โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิทัย เปิดเวที Thailand Blooming 2026 ขยี้ปมปัญหาเชิงโครงสร้าง-ศก.โตต่ำ

Khaosod

อัพเดต 28 ม.ค. เวลา 06.50 น. • เผยแพร่ 28 ม.ค. เวลา 06.49 น.

วิทัย เปิดเวทีสัมมนา"มติชน" Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย ขยี้ปมปัญหาเชิงโครงสร้าง-ศก.โตต่ำ ย้ำต้องช่วยกันนำไทยผลิบาน

เวลา 09.05 น. เมื่อวันที่ 28 มกราคม ที่ ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ เชตราชเทวี กรุงเทพฯ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในงานสัมมนา Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย จัดโดยเครือมติชน ว่า ปี 2569 ประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์ปัญหาเศรษฐกิจจริงๆ

หากตัดช่วงโควิด-19 ออก จีดีพีไทยที่คาดการณ์จะโต 1.5-1.7% น่าจะโตต่ำที่สุดรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เผชิญปัญหารุมเร้ารอบด้านมากมาย และปัญหาภายใน ต้องช่วยกันทำช่วยกันแก้ ไม่นับปัญหาต่อเนื่องนอกประเทศ

งานสัมมนามติชน

อาทิ ภาษีที่ยังไม่จบ ระเบียบโลกที่เปลี่ยนแปลงไปไม่เหมือนเดิม ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนไป สงครามการค้า ภูมิรัฐศาสตร์ทั้งหลาย ทั้งหมดกระทบกับเศรษฐกิจไทยทั้งสิ้น ทำให้ตอนนี้เราอยู่ท่ามกลางปัญหาจริงๆ ต้องยอมรับ ประเทศไทยจะไปต่อได้ ผลิบานได้ ต้องร่วมกันทำ อย่าเป็นคนวิจารณ์หรือวิเคราะห์อย่างเดียว คนที่มีกำลังสามารถทำได้ ต้องลงมือทำ

นายวิทัย กล่าวว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยมีหลายเรื่องมาก อาทิ หนี้ครัวเรือน 87% ถือว่าสูงสุดเทียบกับประเทศอื่นที่อยู่ประมาณ 40-60% สินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัวต่อเนื่อง 13 ไตรมาส และไตรมาส 4-2568 จะต่อเนื่องเป็น 14 ไตรมาส ทำให้เศรษฐกิจไม่ขยายตัว เพราะสินเชื่อหดตัว เงินใหม่ไม่มี ผลิตภาพต่ำ ขีดความสามารถการแข่งขันไม่มี

เพราะไม่มีการลงทุนใหม่ ทุนเทา เงินเทา การคอร์รัปชั่น ความเหลื่อมล้ำทั้งการเงิน รายได้ โอกาสและการศึกษา ที่ไม่ตอบโจทย์ตลาด หรือเศรษฐกิจในปัจจุบัน นวัตกรรมที่สูญหายไปของไทย มีเศรษฐกิจนอกระบบใหญ่มาก หาไม่เจอว่าใหญ่ขนาดไหน แต่มีขนาดใหญ่และหลากหลายมาก มีตั้งแต่ระบุว่ามีขนาด 30-100% ของจีดีพีไทย

ขณะเดียวกันไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้กำลังการผลิต แรงงาน และการบริโภคมีจำกัด รวมถึงเสถียรภาพทางการเมือง ที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็ว ระบบกฎหมายล้าหลัง มีความน่าสงสัยถึงการบังคับใช้กฎหมายมากมาย กีโยตินกฎหมายทั้งหลายพูดกันมานานแต่ไม่เห็นทำอะไร ทั้งหมดคือปัญหาเชิงโครงสร้าง

“เราเห็นคนพูดถึงเสือตัวที่ 5 การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความยากจน เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ดึงคนเข้าระบบ แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ เห็นคนพูดแบบนี้มาไม่รู้กี่สิบปี สิ่งที่ประเทศไทยขาดคือ ขาดคนทำจริงๆ หน่วยงานรัฐและเอกชนทั้งหลายต้องมาช่วยกันทำแล้วประเทศจะดีขึ้น

การแก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง

ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้หมดในวันเดียวได้ แต่แก้ได้ ต้องช่วยกันทำ ช่วยกันบรรเทา เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างกระทบกับทุกเรื่อง จีดีพีไทยปี 2569 น่าจะโต 1.5-1.6% เทียบกับปี 2568 ที่น่าจะโต 2.1-2.2% โดยหากส่งออกดีกว่าที่คาดไว้ ปีนี้อาจโตได้ 1.6-1.7% ซึ่งการส่งออกของไทยปี 2568 โต 12.7% แต่ปีนี้โตต่ำกว่า 1% หรือติดลบได้ เพราะที่ผ่านมามีการเร่งส่งออกไปก่อนหน้า” นายวิทัย กล่าว

นายวิทัย กล่าวว่า โครงสร้างหลักในการประคองเศรษฐกิจไทยช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือการใช้จ่ายภาครัฐ แต่ตอนนี้ตัวเลขยุบลงไป เนื่องจากมีเลือกตั้ง ทำให้อย่างน้อยเวลา 5-6 เดือนจากนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมด อาทิ คนละครึ่งพลัส การลดภาษี มาตรการทางการคลังสูญหายไป เครื่องยนต์ส่วนนี้หายไป หากรัฐบาลใหม่เข้ามาก็ต้องเข้าสู่กระบวนการจัดทำงบประมาณที่จะเริ่มในเดือนมีนาคม-เมษายนนี้ แม้เร่งอย่างไร

แต่งบประมาณปี 2570 ที่จะเริ่มต้น 1 ตุลาคมนี้ ต้องล่าช้าออกไป ทำให้ต้นปีหายไป 5-6 เดือน ปลายปีหายไปอีก 2-3 เดือน ทำให้การใช้จ่ายภาครัฐเป็นแรงส่งที่เหลือน้อยมาก ดันจีดีพีได้เพียง 0-0.1% ประคองเศรษฐกิจได้ต่ำมาก ไม่นับความต่อเนื่องภัยพิบัติที่เกิดขึ้นแล้ว อาทิ หาดใหญ่ รุนแรงกว่าคาด รวมถึงปีนี้ที่จะเกิดภัยพิบัติขึ้นอีกเหมือนทุกปี ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง ซ้ำเติมเพิ่มเข้าไปแน่นอน

นายวิทัย กล่าวว่า ปี 2570 ยังคาดหวังว่าจะดีขึ้น กลับเข้าสู่สภาวะปกติ เห็นการโตของจีดีพีประมาณ 2.2-2.3% แต่เป็นการเติบโตที่ต่ำลง รวมถึงการเติบโตเต็มศักยภาพ นำทรัพยากรทั้งหมดใส่เข้าไปด้วยเทคโนโลยีทั้งหมดที่มีอยู่ คนและเงิน เพื่อให้ประเทศโตได้อย่างเต็มที่เต็มศักยภาพ ซึ่งคาดว่าจะโตประมาณ 2.7% แต่เดิมเคยโตที่ 3.5% และ 5% ในช่วงก่อนหน้านี้

แต่ตอนนี้ต้องทำให้โตที่ 2.7% หากต่ำกว่านี้ต้องประคองผ่านการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสัันยังจำเป็นหรือไม่ ต้องบอกว่ายังจำเป็น หลีกหนีความจริงไม่ได้เลย หากอยู่บนทฤษฏีว่าระยะสั้นกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้ก็ลำบาก เพราะต้องดันให้จีดีพีเข้าใกล้ระดับ 2.7% ที่มีศักยภาพมากที่สุด และเลยระดับดังกล่าวไปด้วย ซึ่งต้องมีการลงทุนเพิ่มเติม เพราะหากนับตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา การลงทุนไทยอยู่ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งทั้งหมด จึงต้องช่วยกันทำให้เกิดการลงทุน หากวิเคราะห์กันอย่างเดียวก็จะอยู่อย่างนี้ ต้องหาคนทำและช่วยกันลงมือทำ

นายวิทัย กล่าวว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างนอกจากจะทำให้จีดีพีโตต่ำแล้ว ยังส่งผลต่อภูมิคุ้มกันของประเทศที่ต่ำด้วย จากหนี้รัฐบาล เอกชน และครัวเรือนที่สูงมากๆ โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่เป็นตัวกัดกร่อนการบริโภคที่หายไป คนไทยกู้เงินบริโภค ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งแบงก์ขาติจะเข้าไปดูมากขึ้น รวมถึงต้องปรับตัว จากการดูแลนโยบายการเงิน รัฐบาลดูแลการคลัง

โดยมีเป้าหมายคือ การทำให้เกิดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค ได้แก่ เงินเฟ้อต่ำ แต่ตอนนี้เงินเฟ้อติดลบจากซัพพลายที่ราคาปรับลดลงเร็วมาก ซึ่งคาดว่าปีนี้จะคลี่คลายตัวลงกลับเข้าสู่ภาวะปกติก่อนกลับเข้ากรอบเงินเฟ้อในปี 2570 เวลาผ่อนคลายให้การเปลี่ยนแปลงราคาดีขึ้น 2.สถาบันการเงิน ระบบการเงินแข็งแรง ซึ่งปัจจุบันไทยอยู่ในสถานะที่สถาบันการเงิน ธนาคารมีความแข็งแรงมาก ประกาศกำไรออกมาหลัก 5 หมื่นล้านบาท สวนทางกับเศรษฐกิจ ธุรกิจ และประชาชนในภาพรวม ที่ปกติต้องกำไรไปด้วยกันหรือลดลงไปด้วยกัน

“แบงก์ชาติดูแลนโยบายการเงิน เป้าหมายคือ เสถียรภาพ แต่หากดูเท่านี้ ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ได้ทำเลย สุดท้ายปัญหาเหล่านี้จะกลับมากระทบกับเสถียรภาพอยู่ดี เพราะเศรษฐกิจไปไหนไม่ได้ หากทุกคนมีปัญหา แต่แบงก์ชาติดูแลเสถียรภาพอย่างเดียว ใช้นโยบายการเงินผ่านการดอกเบี้ยนโยบายเป็นเครื่องมือเดียว สุดท้ายจะกระทบกับเศรษฐกิจมหภาคแน่นอน

แบงก์ชาติจึงต้องขยายบทบาทของตัวเองขึ้นมา แก้ปัญหเชิงโครงสร้าง อะไรที่เกี่ยวกับเรา เราจะลงมือทำ หวังว่าการเข้าไปแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างจะประคับประคองเศรษฐกิจ และแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยได้ ซึ่งไม่ใช่สิ่งผิดแปลกจากปกติที่เคยทำ บางยุคแบงก์ชาติก็ขยายบทบาทการทำงาน เราต้องเดือดร้อนไปก้บภาคธึรกิจ เรียลเซกเตอร์ และประชาชน แก้ปัญหาเพื่อให้เศรษฐกิจดีขึ้น” นายวิทัย กล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วิทัย เปิดเวที Thailand Blooming 2026 ขยี้ปมปัญหาเชิงโครงสร้าง-ศก.โตต่ำ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...