ปฏิวัติฝรั่งเศส 1789 : เมื่อความหิวโหยจากฟ้าประทาน สั่นคลอนบัลลังก์บูร์บง
ปฏิวัติฝรั่งเศส 1789 : เมื่อความหิวโหยจากฟ้าประทาน สั่นคลอนบัลลังก์บูร์บง
(บทความนี้เป็นตอนที่ 1/3 ในชุดบทความ : “เพลิงภูเขาไฟและหยาดฝน : เมื่อลมฟ้าอากาศพิพากษาชะตานโปเลียน”)
ในโลกของการศึกษาประวัติศาสตร์นิพนธ์ (Historiography) กระแสหลักมักมุ่งเน้นไปที่บทบาทของมนุษย์ การตัดสินใจของผู้นำ หรือการปะทะกันทางอุดมการณ์ ทว่าในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา นักประวัติศาสตร์เริ่มหันมาพิจารณา “ปัจจัยที่มองไม่เห็น” อย่างสภาพภูมิอากาศ (Climate History) ซึ่งเปรียบเสมือนแรงกำหนดจังหวะของประวัติศาสตร์ ที่มิได้สร้างเหตุการณ์โดยตรง แต่ทำหน้าที่เร่ง เรื้อ และขยายผลของความเปราะบางทางสังคมและการเมืองที่มีอยู่เดิม
กรณีของการปฏิวัติฝรั่งเศสปี 1789 ก็เช่นกัน แม้ว่ารากเหง้าของความขัดแย้งจะมาจากความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น และหนี้สินมหาศาลของรัฐ แต่คำถามที่น่าสนใจคือ “ทำไมต้องเป็นปี 1789?” อะไรคือหยดน้ำสุดท้ายที่ทำให้ความอดทนของประชาชนสิ้นสุดลง
คำตอบอาจไม่ได้อยู่ในห้องประชุมสภา หากแต่อยู่ในชั้นบรรยากาศที่ถูกปกคลุมด้วยเถ้าถ่านจากภูเขาไฟซึ่งอยู่ห่างออกไปนับพันไมล์
ลากิ : เพลิงพิโรธที่เปลี่ยนโฉมหน้ายุโรป
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 8 มิถุนายน ค.ศ. 1783 ณ รอยแยกภูเขาไฟลากิ (Laki) ในไอซ์แลนด์ การปะทุครั้งนั้นไม่ใช่การระเบิดเพียงครั้งเดียวแล้วจบ หากแต่เป็นการพ่นลาวา และก๊าซพิษต่อเนื่องยาวนานถึง 8 เดือน
ปริมาณก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์มหาศาลราว 120 ล้านตันถูกพ่นขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ก่อตัวเป็นหมอกควันกำมะถันสีหม่นที่ชาวยุโรปในยุคนั้นเรียกว่า “หมอกแห้ง” (Dry Fog)
หมอกนี้ไม่ได้เพียงบดบังแสงอาทิตย์จนทำให้ฤดูร้อนปี 1783 ในยุโรปตะวันตกมีอุณหภูมิสูงผิดปกติ หากยังส่งผลต่อสมดุลภูมิอากาศในระยะต่อมา เมื่อก้าวเข้าสู่ฤดูหนาว ความแปรปรวนก็ทวีความรุนแรง อุณหภูมิดิ่งลงสู่ระดับต่ำผิดปกติเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาว แม่น้ำแซนในปารีสกลายเป็นน้ำแข็ง การคมนาคมทางน้ำซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ในการขนส่งฟืนและอาหารเข้าสู่เมืองหลวงถูกตัดขาด
นี่คือจุดเริ่มต้นของวงจรความทุกข์ยากที่ลากยาวตลอดปลายศตวรรษที่ 18
วงจรเกษตรกรรมที่พังทลาย : จากทุ่งนาสู่ความตาย
ฝรั่งเศสภายใต้การปกครองของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เป็นประเทศที่ชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ผูกติดกับกสิกรรมอย่างแนบแน่น เมื่อสภาพอากาศเข้าสู่ภาวะแปรปรวนสุดขั้วติดต่อกันหลายปี ผลผลิตทางการเกษตรจึงพังทลายลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บันทึกทางประวัติศาสตร์ระบุว่าในช่วงปี 1787-1788 ฝรั่งเศสเผชิญกับภาวะพืชผลล้มตายซ้ำซาก
ฤดูร้อนปี 1788 พายุลูกเห็บขนาดมหึมาตกลงมาทำลายไร่นาทั่วภาคเหนือของประเทศภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ตามมาด้วยความแห้งแล้งที่ทำให้รวงข้าวสาลีลีบแบน ข้าวสาลีซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของ “ขนมปัง” ซึ่งเป็นอาหารที่คิดเป็นสัดส่วนราวสามในสี่ของการบริโภคต่อวันของชาวฝรั่งเศสนั้นกลายเป็นของหายาก และมีราคาสูงเกินเอื้อม
ในช่วงก่อนการปฏิวัติเพียงไม่กี่เดือน ราคาขนมปังพุ่งสูงจนแรงงานทั่วไปต้องจ่ายเงินถึงราว 80-90 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ต่อวัน เพื่อซื้อขนมปังก้อนเดียว ความหิวโหยไม่เลือกชนชั้น หากมันได้เปลี่ยนชาวนาที่เคยสงบเสงี่ยมให้กลายเป็นฝูงชนที่พร้อมจะระเบิดออกด้วยความสิ้นหวัง
ความล้มเหลวของรัฐ และความเสื่อมถอยของ “เทวสิทธิ์”
ท่ามกลางวิกฤตปากท้อง ราชสำนักแวร์ซายกลับแสดงความไร้ประสิทธิภาพในการรับมือ พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงพยายามแต่งตั้งนักปฏิรูปการคลังอย่าง ชาร์ล อาแล็กซองดร์ เดอ กาลอน และฌัก เนแกร์ เข้ามาแก้ไขสถานการณ์ ทว่า แผนการจัดเก็บภาษีจากชนชั้นสูงและศาสนจักรกลับถูกต่อต้านอย่างแข็งกร้าว
ความย้อนแย้งยิ่งทวีความรุนแรง เมื่อในขณะที่ประชาชนจำนวนมากต้องกินหญ้าประทังชีวิต ภาพลักษณ์ของราชสำนักยังคงฟุ่มเฟือย ข่าวลือเรื่องการกักตุนธัญพืชของขุนนางเพื่อปั่นราคา (Pacte de Famine) แพร่กระจายไปทั่วประเทศ
ในยุคนั้น กษัตริย์ยังถูกมองว่าเป็น “พ่อของแผ่นดิน” ผู้ได้รับอำนาจจากพระเจ้า (Divine Right) การที่ฟ้าฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล และความอดอยากแผ่ขยายออกไป จึงถูกตีความในเชิงสัญลักษณ์ว่า สวรรค์มิได้ยอมรับอำนาจของกษัตริย์ผู้นี้อีกต่อไป วิกฤตภูมิอากาศจึงไม่เพียงบั่นทอนเศรษฐกิจ หากยังค่อย ๆ กัดกร่อนความชอบธรรมของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
กรกฎาคม 1789 : เมื่อความร้อนของอากาศปะทะความแค้นของมวลชน
เมื่อเข้าสู่ปี 1789 สถานการณ์ถึงจุดสุกงอม การประชุมสภาฐานันดร (Estates-General) ซึ่งหวังจะเป็นทางออก กลับกลายเป็นสนามรบทางวาทกรรม เดือนกรกฎาคมปีนั้น ปารีสเผชิญกับสภาพอากาศร้อนอบอ้าว และแห้งแล้งอย่างผิดปกติ ความร้อนดูราวกับกระตุ้นอารมณ์ของผู้คนให้ตึงเครียดขึ้นอีกขั้น
วันที่ 14 กรกฎาคม 1789 ชาวปารีสที่หิวโหยและโกรธแค้นรวมตัวกัน เป้าหมายมิใช่เพียงรัฐธรรมนูญ หากคือคลังแสงและยุ้งฉาง การทลายคุกบาสตีย์จึงเป็นทั้งสัญลักษณ์ของการโค่นล้มอำนาจเก่า และการแสวงหาดินปืนเพื่อปกป้องตนเองจากกองทัพที่ประชาชนหวาดกลัวว่า จะเข้ามาแย่งชิงอาหารที่เหลืออยู่น้อยนิด
หยาดเลือดบนกิโยติน : เมื่อความหิวโหยหล่อเลี้ยงความสุดโต่ง
ความหวังต่อการปฏิรูปอย่างสงบภายใต้ระบอบกษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญเริ่มพังทลายลง เมื่อความอดอยากยังคงกัดกินฝรั่งเศสอย่างต่อเนื่อง แม้การปกครองจะเปลี่ยนไปแล้ว พืชผลที่ยังไม่ฟื้นตัวจากสภาพอากาศที่แปรปรวนได้สร้างเงื่อนไขที่เอื้อให้ความคิดสุดโต่งหยั่งรากได้ง่ายขึ้น กลุ่มหัวรุนแรงอย่างจาโกแบ็งจึงสามารถระดมความแค้นของมวลชน โดยโยนความผิดไปที่ “การทรยศ” ของราชวงศ์
วันที่ 21 มกราคม 1793 เสียงคมมีดของกิโยตินดังขึ้นกลางจัตุรัสแห่งการปฏิวัติ ศีรษะของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ตกลงสู่ตะกร้า เป็นการประกาศสิ้นสุดระบอบกษัตริย์ที่สืบทอดต่อเนื่องมาหลายศตวรรษ และไม่กี่เดือนต่อมา พระนางมารี อ็องตัวแนตก็ทรงดำเนินตามไปสู่แท่นประหารเดียวกัน
การประหารราชาและราชินีไม่ได้นำมาซึ่งความอิ่มท้อง หากกลับนำไปสู่ “สมัยแห่งความสะพรึงกลัว” (Reign of Terror) ภายใต้การนำของโรแบสปิแยร์
กิโยตินกลายเป็นเครื่องมือกวาดล้างศัตรูทางการเมือง ฝรั่งเศสตกอยู่ในสภาวะสุญญากาศทางอำนาจ ขณะที่สงครามกับมหาอำนาจยุโรปก็โหมกระหน่ำตามแนวชายแดน
นโปเลียน โบนาปาร์ต : บุรุษผู้ขี่ม้าขาวท่ามกลางเถ้าถ่าน
ท่ามกลางความโกลาหล ฝรั่งเศสโหยหาระเบียบ ประชาชนที่อ่อนล้าจากความหิวโหย และความหวาดกลัว เริ่มมองหาผู้นำที่เข้มแข็งพอจะยุติความวุ่นวายได้ และแล้วนายทหารหนุ่มจากคอร์ซิกานามว่า นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte) ก็ปรากฏตัวขึ้น
นโปเลียนสร้างชื่อจากชัยชนะทางทหาร ตั้งแต่ตูลองไปจนถึงการปราบจลาจลในปารีสด้วยปืนใหญ่ เขาเข้าใจจิตวิทยาของมวลชนเป็นอย่างดีว่า ประชาชนต้องการทั้ง “เสรีภาพ” และ “ขนมปัง” การรัฐประหารเดือนบรูแมร์ในปี 1799 จึงไม่เพียงยุติความโกลาหลทางการเมือง หากยังเปิดทางสู่การสร้างรัฐที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ผ่านการปฏิรูปกฎหมาย และระบบเศรษฐกิจ
ทว่า ชะตากรรมกลับประชดประชัน จักรพรรดิผู้ก่อร่างอำนาจจากบทเรียนแห่งความอดอยาก กำลังจะเผชิญกับกับดักของภูมิอากาศอีกครั้งในดินแดนรัสเซีย ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์ว่า ไม่ว่ามนุษย์จะยิ่งใหญ่เพียงใด ธรรมชาติก็ยังคงเป็นผู้กำหนดขอบเขตของอำนาจเสมอ
บทสรุป
บทแรกของมหากาพย์นี้จบลงด้วยการเถลิงอำนาจของนโปเลียน บนซากปรักหักพังของระบอบเก่าที่ล่มสลายจากเถ้าถ่านภูเขาไฟ และความหิวโหย ธรรมชาติไม่ได้เพียงเป็นฉากหลังของประวัติศาสตร์ หากเป็นแรงกำหนดจังหวะที่สามารถโค่นล้มบัลลังก์ และในบทต่อไป ธรรมชาติชุดเดียวกันนี้เองจะท้าทายจักรพรรดิผู้ไร้พ่ายบนสมรภูมิที่หนาวเหน็บเกินกว่าจินตนาการ
อ่านตอนที่ 2
อ่านตอนที่ 3
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
บรรณานุกรม :
ภาษาไทย
ไชยันต์ ไชยพร. (2562). วิวัฒนาการการเมืองฝรั่งเศส: จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ประชาธิปไตย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (ใช้อ้างอิงโครงสร้างรัฐ ศักดินา ระบบฐานันดร และความเปราะบางของระบอบ Ancien Régime)
สมเกียรติ วันทะนะ. (2561). การปฏิวัติฝรั่งเศส: รากฐานของโลกสมัยใหม่. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (ใช้ประกอบภาพรวมเหตุการณ์ การเมืองมวลชน และพัฒนาการของแนวคิดสาธารณรัฐ)
ปรีดี พนมยงค์. (2513). ความเป็นไปของประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มิตรไทย. (ใช้ในเชิงเปรียบเทียบกรอบความคิดรัฐศาสตร์และการตีความการปฏิวัติในบริบทเอเชีย)
ภาษาต่างประเทศ
กลุ่ม Climate History และ Environmental History
Witze, A., & Kanipe, J. (2014). Island on Fire: The Extraordinary Story of Laki, the Volcano That Turned Eighteenth-Century Europe Dark. London: Profile Books. (แหล่งอ้างอิงหลักเกี่ยวกับการปะทุของภูเขาไฟ Laki, Dry Fog และผลกระทบต่อยุโรป)
Fagan, B. (2000). The Little Ice Age: How Climate Made History, 1300–1850. New York: Basic Books. (ใช้เป็นกรอบแนวคิดหลักในการเชื่อมภูมิอากาศกับการเมืองและเศรษฐกิจยุโรป)
Parker, G. (2013). Global Crisis: War, Climate Change and Catastrophe in the Seventeenth Century. New Haven: Yale University Press. (ใช้เป็นกรอบเชิงเปรียบเทียบ (comparative climate–state failure) แม้ช่วงเวลาจะต่างกัน)
Degroot, D. (2018). The Frigid Golden Age: Climate Change, the Little Ice Age, and the Dutch Republic. Cambridge: Cambridge University Press. (เสริมมุมมองว่ารัฐตอบสนองต่อ climate stress อย่างไร (ใช้เป็น counterpoint เชิงรัฐศาสตร์))
กลุ่ม French Revolution
Schama, S. (1989). Citizens: A Chronicle of the French Revolution. New York: Alfred A. Knopf. (แหล่งคลาสสิกสำหรับบรรยากาศทางสังคม ความรุนแรง และจิตวิทยามวลชน)
Hibbert, C. (1980). The Days of the French Revolution. New York: William Morrow and Company. (ใช้ยืนยันลำดับเหตุการณ์ รายละเอียด Bastille และปารีสช่วงวิกฤต)
Lefebvre, G. (1962). The French Revolution: From Its Origins to 1793. New York: Columbia University Press. (ใช้เป็นฐานเชิงโครงสร้าง (class, peasantry, subsistence crisis))
กลุ่ม Napoleon
Roberts, A. (2014). Napoleon: A Life. New York: Viking. (แหล่งอ้างอิงหลักด้านชีวประวัติ การเมือง และการสร้างรัฐหลังการปฏิวัติ)
McNeill, J. R. (2000). Something New Under the Sun: An Environmental History of the Twentieth-Century World. New York: W. W. Norton. (ใช้เชิงแนวคิดเพื่อวางกรอบ “มนุษย์ vs ธรรมชาติ” ในระยะยาว (long durée))
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 30 มกราคม 2569
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปฏิวัติฝรั่งเศส 1789 : เมื่อความหิวโหยจากฟ้าประทาน สั่นคลอนบัลลังก์บูร์บง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com