ช้าหรือเร็วเขาต้องรู้ความจริง

เมื่อเป็นเช่นนั้น ทายาทของนางก็จะขวางหูขวางตาเขากับท่านหญิงทันที …

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่าชาวบ้านในเมืองต่างก็ยังคงดังสนั่นเข้ามาในโสตประสาท ท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายของวสันต์ นี่เป็นครั้งแรกที่ไป๋ซั่วรู้สึกเวียนหัวตาลายจนแทบอยากอาเจียน

ทั้งความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ในอก ทั้งเสียงจอแจที่ดังเข้ามาในหูไม่หยุด หากเป็นคนทั่วไปคงจะล้มลงกับพื้นไปแล้ว ดีที่นางยังสามารถประคองตัวเองให้เข้ามาหลบในตรอกเล็ก ๆ ที่ปลอดผู้คนได้สำเร็จ

ไป๋ซั่วเอนกายไปกับตรอก ดวงตาหม่นเทาฉายความเหนื่อยล้า แค่เพียงรู้ว่าตนตั้งครรภ์ ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่มักจะยกมือขึ้นมากุมท้องตัวเองไว้เสมอ

นางบอกเว่ยเหรินเซวียนไม่ได้อีกต่อไป บอกไม่ได้ว่าจะลาออก บอกไม่ได้ว่ากำลังจะตาย หากบอกไป ไม่ว่าจะหนทางไหนก็ไม่เหลือทางรอดให้ลูกของนาง

อยากที่จะเก็บเด็กคนนี้ไว้ … ในช่วงห้าปีสุดท้ายของชีวิตนี้ อยากที่จะเลี้ยงดูเขาให้เติบโตด้วยรอยยิ้ม อย่าได้เติบโตมาพร้อมกับกลิ่นคาวสนิมของเลือดเหมือนกับนาง อย่าได้วนเวียนอยู่กับการฆ่าฟันและต้องใช้ชีวิตเหมือนกับถูกขึงอยู่บนเส้นด้ายตลอดเวลา

“… เห็นแก่ตัวจริง ๆ นะ”

ไป๋ซั่วหลับตาลง แค่นหัวร่อให้กับความปรารถนาอันแสนพร่ำเพ้อของตัวเอง องครักษ์ลับหรือ ไม่เลย นางก็เป็นแค่สตรีคนหนึ่งที่ไร้ทางเลือกตั้งแต่เกิดมาเท่านั้น

เพราะแบบนั้นถึงอยากหยิบยื่นทางเลือกให้กับเด็กตัวน้อย ๆ คนนี้

คำสัตย์สาบานขององครักษ์หรือ หน้าที่หรือ

ไม่จำเป็นอีกแล้ว

ไป๋ซั่วตั้งใจแน่วแน่ เพียงชั่วขณะหนึ่งเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ความสับสนหม่นเทาก็ถูกลบเลือนหายไปจากแววตา คงเหลือเพียงแค่ความมุ่งมั่นบางอย่างที่ฉายสะท้อนออกมาเท่านั้น

นางหันหลังออกจากตรอก เดินตรงกลับไปยังทิศทางที่ตนจากมาเมื่อครู่

มีเพียงแค่ต้องกลับไปหาหมอชราผู้นั้นเท่านั้น นางถึงจะสามารถกำหนดชะตาชีวิตของตัวเองและลูกได้

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...