ตม.ออก 10 มาตรการคัดกรองเข้ม สกัดคอลเซ็นเตอร์ รับคลื่นต่างชาติทะลัก
สตม.เปิด 10 มาตรการเข้มคัดกรองต่างชาติ หลังนักท่องเที่ยวทะลักสุวรรณภูมิวันละ 7-8 หมื่นคน พร้อมสกัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์-ทุนเทาย้ายฐาน และรับมือผลกระทบเหตุโจมตีตะวันออกกลาง ยกเว้นค่าปรับโอเวอร์สเตย์กรณีเที่ยวบินยกเลิก
จากกรณีคลื่นนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลักเข้าไทย จนเกิดภาพความหนาแน่นบริเวณจุดคอขวดเข้าโถงรอตรวจหนังสือเดินทางขาเข้าประเทศ โดยเฉพาะสุวรรณภูมิ เหตุจากการเพิ่มความเข้มสกัดแก็งค์คอลเซ็นเตอร์ต่างชาติที่พยายามย้ายฐานจากเขมร รวมถึงเพิ่มการคัดกรองคนต่างชาติจากเหตุโจมตีในภูมิภาค ตอ.กลาง โดยเฉพาะการโจมตีเมืองศูนย์กลางการบินหลักอย่าง ดูไบ กาตาร์ ส่งผลต่อปริมาณผู้โดยสารที่ถูกยกเลิกเที่ยวบิน และตกค้างในไทย ตามที่ข่าวเสนอไปแล้วนั้น
วันที่ 2 มี.ค.69 ที่ สตม. พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบช.ช่วยราชการ สตม.ในฐานะโฆษก สตม.เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจาก พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม.ให้เดินทางมาประชุมข้าราชการตำรวจ ตม.สนามบิน ที่ ศูนย์ปฎิบัติการ ตม. สุวรรณภูมิ โดยมี พ.ต.อ.วีรยศ การุณยธร รอง ผบก.ตม.2 รักษาการ ผบก.ตม.2 และคณะ ระดับ รอง ผบก. - ผกก.ด่าน ตม.สนามบินหลัก ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต ตลอดจน คุณอมรพิศ นรินทร์ ผอ.ส่วนบริการการบิน ฝ่ายบฎิบัติการการบิน ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และ คุณอัจฉรา ไชยรักษ์ ประธานคณะกรรมการดำเนินงานธุรกิจการบินกรุงเทพ (AOC) ร่วมประชุม โดยมีการรับฟังสถานการณ์ผลกระทบของเที่ยวบินที่ถูกยกเลิกจากการโจมตีในเขตภูมิภาค ตอ.กลาง และสถานการณ์ความหนาแน่นของคนต่างชาติ
พล.ต.ต.เชิงรณ กล่าวว่า จากการประชุมพบว่า ตั้งแต่ปลายปี 2568 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต จากเดิมเฉลี่ยประมาณ 60,000 คน/วัน เป็น 70,000 - 80,000 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นราว 16% โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนที่กลับมาเที่ยวไทยมากขึ้น นอกจากนั้น ยังมีนักท่องเที่ยวจากรัสเซีย และยุโรป ที่หนีหนาวมาไทยมากขึ้นด้วย ส่งผลให้ มีปริมาณคนต่างชาติสะสมในชั่วโมงหนาแน่น โดยเฉพาะช่วง 14.00 ต่อเนื่องถึง 19.00 น. และ 22.00 - 01.00 ของวันรุ่งขึ้น โดยเฉพาะที่สุวรรณภูมิ มีสัดส่วนเฉลี่ยชั่วโมงละ 5,000-6,000 คน ในขณะที่โถงรอตรวจหนังสือเดินทางจุคนได้ราว 2,500 คน ประกอบกับ ผู้โดยสารที่ลงเครื่องจากหลุมจอดต่างๆ รวมถึงอาคาร SAT1 จะไหลประดังเข้า ตม.พร้อมกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจุดทางเข้ามีลักษณะเป็นคอขวด ส่งผลต่อความเร็วในการระบายผู้โดยสารต่างชาติที่ช่องตรวจ ไม่ทันต่อการไหลเข้าสะสมของผู้โดยสารที่เพิ่มอย่างรวดเร็ว ประกอบกับ คนต่างชาติจำนวนมากไม่กรอกข้อมูลเข้าประเทศ( TDAC ) ในระบบ online มาล่วงหน้า ทั้งที่ได้ประชาสัมพันธ์ก่อนประกาศใช้ระบบนี้ไว้แล้ว บวกกับการเพิ่มมาตรการคัดกรองต่างชาติที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะคนต่างชาติที่เสี่ยงต่อการเป็นทุนเทา ที่มีข้อมูลว่า พยายามย้ายฐานจากบ่อนเขมร เข้าไทย หลังการกวาดล้างอย่างหนัก ด้วยเหตุผลทั้ง 3 กรณีดังกล่าวทำให้เกิดภาพความหนาแน่นบริเวณโถงทางเข้าตามที่ปรากฎเป็นภาพในสื่อมวลชนและโซเชียลต่างๆ
พล.ต.ต.เชิงรณ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ทาง ตม.สนามบิน ได้จัดกำลังพลนั่งประจำทุกช่องตรวจในช่วงเวลาหนาแน่นและเร่งคัดกรองคนต่างชาติเข้าไทย พบว่า อัตราเฉลี่ยในการจับเวลาคนต่างชาติที่รอคิวในช่วงดังกล่าว ใช้เวลารอคิวสูงสุด 50 นาที โดยใช้เวลาตรวจหนังสือเดินทางที่ช่องตรวจเพียง 45 วินาทีต่อรายเท่านั้นในขณะที่พบว่า หลังเกิดการโจมตีประเทศต่างๆใน ตอ.กลาง เมื่อ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา มีสายการบินได้รับผลกระทบราว 10 สายการบิน มีการยกเลิกเที่ยวบินขาออกราว 22 เที่ยวบิน และ ขาเข้าราว 12 เที่ยวบิน ส่งผลต่อการยกเลิกตราประทับผู้โดยสารที่ไม่สามารถเดินทางออกได้ และอาจเกิดการสะสมของคนต่างชาติ บริเวณโถงทางเข้า ตม.สุวรรณภูมิ
ทาง สตม.จึงได้กำหนด 10 มาตรการ เพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าวดังนี้
1. สตม.วางแนวทางบรรเทาความเดือดร้อนคนต่างชาติ ที่ตกค้างในไทยจากเหตุสู้รบใน ตอ.กลาง โดย สตม.จะใช้อำนาจกฎหมายคนเข้าเมืองยกเว้นค่าปรับกรณีคนต่างชาติสถานะ overstay จากการปิดน่านฟ้า ซึ่งจะเดินทางออกไปประเทศอื่น ส่วนคนต่างชาติที่ยังไม่ครบกำหนดและประสงค์จะอยู่ในไทยต่อ จะผ่อนผันให้พำนักได้ครั้งละ 30 วัน โดยให้สถานทูตชาตินั้นๆรับรอง ส่วนกรณีเหตุการณ์รุนแรงต่อเนื่องระยะยาว และสถานะคนต่างชาตินั้น overstay แล้ว ต้องเสนอ ครม.พิจารณาอนุญาต ตาม พรบ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 17 ต่อไป
2.ขอความร่วมมือ สายการบิน ตรวจสอบคัดกรองคนต่างชาติ ที่จะบินมาไทย ให้กรอกข้อมูลเข้าประเทศในระบบ TDAC ให้แล้วเสร็จก่อนเช็คอิน ออกบัตรที่นั่งมาไทย เช่นเดียวกับ มาตรการที่ ตม.สิงคโปร์ ใช้กับสายการบินเช่นเดียวกัน
3. ให้ ตม.สนามบิน จัดกำลังพลเต็มทุกช่องตรวจในชั่วโมงหนาแน่น โดยวิเคราะห์จากตารางบินขาเข้าล่วงหน้า
4. จัดกำลัง จนท.ตม.บริหารสถานการณ์ความหนาแน่นบริเวณทางเข้าโถง ตม.เพื่อเกลี่ยปริมาณผู้โดยสารให้เข้าโถงได้ทุกโซน
5. ให้ช่วยเหลือคนต่างชาติที่เข้าลักษณะกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กสูงไม่เกิน 120 ซม. คนชรา คนพิการ ตั้งครรภ์ ให้แยกเข้าตรวจที่ช่องทาง priority รวมถึง คนต่างชาติที่เป็นครอบครัวมาพร้อมคนไทย
6. จัดพื้นที่รองรับการยกเลิกตราประทับขาออก กรณีผู้โดยสารที่รอขึ้นเครื่องแล้ว แต่เที่ยวบินถูกยกเลิกกระทันหัน เพื่อไม่ให้เกิดการคับคั่งปะปนกับ ผู้โดยสารขาเข้าปกติ
7. ให้สายการบินจัดพนักงานประสานงานกับ ตม.กรณี มีผู้โดยสารที่บินเข้าไทยแล้ว ต้องรีบต่อเครื่องภายในประเทศ เพื่อไม่ให้ตกเครื่อง
8. ประสานงานร่วมกับ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด( มหาชน ) เพื่อจัด SLOT เฉลี่ยจำนวนเที่ยวบินขาเข้าไม่ให้สะสมในช่วงเวลาเดียวกัน
9.เร่งพิจารณาคนต่างชาติ ให้เข้ารับการตรวจด้วยช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ ( Automatic Border Control ) เพื่อระบายความหนาแน่นจากช่องตรวจ จนท.ปกติ
10. เพิ่มความเข้มคัดกรองคนต่างชาติที่เสี่ยงต่อการก่อเหตุความมั่นคงของประเทศคู่ขัดแย้งในเหตุโจมตีใน ตอ.กลาง โดยประสานงานกับหน่วยความมั่นคงและข่าวกรองอย่างใกล้ชิด
"ปริมาณความหนาแน่นคนต่างชาติที่สนามบิน สะท้อนบรรยากาศการท่องเที่ยวในไทยที่คึกคักขึ้น แต่ขณะเดียวกัน ตม.สนามบิน ก็จำเป็นต้องเพิ่มมาตรการคัดกรองคนต่างชาติ โดยเฉพาะ กลุ่มคอลเซ็นเตอร์ และทุนเทาที่เผ่นจากเขมรเข้าไทย รวมถึงกลุ่มที่เสี่ยงต่อความมั่นคงจากกรณีความไม่สงบใน ตอ.กลาง ในสถานการณ์รุนแรงขณะนี้ ซึ่งอาจกระทบต่อการเร่งระบายความหนาแน่นคนต่างชาติไปบ้าง โดย สตม.เองไม่ได้นิ่งนอนใจ และถือโอกาสนี้ชี้แจงให้สังคมไทย และนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าใจความจำเป็นในสถานการณ์นี้"