โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทำความรู้จัก ICE หน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐฯ ในวันที่ชาวอเมริกันตั้งคำถาม ขอบเขตการใช้อำนาจรัฐควรอยู่ตรงไหน

TODAY

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • TODAY

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ICE กลายเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดชื่อหนึ่งในสหรัฐฯ จากตัวเลขการจับกุมผู้อพยพที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การขยายศูนย์กักกัน และการส่งเจ้าหน้าที่จำนวนมากลงปฏิบัติการในเมืองใหญ่หลายแห่งทั่วประเทศ

จริงๆ แล้ว นี่เป็นชื่อของหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง หน้าที่ของหน่วยงานนี้ครอบคลุมตั้งแต่การติดตามผู้ที่รัฐมองว่าอยู่ในประเทศอย่างผิดกฎหมาย ไปจนถึงการจับกุม ควบคุมตัว และผลักดันบุคคลเหล่านั้นออกนอกประเทศ ภายใต้กรอบที่รัฐบสลสหรัฐฯ อธิบายว่าเป็นการรักษาความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยของสาธารณะ

แต่ภาพดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนที่เมืองมินนีแอโพลิส เมื่อปฏิบัติการของ ICE นำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่ และเหตุยิงเสียชีวิตของพลเมืองสหรัฐฯ 2 คน เหตุการณ์นี้ทำให้คำถามไม่ได้หยุดอยู่แค่ว่า “ใครผิดใครถูก” หากขยับไปไกลกว่านั้น คือคำถามว่า หน่วยงานนี้มีอำนาจมากเพียงใด และอำนาจนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของใคร

บทความชิ้นนี้จะพาไปทำความเข้าใจ ICE ในฐานะกลไกของรัฐอเมริกัน ตั้งแต่ที่มา บทบาท และอำนาจตามกฎหมาย ไปจนถึงเหตุผลที่ทำให้หน่วยงานนี้กลายเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ ไม่เฉพาะในหมู่ผู้อพยพเท่านั้น แต่รวมถึงพลเมืองอเมริกันเองด้วย

[ICE คืออะไร]

ICE เป็นชื่อย่อของ Immigration and Customs Enforcement หรือ ‘สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ’ เป็นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในสังกัดกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ ก่อตั้งขึ้นในปี 2546 หลังเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน ภายใต้การปรับโครงสร้างระบบความมั่นคงภายในประเทศครั้งใหญ่ของรัฐบาลสหรัฐฯ

บทบาทหลักของ ICE คือการจับกุม ควบคุมตัว และเนรเทศบุคคลที่รัฐสหรัฐฯ เห็นว่าอยู่ในประเทศอย่างผิดกฎหมาย บุคคลเหล่านี้อาจเป็นผู้ที่ศาลตรวจคนเข้าเมืองมีคำสั่งให้เดินทางออกนอกประเทศ ผู้ที่อยู่เกินระยะเวลาวีซ่า หรือผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีประวัติอาชญากรรมบางประเภทตามกฎหมายตรวจคนเข้าเมือง

นอกจากการปฏิบัติการจับกุมแล้ว ICE ยังทำหน้าที่ดูแลเครือข่ายศูนย์กักกันผู้อพยพทั่วประเทศ เพื่อควบคุมตัวผู้ที่อยู่ระหว่างกระบวนการทางกฎหมายหรือขั้นตอนการเนรเทศออกนอกสหรัฐฯ

[ICE ต่างจากตำรวจหรือหน่วยงานความมั่นคงอื่นอย่างไร]

แม้ ICE จะเป็นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย แต่เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานนี้ ไม่ใช่ตำรวจท้องถิ่น และไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐบาลระดับรัฐหรือเทศมณฑล การปฏิบัติการทั้งหมดเป็นอำนาจของรัฐบาลกลางโดยตรง

ภารกิจหลักของ ICE ไม่ใช่การดูแลความสงบเรียบร้อยทั่วไป เช่น การจราจรหรืออาชญากรรมในชีวิตประจำวัน แต่ทำหน้าที่เฉพาะด้านการตรวจคนเข้าเมืองและอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการเข้าเมือง หน่วยงานนี้สามารถดำเนินการในเมือง ชุมชน หรือสถานที่ทำงานทั่วประเทศ โดยไม่จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ชายแดน

เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานนี้ผ่านการฝึกอบรมเฉพาะของหน่วยงาน และปฏิบัติการภายใต้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งใช้กลไกกำกับที่แตกต่างจากตำรวจท้องถิ่นหรือเจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับรัฐ นั่นทำให้ ICE เป็นอำนาจของรัฐส่วนกลางที่สามารถลงมาดำเนินการกับตัวบุคคลได้โดยตรง โดยไม่ผ่านกลไกการควบคุมของรัฐบาลท้องถิ่น

[อำนาจของ ICE อยู่ตรงไหนของกฎหมาย]

ภายใต้กรอบกฎหมายของสหรัฐฯ เจ้าหน้าที่ ICE มีอำนาจตามกฎหมายในการจับกุมและควบคุมตัวบุคคลที่สงสัยว่าอยู่ในประเทศอย่างผิดกฎหมาย โดย ไม่จำเป็นต้องมีหมายศาลที่ออกโดยผู้พิพากษา หากเจ้าหน้าที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าบุคคลนั้นละเมิดกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ

นอกจากการจับกุมในพื้นที่สาธารณะแล้ว ในบางกรณีเจ้าหน้าที่ ICE ยังสามารถใช้ ‘คำสั่งทางปกครอง’ ซึ่งออกโดยหน่วยงานภายใน เช่น เอกสารที่เรียกว่า administrative warrant แทนหมายศาล เพื่อดำเนินการกับบุคคลที่มีคำสั่งให้เนรเทศออกนอกประเทศแล้ว ซึ่งการใช้อำนาจในลักษณะนี้เป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกตั้งคำถามถึงขอบเขตและความชอบธรรมทางกฎหมาย

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ ICE ยังได้รับอนุญาตให้ใช้กำลังได้ในระดับที่กฎหมายอธิบายว่า ‘จำเป็นและสมเหตุสมผล’ และในบางสถานการณ์อาจใช้อาวุธปืนได้ หากเห็นว่ามีภัยคุกคามต่อชีวิตหรือความปลอดภัย

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานนี้ ยังไม่จำเป็นต้องสวมกล้องติดตัว และไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตนหรือเอกสารที่ใช้ในการปฏิบัติการในทุกสถานการณ์

ทั้งหมดนี้คือลักษณะของอำนาจและวิธีปฏิบัติที่ทำให้ ICE แตกต่างจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่น และกลายเป็นจุดตั้งคำถามสำคัญเรื่องความโปร่งใสและการตรวจสอบถ่วงดุล

[สิ่งที่เปลี่ยนไปในยุคทรัมป์]

ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บทบาทและขีดความสามารถของ ICE ถูกขยายออกไปกว้างมาก ทั้งในด้านงบประมาณ จำนวนเจ้าหน้าที่ และขอบเขตการปฏิบัติการ รวมถึงการเปลี่ยนเป้าหมายและพื้นที่การบังคับใช้กฎหมาย โดยมีการตั้งเป้าว่าจะต้องจับกุมละเนรเทศผู้อพยพที่รัฐมองว่าอยู่ในประเทศอย่างผิดกฎหมายมากกว่ารัฐบาลก่อนหน้า

นั่นทำให้ มาตรการสำคัญที่เปลี่ยนไปคือการยกเลิกนโยบายที่จำกัดพื้นที่อ่อนไหว จากการปฏิบัติการของหน่วยงาน เช่น โรงเรียน โบสถ์ และโรงพยาบาล ซึ่งก่อนหน้านี้เคยถูกมองว่าเป็นพื้นที่ที่ควรเว้นการจับกุมในบางสถานการณ์ นโยบายดังกล่าวถูกยกเลิกตั้งแต่ต้นปี 2568 ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าดำเนินการในพื้นที่เหล่านี้ได้มากขึ้นตามหลักเกณฑ์ใหม่

การขยายบทบาทของ ICE ยังแสดงออกผ่านเป้าหมายและยุทธศาสตร์การปฏิบัติการที่กว้างขึ้น เช่น การดำเนินงานปฏิบัติการ ‘Operation Metro Surge’ ในมินนีแอโพลิสและพื้นที่รอบข้าง ซึ่งเป็นหนึ่งในปฏิบัติการตรวจคนเข้าเมืองที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น โดยมีเจ้าหน้าที่หลายพันนายถูกส่งไปปฏิบัติการในเมืองใหญ่ แม้จะเผชิญกับการคัดค้านจากผู้นำท้องถิ่นและเสียงวิจารณ์จากชุมชนทั่วไป

[มินนีแอโพลิส จุดแตกหักระหว่างอำนาจรัฐกับพลเมือง]

การส่งเจ้าหน้าที่ CE จำนวนมากลงปฏิบัติการในเมืองมินนีแอโพลิส กลายเป็นหนึ่งในปฏิบัติการตรวจคนเข้าเมืองที่ใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี และดึงดูดความสนใจจากสังคมอเมริกันในวงกว้าง

แต่สิ่งที่ทำให้ปฏิบัติการนี้กลายเป็น “จุดแตกหัก” อย่างแท้จริง คือเหตุยิงพลเมืองสหรัฐฯ โดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางหลายครั้งในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน หนึ่งในเหตุการณ์ที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือการเสียชีวิตของ เรเน กู๊ด หญิงวัย 37 ปี ซึ่งถูกยิงโดยเจ้าหน้าที่ ICE ขณะอยู่ใกล้รถของเธอในมินนีแอโพลิส เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569

และไม่กี่วันถัดมา ยังเกิดเหตุการณ์ที่ อเล็กซ์ เพรตติ บุรุษพยาบาลวัย 37 ปี ถูกยิงขณะสังเกตการณ์และพยายามเข้าช่วยเหลือผู้อื่น ระหว่างปฏิบัติการใกล้ร้านค้าแห่งหนึ่งในเมือง เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการดำเนินงานของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองอย่างต่อเนื่อง และถูกบันทึกไว้ในคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ในสื่อ

การใช้กำลังทั้ง 2 เหตุการณ์ ได้จุดประกายการประท้วงครั้งใหญ่ ทั้งในมินนีแอโพลิสและอีกหลายเมืองทั่วสหรัฐฯ ผู้คนออกมาชุมนุมเรียกร้องความยุติธรรม และตั้งคำถามต่อวิธีการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองของเจ้าหน้าที่รัฐ การถกเถียงจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเด็นผู้อพยพอีกต่อไป แต่ขยายไปสู่การทบทวนการใช้กำลังของรัฐต่อพลเมือง

แม้ฝ่ายรัฐบาลกลางอธิบายว่า การดำเนินการและการใช้กำลังบางกรณีเป็นไปตามการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และเป็นการป้องกันตัวของเจ้าหน้าที่ แต่ชุมชนท้องถิ่น ผู้ว่าการรัฐ และผู้ชุมนุมจำนวนมาก กลับตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการใช้อำนาจ และขอบเขตที่หน่วยงานรัฐบาลกลางเช่น ICE ควรมีในพื้นที่พลเรือน

[คำถามที่ใหญ่กว่าเรื่องผู้อพยพ]

กรณีของ ICE ไม่ได้เพียงจุดชนวนการประท้วงที่ลุกลามไปในหลายเมืองทั่วสหรัฐฯ แต่ยังทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองปะทุขึ้นอย่างชัดเจนในสภาคองเกรส โดยพรรคเดโมแครตได้ออกมาเรียกร้องให้จำกัดอำนาจของหน่วยงาน เพิ่มกลไกตรวจสอบ และกำหนดมาตรฐานการใช้กำลังที่เข้มงวดและโปร่งใสมากขึ้น โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ที่พลเมืองถูกยิงเสียชีวิตจากการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง

ในขณะที่ พรรครีพับลิกันและรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า ICE คือกลไกสำคัญด้านความมั่นคงของชาติ และไม่ควรถูกจำกัดการทำงาน ในช่วงที่รัฐบาลมองว่าการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองจำเป็นต้องเข้มข้นขึ้น

ความขัดแย้งนี้สะท้อนผ่านการถกเถียงเรื่องงบประมาณของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ การพิจารณากฎหมายในสภา และข้อเสนอที่ไล่ตั้งแต่การปฏิรูป ไปจนถึงการเรียกร้องให้ยุบ ICE ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...