โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หมอ เตือนรับมือ อีสุกอีใส ช่วงระบาด แนะฉีดวัคซีนครบ ลดเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนและงูสวัดในอนาคต

MATICHON ONLINE

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

หมอ เตือนรับมือ “อีสุกอีใส” ช่วงระบาด แนะฉีดวัคซีนครบ ลดเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนและงูสวัดในอนาคต

วันที่ 3 มีนาคม นพ.ฆนัท ครุธกูล นายกสมาคมสหพันธ์สถานประกอบการเพื่อสุขภาพและผู้สูงอายุ เปิดเผยถึงสถานการณ์การพบผู้ป่วยอีสุกอีใสเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ว่า แม้โรคนี้มักถูกมองว่าเป็นโรคประจำวัยเด็กและหายได้เอง แต่ในความเป็นจริงยังคงเป็นโรคติดเชื้อที่แพร่กระจายได้ง่าย และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนในบางกลุ่มเสี่ยง

นพ.ฆนัท กล่าวว่า อีสุกอีใสเกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา-โซสเตอร์ ซึ่งติดต่อผ่านละอองฝอยจากการไอจาม และการสัมผัสของเหลวจากตุ่มน้ำของผู้ป่วย ผู้ติดเชื้อมักมีไข้ อ่อนเพลีย และมีผื่นแดงที่พัฒนาเป็นตุ่มน้ำใสกระจายทั่วร่างกาย ระยะฟักตัวประมาณ 10–21 วัน และผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 1–2 วันก่อนผื่นขึ้น จนกว่าตุ่มทั้งหมดจะแห้งตกสะเก็ด

นพ.ฆนัท ระบุว่า กลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ใหญ่ที่ไม่เคยเป็นโรคมาก่อน หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เพราะมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน หรือภาวะทางระบบประสาทได้มากกว่าเด็กที่สุขภาพแข็งแรง

นพ.ฆนัท กล่าวว่า นอกจากนี้ไวรัสดังกล่าวยังเป็นสาเหตุของโรคงูสวัดในอนาคต โดยหลังจากผู้ป่วยหายจากอีสุกอีใสแล้ว เชื้อจะยังคงหลบซ่อนอยู่ตามปมประสาท และอาจกลับมาก่อโรคใหม่เมื่อภูมิคุ้มกันลดลง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนตามแนวเส้นประสาทและมีผื่นเฉพาะที่

“สำหรับแนวทางการรักษา ปัจจุบันผู้ป่วยทั่วไปที่อาการไม่รุนแรงสามารถรักษาตามอาการ ได้แก่ การให้ยาลดไข้ พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมาก ๆ และดูแลผิวหนังไม่ให้เกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อน ในกรณีผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงหรือมีอาการรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัสเพื่อช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาของโรค ทั้งนี้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์”นพ.ฆนัท กล่าว

ทั้งนี้ นพ.ฆนัท เน้นย้ำว่า โรคนี้ ไม่ควรใช้ยาแอสไพรินในเด็กหรือวัยรุ่นที่ป่วยเป็นอีสุกอีใส เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการเกิด “กลุ่มอาการเรย์ (Reye’s syndrome)” ซึ่งเป็นภาวะรุนแรงที่ทำให้ตับและสมองบวม อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ จึงควรใช้ยาลดไข้ตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น

ในด้านการป้องกัน นพ.ฆนัทแนะนำการฉีดวัคซีนป้องกันอีสุกอีใส ซึ่งเป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็นที่ทำให้อ่อนฤทธิ์ลง มีประสิทธิภาพในการลดโอกาสติดเชื้อและลดความรุนแรงของโรค แนวทางการฉีดโดยทั่วไปคือ เข็มที่ 1 ในช่วงอายุประมาณ 12–15 เดือน เข็มที่ 2 ในช่วงอายุ 4–6 ปี สำหรับเด็กโตหรือผู้ใหญ่ที่ไม่เคยเป็นโรคและไม่เคยได้รับวัคซีน สามารถฉีด 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่างกันอย่างน้อยประมาณ 1–3 เดือน ตามคำแนะนำของแพทย์

เมื่อถามว่า วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส ราคาเข็มละเททท่าไร นพ.ฆนัท กล่าวว่า สำหรับ แล้วแต่ละสถานพยาบาล ในสถานพยาบาลเอกชนโดยประมาณอยู่ที่ 2,000-4,000 บาทต่อเข็ม ส่วนโรงพยาบาลรัฐประมาณ 800–1,000 บาทต่อเข็ม

นพ.ฆนัท กล่าวว่า สำหรับการป้องกันการระบาดควรควบคู่กับมาตรการพื้นฐาน ได้แก่ การแยกผู้ป่วยออกจากกลุ่มเสี่ยง หยุดเรียนหรือหยุดงานจนกว่าตุ่มจะแห้งทั้งหมด หลีกเลี่ยงการแกะเกาตุ่มน้ำ และรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด

“อีสุกอีใสอาจดูเป็นโรคที่ไม่รุนแรงในสายตาหลายคน แต่หากเกิดในกลุ่มเสี่ยงอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญได้ การฉีดวัคซีนครบตามเกณฑ์และการดูแลอย่างถูกต้อง จะช่วยลดภาระโรคทั้งในปัจจุบันและลดความเสี่ยงงูสวัดในอนาคต ทั้งนี้คนทที่เคยเป็นอีสุกอีใสแล้ว ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนครับ” นพ.ฆนัท กล่าว

เมื่อถามว่า ฉีดวัคซีน 1 เข็ม สามารถป้องกันได้ตลอดไปหรือไม่ นพ.ฆนัท กล่าวว่า ไม่แนะนำให้ฉีดเพียง เข็มเดียว เพราะภูมิคุ้มกันจะไม่สมบูรณ์ และยังมีโอกาสติดเชื้อแบบอาการไม่รุนแรงได้ โดย มาตรฐานคือฉีด 2 เข็ม หลังฉีดครบ 2 เข็ม ภูมิคุ้มกันอยู่ได้นานอย่างน้อย 10–20 ปี จากข้อมูลติดตามระยะยาวในหลายประเทศ
หลายรายมีแนวโน้มว่าภูมิอาจอยู่ได้นานกว่านั้น ปัจจุบันยัง ไม่แนะนำให้ฉีดกระตุ้นซ้ำเป็นประจำ ในคนที่มีภูมิคุ้มกันปกติและฉีดครบแล้ว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หมอ เตือนรับมือ อีสุกอีใส ช่วงระบาด แนะฉีดวัคซีนครบ ลดเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนและงูสวัดในอนาคต

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...