โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จากโรงละครสู่โลกยุคใหม่ของ “หุ่นละครเล็ก โจหลุยส์” เส้นทางและความฝันของเยาวชนไทย

MATICHON ONLINE

อัพเดต 30 ม.ค. เวลา 07.53 น. • เผยแพร่ 30 ม.ค. เวลา 07.19 น.

จากโรงละครสู่โลกยุคใหม่ของ “หุ่นละครเล็ก โจหลุยส์” เส้นทางและความฝันของเยาวชนไทย

หากเอ่ยชื่อ หุ่นละครเล็ก โจหลุยส์ สำหรับคนรุ่นหนึ่งคือภาพจำของศิลปะการแสดงชั้นครูที่สง่างาม อวดความเป็นไทยได้อย่างเต็มภาคภูมิ แต่สำหรับวันนี้ หุ่นละครเล็ก โจหลุยส์ ไม่ได้ยืนอยู่ในโรงละคร หากกำลังก้าวออกมาสู่พื้นที่สาธารณะ พร้อมกับผู้คนหน้าใหม่ที่ทำให้ศิลปะเก่าแก่มีชีวิตขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับนักเชิดหุ่นรุ่นใหม่ที่ก้าวขึ้นมาสืบสานวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่

โดย ครูแกละ-สุรินทร์ ยังเขียวสด ทายาทรุ่นที่ 4 ของหุ่นละครเล็กโจหลุยส์ ก็ได้พานักเชิดหุ่นเยาวชน รวมถึง น้องๆ เด็กพิเศษจากมูลนิธิ Five for All ที่มีใจรักในด้านการแสดงมาร่วมโชว์ให้ได้ชมถึงความตั้งใจกันที่ มติชน ก่อนที่ ครูแกละ จะเปิดใจถึงจุดเริ่มต้นการได้น้องๆ มาร่วมงานด้วยว่า

“จริงๆ แล้วผมก็ไม่ได้นึกมาก่อนว่าจะมาทำงานกับน้องๆ พอดีน้องๆ เขาได้เห็นคลิป เห็นผมแสดงสมัยที่หัดนักเชิดรุ่นใหม่อยู่ แล้วเขาก็มีมีจิตเสน่หา เขาก็เดินทางมาหาผมที่บ้านว่าอยากจะเรียนโขน อยากเรียนนาฏศิลป์ อยากเรียนละคร เขาก็เลยตั้งใจมา”

ซึ่งน้องๆ 4 คน ทั้ง โก้-นฤเบศ จารีต, ภพ-กรภพ คงเจริญถิ่น, ฟ้า-กุลณิชา เจียงจตุรภัทร์ และ พีพี-ณัฐภัทร แสงสุข ทีมดาวน์ซินศิลป์สยามในมูลนิธิ ‘Five for All’ นั้นครูแกละบอกว่า

“ทุกคนก็จะมีความสามารถที่หลากหลาย คือพอเราเห็นความแตกต่าง ความที่เขามุ่งมั่น เห็นเขาเป็นอย่างนี้แต่เขาก็ทำได้ วันหนึ่งเขามาเรียนกับผม ใช้เวลาเกือบปีที่สอนกันอยู่ที่จุฬาฯ เขาให้พื้นที่ผมได้สอน ก็จะมีน้องทั้งหมด 13 คน เขามีความฝันอยากจะรำได้ มีความฝันอยากแสดงออกให้เห็น ก็ถือว่าเป็นความฝันของเขา”

“ในหน้าที่เราเป็นครู ก็เลยตัดสินใจไปสอนสานฝันให้เขา แล้วก็พยายามคิดหาเวที หาพื้นที่ให้เขาได้ร่วมแสดงกับรุ่นเยาวชนของโจหลุยส์ และแสดงกับศิลปิน เขาฝันอยากแสดงร่วมกับ พี่เก่ง ธชย”

ครูแกละยอมรับตรงไปตรงมาว่า ช่วงแรกต้องศึกษาในตัวน้องๆ เป็นอย่างมาก เพื่อจะให้น้องเริ่มปรับตัวและทำความรู้จัก

“จริงๆ ความยากง่ายมันอยู่ที่เราเองจะทำอย่างไรที่จะเข้ากับเขาได้ แรกๆ เขาอาจจะมองว่าเราเป็นใคร เข้าใกล้เขาก็ระวังตัว เพราะเขาเองก็มองว่าเราเป็นคนแปลกหน้า พออยู่นานๆ ปุ๊บ มันเริ่มมีความผูกพัน สิ่งที่สำคัญพวกนี้เขาจะมีความรักที่ต้องเท่าเทียมกัน เราเองต้องปรับตัวเรา กอดน้องภพก็ต้องกอดน้องโก้ก็ต้องกอดคนอื่น”

“บางทีความเป็นครูเรามีความดุ เราก็ต้องดุ บางทีเราเผลอตัวตีเขา เขาก็จะนอยด์บ้างอะไรบ้าง เราก็เข้าใจนะ บางทีเราต้องปรับตัวเอง เราลืมไปว่าเราเคยสอนเด็กปกติ ทั้งดุ ทั้งตี แต่พอมาเจอแบบนี้บางทีมือเราไว ก็ต้องระวังครับ หลังๆ ภรรยาผมที่เข้าไปช่วยสอนก็จะบอกว่าต้องมาปรับกับเด็กๆ”

ซึ่ง น้องภพ ที่นั่งฟังอยู่ด้วยก็เสริมว่า “ชื่อครูแตง ภรรยาของครูแกละ” และเมื่อถามว่าใครดุกว่ากัน ก็ได้คำตอบมาแบบไม่ลังเล “ครูแตงไม่ดุ มีแต่ครูแกละดุอยู่คนเดียว”

นอกจากเรื่องความรักในการแสดงออก รวมถึง นาฏศิลป์ไทย แล้ว ครูแกละยังได้เล่าถึงความน่ารักและจิตใจที่บริสุทธิ์ของน้องๆ ที่แม้ว่าหลายคนยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เต็มร้อย แต่พวกเขากลับออกไปช่วยคนอื่น

“เขาก็จะเป็นกลุ่มจิตอาสาช่วยเหลือ น้ำท่วมก็ไป น้องพีพีเขาก็จะไปเป่าแซกโซโฟน ตีกลอง เปิดหมวกหารายได้ช่วยมูลนิธิฯ ผมมองว่าเด็กพวกนี้เขามีอะไรบางอย่างที่คนปกติอย่างเรายังทำไม่ได้เท่าเขา บริสุทธิ์มาก”

ในขณะที่ นักแสดงหุ่นเชิดที่มาร่วมโชว์ก็มีทั้ง เจี๊ยบ-สัมพันธ์ ศรีพุฒ นักแสดงหุ่นเชิดรุ่นที่ 5 และ น้องๆ เจนใหม่รุ่นที่ 6 ของ หุ่นละครเล็ก โจหลุยส์ อย่าง เพชร-เอกพล สุดซื่อ และ นาย-ธรรมนูญ เหลืองประเสริฐ ที่ออดิชั่นมาจาก ‘โครงการสานฝัน กทม.’ ในปี 2559 ที่จัดขึ้นเพื่อสืบสานศิลปวัฒนธรรม

โดย นาย ธรรมนูญ ได้เล่าว่าเข้าร่วมโครงการนี้ ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นประถามศึกษาปีที่ 4 อายุประมาณ 10 ขวบในตอนนั้น “ตอนเขาเปิดออดิชั่นผมก็มากับกลุ่มเพื่อนครับ มาเรียน ตอนนั้นไม่มีพื้นฐานเลย ก็มาหาความรู้ใหม่ๆ ครับ ถามว่าเคยชมมาก่อนไหม ไม่รู้จักเลยครับ ครูพาไป แล้วก็สงสัยว่านี่คืออะไร ทำไมถึงมีชีวิตได้”

ขณะที่ เพชร เอกพล กล่าวถึงจุดเริ่มต้นในเส้นทางนี้ว่า “ตอนนั้นรู้สึกยากพอสมควรครับ แต่ด้วยความที่เราตั้งใจ มีพื้นฐานมานิดนึงแล้ว แล้วเราก็เข้ามาฝึกที่นี่ เราชอบด้วย เหมือนเป็นแรงความหมั่นเพียรของเรา ก็มีครูแกละสอนมาตั้งแต่แรก ความยากที่สุดคือความพร้อมเพรียงครับ การเชิดหุ่นต้องอาศัยความพร้อมเพรียงทั้ง 3 คน ต้องศึกษา เรียนรู้ไปพร้อมกันหมดถึงจะเข้ากระบวนการต่อไปของหุ่นได้”

ครูแกละ เสริมต่อว่า “ทุกคนตอนฝึกหัดต้องมีวินัย มีมารยาท และฝึกพื้นฐานเดียวกัน ท่ารำลิงทุกคนต้องฝึกเหมือนกัน การเชิดหุ่นละครเล็กใช้ 3 คนเชิด แต่เวลาจับคู่กันไม่จำเป็นต้องทีม แต่เขาจะรู้กันเองว่าทีมเวิร์ก บางทีคนนี้ป่วย อีกคนต้องแทนได้”

สิ่งประทับใจที่ทำให้เดินหน้าฝึกฝนจนได้เป็นนักเชิดหุ่นมาถึงทุกวันนี้ของทั้งคู่นั้นมาจาก “ความเป็นเอกลักษณ์ของตัวหุ่น ความสง่างามของหุ่นที่นี่เป็นเอกลักษณ์ ต้องใช้ 3 คนเชิด ไม่มีใครเลียนแบบได้”
และหุ่นละครเล็กนี่เอง ที่พาพวกเขาไปไกลถึงตุรกี จีน อินโดนีเซีย เป็นตัวแทนประเทศไทยในสายตาชาวโลก ได้เห็นถึงการสื่อสารที่ก้าวข้ามผ่านกำแพงภาษาไปด้วยการสื่อสารทางวัฒนธรรม

“ต่างชาติพอเห็นหนุมาน จะทึ่งอยุ่แล้ว แต่พอเห็น 3 คนจับปุ๊บแล้วมันมีชีวิต เขาดูแบบมหัศจรรย์ มันมีชีวิตได้ แล้วตัวละครมันทำให้รู้สึกว่ามันอยู่ใกล้ จับต้องได้ แต่ความสามารถ การบอกเล่าเรื่องราว การทำให้มีชีวิต นี่แหละคือความมหัศจรรย์”

“จริงๆ ต่างชาติเขาฟังดนตรีฟังเสียงเราไม่รู้เรื่องหรอกครับ แต่คติการทำงานของผมคือ ทำอย่างไรให้คนหูหนวกดูรู้เรื่อง ถ้าผมทำให้คนหูหนวกดูรู้เรื่อง แสดงว่าประสบความสำเร็จ กิริยาท่าทางของตัวละครจะบ่งบอกเองว่าทำอะไร เรื่องอะไร เขาจะประทับใจมากที่เขาสามารถเข้าใจได้”

“ผมเคยไปแสดงที่ตุรกี พอจบการแสดง ต้องออกมาปรากฏตัวถึง 3 ครั้ง เพราะเสียงปรบมือเขาไม่หยุด เขาให้เกียรติและเป็นสิ่งที่เขาประทับใจกัน” นี่คือหลักฐานถึงความสำเร็จและประทับเข้าถึงใจของคนในต่างแดน
ขณะที่โลกยุคใหม่หมุนไปเรื่อยๆ ครูแกละก็ว่าการปรับตัวให้เข้ากับโลกใหม่คือการต้องเปิดใจรับเข้ามาให้ได้ก่อน “เด็กเจนนี้ เขาจะมีโลกโซเชียล มีภาษาแปลกๆ เข้ามา เราต้องเรียนรู้ไปกับเขา เขาเรียนรู้วัฒนธรรมจากเรา เราเรียนรู้โลกสมัยนี้จากเขา บางทีเขาอยากให้หุ่นไปเต้นติ๊กต็อก พาหุ่นไปถ่ายที่สยาม อยู่ใจกลางเมืองสยามแล้ว ซึ่งเมื่อก่อนต้องอยู่ในโรงละคร แต่วันนี้น้องบอกมันต้องอยู่เพื่ออะไร เพื่อให้สังคมเห็นว่าหุ่นละครเล็กไม่เชยเลย หรือแม้กระทั่งตัวเราไม่เชยเลย”

ดังนั้นเลยจะได้เห็น ‘พี่หนุมาน’ ไปโลดแล่นทำคอนเทนต์ที่สยาม พูดคุยกับเด็กยุคใหม่ที่ทำให้ทุกคนเข้าถึงหุ่นละครเล็กได้แม้ว่าจะไม่ต้องไปถึงโรงละคร

“เพราะคำว่าโจหลุยส์ถ้ารุ่นเราทุกคนร้องอ๋อ แต่รุ่นหลังรู้จักชื่อแต่ไม่รู้คืออะไร เรามองข้างนอกก็จริงนะ รุ่นเราเดินไปไหนคนก็รู้จัก ณ วันนี้คำว่าโจหลุยส์มันหายไปแล้ว เราก็เลยอยากดึงกลับมา” ครูแกละกล่าว
เมื่อถาม ครูแกละ ในฐานะทายาทของหุ่นละครเล็กโจหลุยส์ ว่า หุ่นละครเล็กในแบบของเราที่อยากบอกเด็กรุ่นใหม่คืออะไร?

“มันคือศิลปะอีกแขนงหนึ่งที่แตะต้องได้ ไม่ได้อยู่ห่างไกล และเป็นศิลปะที่สามารถต่อยอด พัฒนา และสร้างสรรค์ต่อได้ และเป็นวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของแผ่นดินด้วย”

“ผมว่าหุ่นละครเล็กมันอยู่ต่อได้ เพียงแต่เราให้มันรู้ว่ามันอยู่ตรงไหน ทำอะไรบ้าง ทุกวันนี้ผมทำหุ่นไม่ได้เป็นหนุมานอย่างเดียว มีทั้งไมเคิล, บียอนเซ่, เอลวิส เราก็ทำ แต่นักเชิดก็ไม่ใช่เชิดหุ่นอย่างเดียว ต้องเต้นเป็น ทำให้หุ่นเต้นได้ ยกขา ตีลังกาได้ ตัวเขาก็ต้องฝึกเต้น เพราะฉะนั้นมันไม่แตกต่างจากความเป็นหุ่นละครเล็ก อันนี้มันตามยุคสมัย แต่เราจะสอดแทรกวัฒนธรรมเราให้เห็น จากตัวนี้หันไปเป็นอีกตัวนึง ให้วัฒนธรรมอยู่ด้วยกัน และยังคงความอนุรักษ์ 3 คนเชิดที่เป็นเอกลักษณ์ของหุ่นละครเล็กให้คงอยู่”

ซึ่งหากใครที่อยากไปจะไปชมอีกหนึ่งนาฏศิลป์ไทยแบบใกล้ชิด ไปร่วมเป็นกำลังใจให้น้องๆ ดาวน์ซินศิลป์สยามในมูลนิธิ Five for All และนักเชิดหุ่นเยาวชนคนรักหุ่นละครเล็กโจหลุยส์ จูเนียร์ จะแสดงเรื่อง “หนุมานทหารพระจักรา” เป็นเรื่องราวจากรามเกียรติ์ ในงานโครงการ”แสงศิลป์จากพระบารมี คารวาลัยพระพันปีของแผ่นดิน” วันที่ 31 มกราคม และวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่เซ็นทรัลปิ่นเกล้า

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จากโรงละครสู่โลกยุคใหม่ของ “หุ่นละครเล็ก โจหลุยส์” เส้นทางและความฝันของเยาวชนไทย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...