วิทัย เปิดเวที Thailand Blooming 2026 ขยี้ปมปัญหาเชิงโครงสร้าง-ศก.โตต่ำ
วิทัย เปิดเวทีสัมมนา"มติชน" Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย ขยี้ปมปัญหาเชิงโครงสร้าง-ศก.โตต่ำ ย้ำต้องช่วยกันนำไทยผลิบาน
เวลา 09.05 น. เมื่อวันที่ 28 มกราคม ที่ ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ เชตราชเทวี กรุงเทพฯ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในงานสัมมนา Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย จัดโดยเครือมติชน ว่า ปี 2569 ประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์ปัญหาเศรษฐกิจจริงๆ
หากตัดช่วงโควิด-19 ออก จีดีพีไทยที่คาดการณ์จะโต 1.5-1.7% น่าจะโตต่ำที่สุดรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เผชิญปัญหารุมเร้ารอบด้านมากมาย และปัญหาภายใน ต้องช่วยกันทำช่วยกันแก้ ไม่นับปัญหาต่อเนื่องนอกประเทศ
อาทิ ภาษีที่ยังไม่จบ ระเบียบโลกที่เปลี่ยนแปลงไปไม่เหมือนเดิม ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนไป สงครามการค้า ภูมิรัฐศาสตร์ทั้งหลาย ทั้งหมดกระทบกับเศรษฐกิจไทยทั้งสิ้น ทำให้ตอนนี้เราอยู่ท่ามกลางปัญหาจริงๆ ต้องยอมรับ ประเทศไทยจะไปต่อได้ ผลิบานได้ ต้องร่วมกันทำ อย่าเป็นคนวิจารณ์หรือวิเคราะห์อย่างเดียว คนที่มีกำลังสามารถทำได้ ต้องลงมือทำ
นายวิทัย กล่าวว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยมีหลายเรื่องมาก อาทิ หนี้ครัวเรือน 87% ถือว่าสูงสุดเทียบกับประเทศอื่นที่อยู่ประมาณ 40-60% สินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัวต่อเนื่อง 13 ไตรมาส และไตรมาส 4-2568 จะต่อเนื่องเป็น 14 ไตรมาส ทำให้เศรษฐกิจไม่ขยายตัว เพราะสินเชื่อหดตัว เงินใหม่ไม่มี ผลิตภาพต่ำ ขีดความสามารถการแข่งขันไม่มี
เพราะไม่มีการลงทุนใหม่ ทุนเทา เงินเทา การคอร์รัปชั่น ความเหลื่อมล้ำทั้งการเงิน รายได้ โอกาสและการศึกษา ที่ไม่ตอบโจทย์ตลาด หรือเศรษฐกิจในปัจจุบัน นวัตกรรมที่สูญหายไปของไทย มีเศรษฐกิจนอกระบบใหญ่มาก หาไม่เจอว่าใหญ่ขนาดไหน แต่มีขนาดใหญ่และหลากหลายมาก มีตั้งแต่ระบุว่ามีขนาด 30-100% ของจีดีพีไทย
ขณะเดียวกันไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้กำลังการผลิต แรงงาน และการบริโภคมีจำกัด รวมถึงเสถียรภาพทางการเมือง ที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็ว ระบบกฎหมายล้าหลัง มีความน่าสงสัยถึงการบังคับใช้กฎหมายมากมาย กีโยตินกฎหมายทั้งหลายพูดกันมานานแต่ไม่เห็นทำอะไร ทั้งหมดคือปัญหาเชิงโครงสร้าง
“เราเห็นคนพูดถึงเสือตัวที่ 5 การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความยากจน เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ดึงคนเข้าระบบ แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ เห็นคนพูดแบบนี้มาไม่รู้กี่สิบปี สิ่งที่ประเทศไทยขาดคือ ขาดคนทำจริงๆ หน่วยงานรัฐและเอกชนทั้งหลายต้องมาช่วยกันทำแล้วประเทศจะดีขึ้น
การแก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง
ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้หมดในวันเดียวได้ แต่แก้ได้ ต้องช่วยกันทำ ช่วยกันบรรเทา เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างกระทบกับทุกเรื่อง จีดีพีไทยปี 2569 น่าจะโต 1.5-1.6% เทียบกับปี 2568 ที่น่าจะโต 2.1-2.2% โดยหากส่งออกดีกว่าที่คาดไว้ ปีนี้อาจโตได้ 1.6-1.7% ซึ่งการส่งออกของไทยปี 2568 โต 12.7% แต่ปีนี้โตต่ำกว่า 1% หรือติดลบได้ เพราะที่ผ่านมามีการเร่งส่งออกไปก่อนหน้า” นายวิทัย กล่าว
นายวิทัย กล่าวว่า โครงสร้างหลักในการประคองเศรษฐกิจไทยช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือการใช้จ่ายภาครัฐ แต่ตอนนี้ตัวเลขยุบลงไป เนื่องจากมีเลือกตั้ง ทำให้อย่างน้อยเวลา 5-6 เดือนจากนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมด อาทิ คนละครึ่งพลัส การลดภาษี มาตรการทางการคลังสูญหายไป เครื่องยนต์ส่วนนี้หายไป หากรัฐบาลใหม่เข้ามาก็ต้องเข้าสู่กระบวนการจัดทำงบประมาณที่จะเริ่มในเดือนมีนาคม-เมษายนนี้ แม้เร่งอย่างไร
แต่งบประมาณปี 2570 ที่จะเริ่มต้น 1 ตุลาคมนี้ ต้องล่าช้าออกไป ทำให้ต้นปีหายไป 5-6 เดือน ปลายปีหายไปอีก 2-3 เดือน ทำให้การใช้จ่ายภาครัฐเป็นแรงส่งที่เหลือน้อยมาก ดันจีดีพีได้เพียง 0-0.1% ประคองเศรษฐกิจได้ต่ำมาก ไม่นับความต่อเนื่องภัยพิบัติที่เกิดขึ้นแล้ว อาทิ หาดใหญ่ รุนแรงกว่าคาด รวมถึงปีนี้ที่จะเกิดภัยพิบัติขึ้นอีกเหมือนทุกปี ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง ซ้ำเติมเพิ่มเข้าไปแน่นอน
นายวิทัย กล่าวว่า ปี 2570 ยังคาดหวังว่าจะดีขึ้น กลับเข้าสู่สภาวะปกติ เห็นการโตของจีดีพีประมาณ 2.2-2.3% แต่เป็นการเติบโตที่ต่ำลง รวมถึงการเติบโตเต็มศักยภาพ นำทรัพยากรทั้งหมดใส่เข้าไปด้วยเทคโนโลยีทั้งหมดที่มีอยู่ คนและเงิน เพื่อให้ประเทศโตได้อย่างเต็มที่เต็มศักยภาพ ซึ่งคาดว่าจะโตประมาณ 2.7% แต่เดิมเคยโตที่ 3.5% และ 5% ในช่วงก่อนหน้านี้
แต่ตอนนี้ต้องทำให้โตที่ 2.7% หากต่ำกว่านี้ต้องประคองผ่านการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสัันยังจำเป็นหรือไม่ ต้องบอกว่ายังจำเป็น หลีกหนีความจริงไม่ได้เลย หากอยู่บนทฤษฏีว่าระยะสั้นกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้ก็ลำบาก เพราะต้องดันให้จีดีพีเข้าใกล้ระดับ 2.7% ที่มีศักยภาพมากที่สุด และเลยระดับดังกล่าวไปด้วย ซึ่งต้องมีการลงทุนเพิ่มเติม เพราะหากนับตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา การลงทุนไทยอยู่ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งทั้งหมด จึงต้องช่วยกันทำให้เกิดการลงทุน หากวิเคราะห์กันอย่างเดียวก็จะอยู่อย่างนี้ ต้องหาคนทำและช่วยกันลงมือทำ
นายวิทัย กล่าวว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างนอกจากจะทำให้จีดีพีโตต่ำแล้ว ยังส่งผลต่อภูมิคุ้มกันของประเทศที่ต่ำด้วย จากหนี้รัฐบาล เอกชน และครัวเรือนที่สูงมากๆ โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่เป็นตัวกัดกร่อนการบริโภคที่หายไป คนไทยกู้เงินบริโภค ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งแบงก์ขาติจะเข้าไปดูมากขึ้น รวมถึงต้องปรับตัว จากการดูแลนโยบายการเงิน รัฐบาลดูแลการคลัง
โดยมีเป้าหมายคือ การทำให้เกิดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค ได้แก่ เงินเฟ้อต่ำ แต่ตอนนี้เงินเฟ้อติดลบจากซัพพลายที่ราคาปรับลดลงเร็วมาก ซึ่งคาดว่าปีนี้จะคลี่คลายตัวลงกลับเข้าสู่ภาวะปกติก่อนกลับเข้ากรอบเงินเฟ้อในปี 2570 เวลาผ่อนคลายให้การเปลี่ยนแปลงราคาดีขึ้น 2.สถาบันการเงิน ระบบการเงินแข็งแรง ซึ่งปัจจุบันไทยอยู่ในสถานะที่สถาบันการเงิน ธนาคารมีความแข็งแรงมาก ประกาศกำไรออกมาหลัก 5 หมื่นล้านบาท สวนทางกับเศรษฐกิจ ธุรกิจ และประชาชนในภาพรวม ที่ปกติต้องกำไรไปด้วยกันหรือลดลงไปด้วยกัน
“แบงก์ชาติดูแลนโยบายการเงิน เป้าหมายคือ เสถียรภาพ แต่หากดูเท่านี้ ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ได้ทำเลย สุดท้ายปัญหาเหล่านี้จะกลับมากระทบกับเสถียรภาพอยู่ดี เพราะเศรษฐกิจไปไหนไม่ได้ หากทุกคนมีปัญหา แต่แบงก์ชาติดูแลเสถียรภาพอย่างเดียว ใช้นโยบายการเงินผ่านการดอกเบี้ยนโยบายเป็นเครื่องมือเดียว สุดท้ายจะกระทบกับเศรษฐกิจมหภาคแน่นอน
แบงก์ชาติจึงต้องขยายบทบาทของตัวเองขึ้นมา แก้ปัญหเชิงโครงสร้าง อะไรที่เกี่ยวกับเรา เราจะลงมือทำ หวังว่าการเข้าไปแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างจะประคับประคองเศรษฐกิจ และแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยได้ ซึ่งไม่ใช่สิ่งผิดแปลกจากปกติที่เคยทำ บางยุคแบงก์ชาติก็ขยายบทบาทการทำงาน เราต้องเดือดร้อนไปก้บภาคธึรกิจ เรียลเซกเตอร์ และประชาชน แก้ปัญหาเพื่อให้เศรษฐกิจดีขึ้น” นายวิทัย กล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วิทัย เปิดเวที Thailand Blooming 2026 ขยี้ปมปัญหาเชิงโครงสร้าง-ศก.โตต่ำ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th