MPJ ปูพรมรับอานิสงส์ EEC เปิดลานตู้คอนเทนเนอร์ส่วนขยายแหลมฉบัง ดันรายได้แตะ 120 ล้าน
MPJ ขยายขีดความสามารถการให้บริการเพิ่ม 200,000 TEUs ต่อปี บนพื้นที่ยุทธศาสตร์ 19.37 ไร่ เชื่อมต่อโครงข่ายขนส่ง บก-ราง-น้ำ แบบไร้รอยต่อ รับรู้รายได้ทันทีปี 2569 จำนวน 60 ล้านบาท ก่อนโตก้าวกระโดดเท่าตัวในปีถัดไป มุ่งยกระดับสู่ผู้นำโลจิสติกส์ One Stop Service ในภูมิภาค รุกนำเทคโนโลยี Data Analytics บริหารต้นทุนและทรัพยากร เพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันในยุค Digital Logistics เต็มรูปแบบ
2 กุมภาพันธ์ 2569 – บริษัท เอ็ม พี เจ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ MPJ เดินหน้าตอกย้ำตำแหน่งผู้นำด้านการบริหารจัดการลานตู้คอนเทนเนอร์ (Container Yard) ล่าสุดประกาศเปิดให้บริการลานตู้ส่วนขยายแห่งใหม่ในโซนแหลมฉบัง พื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญภายใต้โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เพื่อรองรับปริมาณตู้สินค้าขาเข้าและขาออกที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามทิศทางการฟื้นตัวของภาคการส่งออก
นายจีระศักดิ์ มานะตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็ม พี เจ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจในปี 2569 บริษัทฯ มุ่งเน้นการขยายอาณาจักรโลจิสติกส์เพื่อตอบโจทย์ Real Demand ของกลุ่มคู่ค้าที่ต้องการพื้นที่พักตู้สินค้าใกล้ท่าเรือแหลมฉบัง โดยลานตู้แห่งใหม่บนพื้นที่กว่า 19 ไร่นี้ จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้บริษัทฯ สามารถรองรับปริมาณงานได้เพิ่มขึ้นอีกราว 3,000 TEUs หรือคิดเป็นปริมาณตู้หมุนเวียนเข้า-ออกรวมกว่า 200,000 TEUs ต่อปี
ในด้านผลประกอบการ MPJประเมินว่าโครงการส่วนขยายนี้จะเริ่มสร้างกระแสเงินสดและรับรู้รายได้ทันทีในปี 2569 ประมาณ 60 ล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 120 ล้านบาทในปี 2570 เมื่อมีการเดินหน้าใช้งานเต็มศักยภาพ (Full Capacity) ซึ่งจะส่งผลให้สัดส่วนรายได้จากธุรกิจบริหารลานตู้คอนเทนเนอร์เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
“ความโดดเด่นของลานตู้คอนเทนเนอร์แห่งใหม่นี้ คือทำเลที่ตั้งใกล้ท่าเรือหลักของประเทศ ทำให้เราสามารถให้บริการครบวงจรทั้งทางบก ทางราง และทางน้ำ ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของลูกค้าได้อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับนโยบาย EEC ที่มุ่งยกระดับไทยให้เป็นศูนย์กลางการลงทุนของอาเซียน”
นอกจากแผนการขยายเชิงกายภาพแล้ว MPJยังได้ปรับกลยุทธ์การดำเนินงานเข้าสู่รูปแบบ One Stop Service เพื่อตอบสนองพฤติกรรมลูกค้าที่ต้องการความคล่องตัวสูง โดยการนำเทคโนโลยีซอฟต์แวร์บริหารจัดการทรัพยากรและระบบวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) เข้ามาใช้ในการคำนวณต้นทุนและติดตามสถานะตู้สินค้าแบบ Real-time ซึ่งจะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวางแผนงานและลดความสูญเปล่าในโซ่ซัพพลายเชน
สำหรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในพื้นที่ EEC ปัจจุบันมีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น MPJจึงวางแผนที่จะรักษาฐานลูกค้าเดิมควบคู่ไปกับการรุกตลาดลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ต้องการบริการมูลค่าเพิ่ม (Value-added Services) โดยบริษัทฯ ยังคงศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์เพิ่มเติมในพื้นที่แหลมฉบัง เพื่อสร้างจิ๊กซอว์ทางธุรกิจที่สมบูรณ์และรองรับปริมาณการค้าโลกที่มีแนวโน้มเปลี่ยนผ่านสู่ระบบอัตโนมัติมากขึ้น
“เราไม่ได้มองเพียงแค่การเพิ่มพื้นที่ลานตู้ แต่เรามองถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในทุกจุดเชื่อมต่อ เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนให้กับลูกค้า ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ MPJเติบโตอย่างยั่งยืนท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก” นายจีระศักดิ์ กล่าวสรุป