โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปฏิวัติฝรั่งเศส 1789 : เมื่อความหิวโหยจากฟ้าประทาน สั่นคลอนบัลลังก์บูร์บง

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 30 ม.ค. เวลา 11.33 น. • เผยแพร่ 30 ม.ค. เวลา 09.52 น.
การยิงถล่มป้อมบาสตีย์ ช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส

ปฏิวัติฝรั่งเศส 1789 : เมื่อความหิวโหยจากฟ้าประทาน สั่นคลอนบัลลังก์บูร์บง

(บทความนี้เป็นตอนที่ 1/3 ในชุดบทความ : “เพลิงภูเขาไฟและหยาดฝน : เมื่อลมฟ้าอากาศพิพากษาชะตานโปเลียน”)

ในโลกของการศึกษาประวัติศาสตร์นิพนธ์ (Historiography) กระแสหลักมักมุ่งเน้นไปที่บทบาทของมนุษย์ การตัดสินใจของผู้นำ หรือการปะทะกันทางอุดมการณ์ ทว่าในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา นักประวัติศาสตร์เริ่มหันมาพิจารณา “ปัจจัยที่มองไม่เห็น” อย่างสภาพภูมิอากาศ (Climate History) ซึ่งเปรียบเสมือนแรงกำหนดจังหวะของประวัติศาสตร์ ที่มิได้สร้างเหตุการณ์โดยตรง แต่ทำหน้าที่เร่ง เรื้อ และขยายผลของความเปราะบางทางสังคมและการเมืองที่มีอยู่เดิม

กรณีของการปฏิวัติฝรั่งเศสปี 1789 ก็เช่นกัน แม้ว่ารากเหง้าของความขัดแย้งจะมาจากความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น และหนี้สินมหาศาลของรัฐ แต่คำถามที่น่าสนใจคือ “ทำไมต้องเป็นปี 1789?” อะไรคือหยดน้ำสุดท้ายที่ทำให้ความอดทนของประชาชนสิ้นสุดลง

คำตอบอาจไม่ได้อยู่ในห้องประชุมสภา หากแต่อยู่ในชั้นบรรยากาศที่ถูกปกคลุมด้วยเถ้าถ่านจากภูเขาไฟซึ่งอยู่ห่างออกไปนับพันไมล์

ลากิ : เพลิงพิโรธที่เปลี่ยนโฉมหน้ายุโรป

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 8 มิถุนายน ค.ศ. 1783 ณ รอยแยกภูเขาไฟลากิ (Laki) ในไอซ์แลนด์ การปะทุครั้งนั้นไม่ใช่การระเบิดเพียงครั้งเดียวแล้วจบ หากแต่เป็นการพ่นลาวา และก๊าซพิษต่อเนื่องยาวนานถึง 8 เดือน

ปริมาณก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์มหาศาลราว 120 ล้านตันถูกพ่นขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ก่อตัวเป็นหมอกควันกำมะถันสีหม่นที่ชาวยุโรปในยุคนั้นเรียกว่า “หมอกแห้ง” (Dry Fog)

หมอกนี้ไม่ได้เพียงบดบังแสงอาทิตย์จนทำให้ฤดูร้อนปี 1783 ในยุโรปตะวันตกมีอุณหภูมิสูงผิดปกติ หากยังส่งผลต่อสมดุลภูมิอากาศในระยะต่อมา เมื่อก้าวเข้าสู่ฤดูหนาว ความแปรปรวนก็ทวีความรุนแรง อุณหภูมิดิ่งลงสู่ระดับต่ำผิดปกติเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาว แม่น้ำแซนในปารีสกลายเป็นน้ำแข็ง การคมนาคมทางน้ำซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ในการขนส่งฟืนและอาหารเข้าสู่เมืองหลวงถูกตัดขาด

นี่คือจุดเริ่มต้นของวงจรความทุกข์ยากที่ลากยาวตลอดปลายศตวรรษที่ 18

วงจรเกษตรกรรมที่พังทลาย : จากทุ่งนาสู่ความตาย

ฝรั่งเศสภายใต้การปกครองของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เป็นประเทศที่ชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ผูกติดกับกสิกรรมอย่างแนบแน่น เมื่อสภาพอากาศเข้าสู่ภาวะแปรปรวนสุดขั้วติดต่อกันหลายปี ผลผลิตทางการเกษตรจึงพังทลายลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บันทึกทางประวัติศาสตร์ระบุว่าในช่วงปี 1787-1788 ฝรั่งเศสเผชิญกับภาวะพืชผลล้มตายซ้ำซาก

ฤดูร้อนปี 1788 พายุลูกเห็บขนาดมหึมาตกลงมาทำลายไร่นาทั่วภาคเหนือของประเทศภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ตามมาด้วยความแห้งแล้งที่ทำให้รวงข้าวสาลีลีบแบน ข้าวสาลีซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของ “ขนมปัง” ซึ่งเป็นอาหารที่คิดเป็นสัดส่วนราวสามในสี่ของการบริโภคต่อวันของชาวฝรั่งเศสนั้นกลายเป็นของหายาก และมีราคาสูงเกินเอื้อม

ในช่วงก่อนการปฏิวัติเพียงไม่กี่เดือน ราคาขนมปังพุ่งสูงจนแรงงานทั่วไปต้องจ่ายเงินถึงราว 80-90 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ต่อวัน เพื่อซื้อขนมปังก้อนเดียว ความหิวโหยไม่เลือกชนชั้น หากมันได้เปลี่ยนชาวนาที่เคยสงบเสงี่ยมให้กลายเป็นฝูงชนที่พร้อมจะระเบิดออกด้วยความสิ้นหวัง

ความล้มเหลวของรัฐ และความเสื่อมถอยของ “เทวสิทธิ์”

ท่ามกลางวิกฤตปากท้อง ราชสำนักแวร์ซายกลับแสดงความไร้ประสิทธิภาพในการรับมือ พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงพยายามแต่งตั้งนักปฏิรูปการคลังอย่าง ชาร์ล อาแล็กซองดร์ เดอ กาลอน และฌัก เนแกร์ เข้ามาแก้ไขสถานการณ์ ทว่า แผนการจัดเก็บภาษีจากชนชั้นสูงและศาสนจักรกลับถูกต่อต้านอย่างแข็งกร้าว

ความย้อนแย้งยิ่งทวีความรุนแรง เมื่อในขณะที่ประชาชนจำนวนมากต้องกินหญ้าประทังชีวิต ภาพลักษณ์ของราชสำนักยังคงฟุ่มเฟือย ข่าวลือเรื่องการกักตุนธัญพืชของขุนนางเพื่อปั่นราคา (Pacte de Famine) แพร่กระจายไปทั่วประเทศ

ในยุคนั้น กษัตริย์ยังถูกมองว่าเป็น “พ่อของแผ่นดิน” ผู้ได้รับอำนาจจากพระเจ้า (Divine Right) การที่ฟ้าฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล และความอดอยากแผ่ขยายออกไป จึงถูกตีความในเชิงสัญลักษณ์ว่า สวรรค์มิได้ยอมรับอำนาจของกษัตริย์ผู้นี้อีกต่อไป วิกฤตภูมิอากาศจึงไม่เพียงบั่นทอนเศรษฐกิจ หากยังค่อย ๆ กัดกร่อนความชอบธรรมของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

กรกฎาคม 1789 : เมื่อความร้อนของอากาศปะทะความแค้นของมวลชน

เมื่อเข้าสู่ปี 1789 สถานการณ์ถึงจุดสุกงอม การประชุมสภาฐานันดร (Estates-General) ซึ่งหวังจะเป็นทางออก กลับกลายเป็นสนามรบทางวาทกรรม เดือนกรกฎาคมปีนั้น ปารีสเผชิญกับสภาพอากาศร้อนอบอ้าว และแห้งแล้งอย่างผิดปกติ ความร้อนดูราวกับกระตุ้นอารมณ์ของผู้คนให้ตึงเครียดขึ้นอีกขั้น

วันที่ 14 กรกฎาคม 1789 ชาวปารีสที่หิวโหยและโกรธแค้นรวมตัวกัน เป้าหมายมิใช่เพียงรัฐธรรมนูญ หากคือคลังแสงและยุ้งฉาง การทลายคุกบาสตีย์จึงเป็นทั้งสัญลักษณ์ของการโค่นล้มอำนาจเก่า และการแสวงหาดินปืนเพื่อปกป้องตนเองจากกองทัพที่ประชาชนหวาดกลัวว่า จะเข้ามาแย่งชิงอาหารที่เหลืออยู่น้อยนิด

หยาดเลือดบนกิโยติน : เมื่อความหิวโหยหล่อเลี้ยงความสุดโต่ง

ความหวังต่อการปฏิรูปอย่างสงบภายใต้ระบอบกษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญเริ่มพังทลายลง เมื่อความอดอยากยังคงกัดกินฝรั่งเศสอย่างต่อเนื่อง แม้การปกครองจะเปลี่ยนไปแล้ว พืชผลที่ยังไม่ฟื้นตัวจากสภาพอากาศที่แปรปรวนได้สร้างเงื่อนไขที่เอื้อให้ความคิดสุดโต่งหยั่งรากได้ง่ายขึ้น กลุ่มหัวรุนแรงอย่างจาโกแบ็งจึงสามารถระดมความแค้นของมวลชน โดยโยนความผิดไปที่ “การทรยศ” ของราชวงศ์

วันที่ 21 มกราคม 1793 เสียงคมมีดของกิโยตินดังขึ้นกลางจัตุรัสแห่งการปฏิวัติ ศีรษะของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ตกลงสู่ตะกร้า เป็นการประกาศสิ้นสุดระบอบกษัตริย์ที่สืบทอดต่อเนื่องมาหลายศตวรรษ และไม่กี่เดือนต่อมา พระนางมารี อ็องตัวแนตก็ทรงดำเนินตามไปสู่แท่นประหารเดียวกัน

การประหารราชาและราชินีไม่ได้นำมาซึ่งความอิ่มท้อง หากกลับนำไปสู่ “สมัยแห่งความสะพรึงกลัว” (Reign of Terror) ภายใต้การนำของโรแบสปิแยร์

กิโยตินกลายเป็นเครื่องมือกวาดล้างศัตรูทางการเมือง ฝรั่งเศสตกอยู่ในสภาวะสุญญากาศทางอำนาจ ขณะที่สงครามกับมหาอำนาจยุโรปก็โหมกระหน่ำตามแนวชายแดน

นโปเลียน โบนาปาร์ต : บุรุษผู้ขี่ม้าขาวท่ามกลางเถ้าถ่าน

ท่ามกลางความโกลาหล ฝรั่งเศสโหยหาระเบียบ ประชาชนที่อ่อนล้าจากความหิวโหย และความหวาดกลัว เริ่มมองหาผู้นำที่เข้มแข็งพอจะยุติความวุ่นวายได้ และแล้วนายทหารหนุ่มจากคอร์ซิกานามว่า นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte) ก็ปรากฏตัวขึ้น

นโปเลียนสร้างชื่อจากชัยชนะทางทหาร ตั้งแต่ตูลองไปจนถึงการปราบจลาจลในปารีสด้วยปืนใหญ่ เขาเข้าใจจิตวิทยาของมวลชนเป็นอย่างดีว่า ประชาชนต้องการทั้ง “เสรีภาพ” และ “ขนมปัง” การรัฐประหารเดือนบรูแมร์ในปี 1799 จึงไม่เพียงยุติความโกลาหลทางการเมือง หากยังเปิดทางสู่การสร้างรัฐที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ผ่านการปฏิรูปกฎหมาย และระบบเศรษฐกิจ

ทว่า ชะตากรรมกลับประชดประชัน จักรพรรดิผู้ก่อร่างอำนาจจากบทเรียนแห่งความอดอยาก กำลังจะเผชิญกับกับดักของภูมิอากาศอีกครั้งในดินแดนรัสเซีย ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์ว่า ไม่ว่ามนุษย์จะยิ่งใหญ่เพียงใด ธรรมชาติก็ยังคงเป็นผู้กำหนดขอบเขตของอำนาจเสมอ

บทสรุป

บทแรกของมหากาพย์นี้จบลงด้วยการเถลิงอำนาจของนโปเลียน บนซากปรักหักพังของระบอบเก่าที่ล่มสลายจากเถ้าถ่านภูเขาไฟ และความหิวโหย ธรรมชาติไม่ได้เพียงเป็นฉากหลังของประวัติศาสตร์ หากเป็นแรงกำหนดจังหวะที่สามารถโค่นล้มบัลลังก์ และในบทต่อไป ธรรมชาติชุดเดียวกันนี้เองจะท้าทายจักรพรรดิผู้ไร้พ่ายบนสมรภูมิที่หนาวเหน็บเกินกว่าจินตนาการ

อ่านตอนที่ 2

อ่านตอนที่ 3

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

บรรณานุกรม :

ภาษาไทย

ไชยันต์ ไชยพร. (2562). วิวัฒนาการการเมืองฝรั่งเศส: จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ประชาธิปไตย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (ใช้อ้างอิงโครงสร้างรัฐ ศักดินา ระบบฐานันดร และความเปราะบางของระบอบ Ancien Régime)

สมเกียรติ วันทะนะ. (2561). การปฏิวัติฝรั่งเศส: รากฐานของโลกสมัยใหม่. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (ใช้ประกอบภาพรวมเหตุการณ์ การเมืองมวลชน และพัฒนาการของแนวคิดสาธารณรัฐ)

ปรีดี พนมยงค์. (2513). ความเป็นไปของประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มิตรไทย. (ใช้ในเชิงเปรียบเทียบกรอบความคิดรัฐศาสตร์และการตีความการปฏิวัติในบริบทเอเชีย)

ภาษาต่างประเทศ

กลุ่ม Climate History และ Environmental History

Witze, A., & Kanipe, J. (2014). Island on Fire: The Extraordinary Story of Laki, the Volcano That Turned Eighteenth-Century Europe Dark. London: Profile Books. (แหล่งอ้างอิงหลักเกี่ยวกับการปะทุของภูเขาไฟ Laki, Dry Fog และผลกระทบต่อยุโรป)

Fagan, B. (2000). The Little Ice Age: How Climate Made History, 1300–1850. New York: Basic Books. (ใช้เป็นกรอบแนวคิดหลักในการเชื่อมภูมิอากาศกับการเมืองและเศรษฐกิจยุโรป)

Parker, G. (2013). Global Crisis: War, Climate Change and Catastrophe in the Seventeenth Century. New Haven: Yale University Press. (ใช้เป็นกรอบเชิงเปรียบเทียบ (comparative climate–state failure) แม้ช่วงเวลาจะต่างกัน)

Degroot, D. (2018). The Frigid Golden Age: Climate Change, the Little Ice Age, and the Dutch Republic. Cambridge: Cambridge University Press. (เสริมมุมมองว่ารัฐตอบสนองต่อ climate stress อย่างไร (ใช้เป็น counterpoint เชิงรัฐศาสตร์))

กลุ่ม French Revolution

Schama, S. (1989). Citizens: A Chronicle of the French Revolution. New York: Alfred A. Knopf. (แหล่งคลาสสิกสำหรับบรรยากาศทางสังคม ความรุนแรง และจิตวิทยามวลชน)

Hibbert, C. (1980). The Days of the French Revolution. New York: William Morrow and Company. (ใช้ยืนยันลำดับเหตุการณ์ รายละเอียด Bastille และปารีสช่วงวิกฤต)

Lefebvre, G. (1962). The French Revolution: From Its Origins to 1793. New York: Columbia University Press. (ใช้เป็นฐานเชิงโครงสร้าง (class, peasantry, subsistence crisis))

กลุ่ม Napoleon

Roberts, A. (2014). Napoleon: A Life. New York: Viking. (แหล่งอ้างอิงหลักด้านชีวประวัติ การเมือง และการสร้างรัฐหลังการปฏิวัติ)

McNeill, J. R. (2000). Something New Under the Sun: An Environmental History of the Twentieth-Century World. New York: W. W. Norton. (ใช้เชิงแนวคิดเพื่อวางกรอบ “มนุษย์ vs ธรรมชาติ” ในระยะยาว (long durée))

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 30 มกราคม 2569

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปฏิวัติฝรั่งเศส 1789 : เมื่อความหิวโหยจากฟ้าประทาน สั่นคลอนบัลลังก์บูร์บง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...