“ภูมิใจไทย” กวาด 194 ที่นั่ง - “ประชาชน-เพื่อไทย” จับมือกันปิ๋ว ไปไม่ถึงฝัน
(9 ก.พ. 69) กลายเป็น 1 ในมหกรรมหักปากกาเซียนครั้งใหญ่ กับการเลือกตั้งทั่วไป 8 ก.พ. 2569 หลังจากที่ก่อนหน้านี้ผลโพลหลายสำนัก รวมถึงการวิเคราะห์ของเหล่ากูรูการเมือง ให้น้ำหนักกับ 3 พรรคหลักในการเลือกตั้งครั้ง คือ ประชาชน เพื่อไทย และภูมิใจไทย น่าจะมีผลการเลือกตั้งออกมาสูสีกัน ทิ้งหากไม่มากนัก
.
แต่แล้วต้องอ้าปากค้างกับผลคะแนนที่ทยอยออกมาตั้งแต่ช่วงค่ำวานนี้ ที่พรรคภูมิใจไทยนำโด่งแบบไม่ทิ้งฝุ่น โดยผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการเช้านี้ นับคะแนนแล้ว 92.83% พบว่าพรรคภูมิใจไทยได้ที่นั่งทั้งแบบเขตและแบบบัญชีรายชื่อไปสูงถึง 194 ที่นั่ง เพิ่มขึ้นถึง 123 ที่นั่ง ส่วนพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยก็พยายามรักษาพื้นที่เดิมกันอย่างหืดจับ แต่ไม่เป็นผล ได้เก้าอี้ไปแค่ 116 และ 76 ที่นั่งตามลำดับ
.
เมื่อเจาะดูที่ผลคะแนนป๊อปปูลาร์โหวต หรือคะแนนเลือก สส.แบบบัญชีรายชื่อ พบว่าพรรคภูมิใจไทยได้เพิ่มมาถึง 4 ล้านกว่าเสียง จาก 1.1 ล้าน เพิ่มกระโดดเป็น 5.9 ล้าน ส่วนพรรคประชาชนจากเดิมมี 14 ล้านเสียง ลดลงไปเหลือแค่ 9.7 ล้าน ขณะที่เพื่อไทยเจ็บหนัก จากอดีตพรรคแลนด์สไลด์ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้คะแนนบัญชีรายชื่อไปแค่ 5.1 ล้านเสียง น้อยกว่าปี 2566 ที่ได้ไป 10.9 ล้านเสียงเกือบครึ่ง!
.
ความช้ำของเพื่อไทยนอกจากเรื่องคะแนนแล้ว พื้นที่อีสานกับเหนือที่เคยเป็นฐานที่มั่นขุมกำลังสำคัญของพรรคก็ถูกตีแตกกระจุยหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ จ.เชียงใหม่ อดีตเมืองหลวงคนเสื้อแดง รากฐานสำคัญของตระกูล “ชินวัตร” มาคราวนี้ สส.พรรคแดงกลับไม่ได้สักเก้าอี้ ไม่เพียงแต่เสียให้คู่แข่งทางอุดมการณ์อย่างพรรคส้ม แต่เจอพรรคน้องใหม่หน้าคุ้น อย่างพรรคกล้าธรรม ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เข้ามาแชร์ส่วนแบ่งด้วย
.
พรรคกล้าธรรมเองก็เป็นที่น่าจับตา จาก 20 เสียงที่แตกออกมาจากพรรคพลังประชารัฐในวันนั้น มาวันนี้กวาดไปเหนาะ 55 เขต กับอีก 2 บัญชีรายชื่อ รวม 57 เสียง ขึ้นแท่นเป็น Kingmaker ของการจัดตั้งรัฐบาลทันที
.
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ที่พยายามพลิกฟื้น Good Old Days ช่วงเวลาดีๆ อันแสนหวานในอดีต ด้วยการกลับมาของอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เหมือนกระแสจะมาแรง แต่สุดท้ายได้ สส.เขตลดลงจาก 22 เขต เหลือแค่ 10 เขต แม้จะได้คะแนนบัญชีรายชื่อเพิ่มจาก 9.2 แสนคะแนนในปี 2566 เป็น 3.6 ล้านในปีนี้ แต่จำนวน สส.รวม 2 ระบบก็มีเพียง 22 ที่นั่ง น้อยกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนถึง 3 ที่นั่ง
.
และสำหรับผลประชามติแก้รัฐธรรมนูญใหม่ ฝ่ายเห็นชอบชนะไปด้วยคะแนนเสียง 19,857,202 เสียง ขณะที่ฝ่ายไม่เห็นชอบมีสัดส่วนเกินครึ่งที่ 10,486,451 เสียง
.
ขณะเดียวกันอีกเรื่องที่น่ากังวลมากคือการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งในปีนี้ ลดน้อยลงอย่างน่าใจหาย จากยอดผู้ออกมาใช้สิทธิ 39,514,973 คน คิดเป็น 75.71% เมื่อปี 2566 ในปีนี้ตัวเลขล่าสุดที่มีการรายงานขณะที่ยังนับคะแนนไม่จบ อยู่ที่ราว 34 ล้านคน หรือ 64.90% เท่านั้น ซึ่งนี่เป็นอีกปัญหาใหญ่ที่ฝ่ายการเมือง รวมถึงองค์กรอิสระที่มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งอย่าง กกต. ต้องหาคำตอบว่าเป็นเพราะอะไรแน่