โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กกร.ห่วง “ดัชนีคอร์รัปชั่นไทย” ต่ำสุดในรอบ 14 ปี กระทบเชื่อมั่นนักลงทุน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 11 ก.พ. เวลา 17.31 น. • เผยแพร่ 11 ก.พ. เวลา 10.31 น.

กกร.ห่วง "ดัชนีคอร์รัปชั่นไทย" ต่ำสุดในรอบ 14 ปี กระทบเชื่อมั่นนักลงทุน ขีดความสามารถในการแข่งขัน และเป้าหมายเข้า OECD เรียกร้องรัฐบาลต้านคอร์รัปชันจริงจัง

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 - คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และ เครือข่าย "กกร. และเพื่อนไม่ทน" ระบุว่า ตามที่ Transparency International ได้มีการประเมิน ดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index: CPI) ประจำปี 2568ซึ่งประเทศไทยได้คะแนน 33/100 อยู่ในอันดับ 116 ของโลก ต่ำสุดในรอบ 14 ปี และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 42 คะแนน สะท้อนภาพลักษณ์ด้านความโปร่งใสที่ถดถอยลงอย่างมีนัยสำคัญนั้น

กกร. และเครือข่ายเพื่อนไม่ทน มีความเป็นห่วงว่าแนวโน้มดังกล่าว จะส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศ การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และเป้าหมายระยะยาวของประเทศไทย ในการเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และหลักนิติธรรม

โดยเฉพาะประเด็นที่คะแนนลดลง ในมิติที่เกี่ยวข้องกับมุมมองของภาคธุรกิจ และนักลงทุน สะท้อนว่าความเชื่อมั่นต่อระบบการแข่งขัน ความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ และกระบวนการยุติธรรม ยังเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง

"นี่เป็นประเด็นสำคัญที่ กกร. และเพื่อน ๆ ภาคเอกชน ต้องออกมาขับเคลื่อนคณะทำงาน Zero Corruption อย่างจริงจัง ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา"

กกร. และเครือข่ายฯ เห็นว่า แม้ปัจจุบัน รัฐบาลจะอยู่ในสถานะรักษาการ แต่ยังคงมีอำนาจและหน้าที่ในการกำหนดทิศทางเชิงนโยบาย และสั่งการเชิงบริหารเพื่อรักษาเสถียรภาพและภาพลักษณ์ของประเทศ จึงควรเร่งดำเนินการยกระดับมาตรการต่อต้านคอร์รัปชันให้สอดคล้องมาตรฐานสากล และเสริมความเป็นอิสระ โปร่งใส และประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม รวมถึงลดอิทธิพลที่ไม่เหมาะสมต่อกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบาย และที่สำคัญ คือ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส เป็นต้น

นอกจากนั้น กกร. และเพื่อนไม่ทน เสนอให้เร่งเชื่อมโยงข้อมูลข้ามหน่วยงานรัฐ (Connect-the-Dots) เพื่อให้มี Data Bureau สามารถเกิดการบังคับใช้ได้อย่างเป็นระบบ โดยประสานหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) กรมศุลกากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เป็นต้น เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่าง หน่วยงานกำกับดูแล-หน่วยงานบังคับใช้-ภาคเอกชน

แม้จะผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว และการที่ภาคเอกชนมาขับเคลื่อนกระตุ้นเรื่องการต่อต้านคอรัปชั่น ให้ทุกพรรคการเมืองมีนโยบายที่ชัดเจนและการลงมือทำจริง ไม่ใช่ดีแต่พูดหาเสียง "กกร. และเพื่อนไม่ทน" ยังจะดำเนินการต่อกรอบดำเนินงาน "6 ด้าน ต้านทุจริต" ที่ได้ประกาศไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว กล่าวคือ

  • ปลูกฝังจิตสำนึก - สร้างวัฒนธรรมองค์กรและสังคมที่ยึดประโยชน์ส่วนรวม
  • นโยบายต่อต้านการทุจริต - กำหนดมาตรฐานชัดเจน ครอบคลุมการคัดเลือกบุคลากร ประเมินผล และคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส
  • ระบบบริหารความเสี่ยง - วิเคราะห์และจัดการความเสี่ยงการทุจริตเชิงโครงสร้าง
  • เทคโนโลยีและข้อมูล - ใช้ Big Data และระบบดิจิทัลตรวจจับความผิดปกติ
  • การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data) - เพิ่มความโปร่งใสและการเข้าถึงข้อมูล
  • ช่องทางร้องเรียนที่ปลอดภัย - สะดวก รวดเร็ว และคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสอย่างเป็นรูปธรรม

โดยระยะต่อไป ประเด็นที่ กกร. และเพื่อนไม่ทน จะดำเนินการต่อจากการสำรวจการเลือกตั้ง คือ "10 สินบนที่ภาคเอกชนต้องจ่าย" เนื่องจากมองว่า "สินบน" กลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่เป็นธรรม ขณะที่ความไม่โปร่งใสในหน่วยงานรัฐ ทำให้ภาคเอกชนต้องจ่ายใต้โต๊ะ เพื่อให้ได้ใบอนุญาตอนุมัติ จนเกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันทางธุรกิจ

กกร. และเครือข่ายเพื่อนไม่ทน ขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนตระหนักว่า ปัญหาคอร์รัปชันไม่ใช่เพียงประเด็นทางศีลธรรม แต่เป็น "ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ" หากไม่เร่งดำเนินการอย่างจริงจัง ไทยอาจสูญเสียโอกาสด้านการลงทุน ไม่สามารถเกิดการยกระดับมาตรฐานสากล และการก้าวเข้าสู่ OECD ในอนาคต

"ภาคเอกชน พร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐ และหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นของประเทศไทย และผลักดันให้ "ความโปร่งใส" เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เกิดการค้าการลงทุนในประเทศ ความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชนไทย และการเพิ่มรายได้ของคนไทย และการเติบโตที่มีคุณภาพ และยั่งยืน"

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...