Love in the Big City เมืองใหญ่ที่ไม่มีพื้นที่ให้เกย์ ผู้หญิงนอกขนบ และเหล่าคนนอก ที่ ‘การเป็นตัวเอง’ กลับกลายเป็น จุดอ่อนในชีวิต
*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์
เคยไหม ที่เรารู้สึกว่า เราเป็นคนนอกในสังคมที่เราอยู่? เป็นเพียงคนที่ต้องหลบซ่อนสิ่งที่เราเป็น? หรือเป็นคนที่ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม?
Love in the Big City ภาพยนตร์โรแมนติก คอมเมดี้จากเกาหลี ที่ดัดแปลงมาจากหนึ่งใน 4 เรื่องสั้นของหนังสือชื่อเดียวกัน เป็นภาพยนตร์ที่ฉายภาพให้เราเห็นมิตรภาพ และการเติบโตในเวลา 13 ปี ของ ‘แจฮี’ หญิงสาว ที่มักโดนมองว่า บ้าบิ่น หลุดโลก มีความคิดเป็นตัวเองจนหลุดจากกรอบของผู้หญิงที่สังคมกำหนดให้ และ ‘ฮึงซู’ เกย์หนุ่มที่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ เพศวิถีของตน จนสร้างกำแพงสูง และไม่ได้เป็นตัวเอง
ตัวละครแจฮี และฮึงซู แสดงให้เราเห็นตัวละครชายหญิงสองคน ที่ไม่ได้ใช้ชีวิตตามบรรทัดฐานที่สังคมพยายามกำหนดให้ โดยเฉพาะในสังคมเกาหลี ซึ่งยิ่งสะท้อนภาพของเมืองใหญ่ที่ยังเต็มไปด้วยความคับแคบ ที่เรื่องของการกำหนดบทบาท คุณค่าของชาย-หญิง รวมถึงการต้องต่อสู้เพื่อให้ได้รับการยอมรับยังคงปรากฏอยู่
“การเป็นตัวเอง มันจะเรียกว่าเป็นจุดอ่อนได้อย่างไร?”
หากถามว่าตัวละครหลักอย่างฮึงซูและแจฮี กลายมาเป็นเบสต์เฟรนด์กันได้อย่างไร คำตอบนั้นคงไม่ใช่เพียงแค่เพราะพวกเขาเป็นเพื่อนร่วมรุ่น และเพื่อนร่วมเอกวรรณกรรมภาษาฝรั่งเศสในมหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่คงเป็นเพราะความรู้สึกของการเป็นคนนอก และคนที่ไม่ได้ตรงตามบรรทัดฐานที่สังคมกำหนดมากกว่า ที่ดึงดูดทั้งคู่เข้าหากัน จนเลื่อนขั้นจากเพื่อนสนิท กลายมาเป็นรูมเมท ก่อนที่จะกลายเป็นเพื่อนคนสำคัญในชีวิตที่ขาดกันไม่ได้
ในตอนต้นของภาพยนตร์ ได้กล่าวถึงนวนิยายฝรั่งเศสชื่อดังอย่าง “คนนอก” หรือ The Stranger ของ ‘อัลแบร์ กามูส์’ ที่ตัวเอกอย่างเมอโซ ต่างก็ถูกใครๆ มองว่าเป็นคนนอก หรือเป็นอื่นจากกรอบความคิดของสังคมส่วนใหญ่ ซึ่งก็ตรงกับคาแรคเตอร์ของตัวละครหลัก อย่างแจฮี ที่มีภาพลักษณ์สาวมั่น หัวก้าวหน้า ทุ่มกับปาร์ตี้ และมีประสบการณ์พบผู้ชายมากหน้าหลายตา จนทำให้ถูกมองว่าแตกต่างจากคนอื่นๆ ไปจนถึงถูกครหาว่า สำส่อน และไม่รักตัวเอง ในขณะที่ฮึงซู ก็เป็นเกย์ ไม่ได้มีเพศวิถีตรงกับเพศสภาพ ตามอย่างที่สังคมชายเป็นใหญ่กำหนดให้ เราต่างเห็นภาพความเจ็บปวดของการเป็นคนนอก และการถูกเมืองใหญ่ที่จิตใจคับแคบนี้ทำร้าย จากทั้งแจฮี และฮึงซู โดยถึงแม้ว่าในเมืองใหญ่อย่างโซล จะมีพื้นที่ให้เกย์ได้โลดแล่น และเป็นตัวเองอย่างเปิดเผยในผับเกย์ หรือคอมมูนิตี้ต่างๆ แต่เมื่อออกจากพื้นที่เหล่านั้น ภาพกลับกันคือ การต้องปกปิดตัวตน เก็บซ่อนความลับ ราวกับเรื่องเพศวิถีนี้จะกลายมาเป็นจุดอ่อนในชีวิตของพวกเขา
ในจุดเริ่มต้นของการพบกันอย่างบังเอิญระหว่างการปาร์ตี้ในอิแทวอน แจฮีบังเอิญล่วงรู้ความลับเรื่องการเป็นเกย์ของฮึงซูเข้าให้ แต่ในตอนนั้นฮึงซูกลับพูดกับเธอว่า เธอรู้จุดอ่อนของเขาแล้ว จนต้องเป็นแจฮีเอง ที่บอกกับเขาว่า “การเป็นตัวเอง มันจะเรียกว่าเป็นจุดอ่อนได้อย่างไร?” แต่ถึงแม้แจฮีจะบอกกับฮึงซูว่าการเป็นเกย์ของเขาไม่ใช่จุดอ่อน เราก็ยังคงเห็นความพยายามปกปิด และซ่อนตัวตนของฮึงซู ที่ไม่กล้าบอกใครว่าเขาเป็นเกย์ แม้แต่กับแม่ ทั้งยังกลัวที่จะต้องเปิดเผยความสัมพันธ์กับแฟนหนุ่ม จนตั้งกำแพงสูงขึ้นมา ในด้านของแจฮีเอง แม้จะไม่ได้มีเพศวิถีที่ผิดไปจากเพศสภาพ แต่เพียงแค่เป็นผู้หญิงที่โดดเด่น คิดไม่เหมือนใคร ใช้ชีวิตไม่ตรงตามกรอบของบรรทัดฐาน จนมักถูกมองว่า เป็นคนแรงๆ เป็นผู้หญิงง่ายๆ และหลายครั้งถูกครหาในสิ่งที่เธอไม่ได้เป็น ความเจ็บปวดซ้ำๆ จากการถูกครหา ดูถูก และถูกตัดสินโดยคนที่ไม่รู้จักเธอดี ทำให้ในที่สุด เธอถึงกับระเบิดอารมณ์ออกมากับฮึงซูว่า “พวกเขาเป็นใครมาตัดสินฉันแบบนั้น ทั้งๆ ที่ฉันยังไม่รู้จักตัวเองดีด้วยซ้ำ”
การรวมพลังของเหล่าชายแท้เกาหลี
นอกจากเรื่องของการเป็นคนนอกแล้ว เรายังเห็นความเกลียดชังภายในระบบสังคมชายเป็นใหญ่ของเกาหลี ที่มีต่อเกย์และผู้หญิงอย่างชัดเจน ฉากงานเทศกาลของมหาวิทยาลัย ที่สโมสรสิทธิมนุษยชน LGBTQ ถูกก่อกวนและทำลาย เหล่าชายแท้ที่เข้ามาวางก้ามต่างอ้างถึงสิทธิของตัวเอง ที่ไม่อยากเห็นรักร่วมเพศที่พวกเขาอ้างว่าเป็นสิ่งที่ขยะแขยง พวกเขาไม่ลังเลที่จะเข้ามาร่วมกันทำร้ายคนเห็นต่าง ซึ่งภาพความสามัคคีเหล่านี้ ก็ซ้อนทับกับฉากที่เหล่าเพื่อนชายของซุนอู เข้ามาปลอบโยน เอาอกเอาใจเขา หลังถูกแจฮีราดมักกอลี (เหล้าเกาหลี) และถูกจับได้ว่าคบซ้อนต่อหน้าสาธารณะ แม้ว่าเพื่อนชายคนนี้ จะเป็นฝ่ายผิด และนอกใจฝ่ายหญิงก็ตาม ขณะที่ผู้หญิงอย่างแจฮี ถูกทิ้งให้ยืนอยู่ลำพังท่ามกลางมักกอลีที่เธอถูกราดกลับ และถูกต่อว่า ว่าเป็นหญิงสำส่อน และไม่มีชายคนใดคิดจะจริงจังกับเธอ แม้สองเหตุการณ์นี้ จะเล่าเรื่องที่ต่างกัน แต่เราเห็นโครงสร้างของชายเป็นใหญ่ และความรุนแรงทางเพศที่เกิดขึ้นกับทั้ง LGBTQ และผู้หญิง ตัวละครแจฮี และฮึงซู แบ่งปันอดีตที่เจ็บปวด และบาดแผลของพวกเขา ทั้งสองร่วมกันค้นหาอัตลักษณ์ที่อยู่ร่วมกันในความแตกต่าง และพิสูจน์ให้เห็นว่า ผู้หญิงบ้า และเกย์เป็นเพื่อนกันได้ และสิ่งที่พวกเขาเป็นไม่ใช่เรื่องแปลกในเมืองใหญ่นี้
13 ปี กับสังคมเกาหลีที่ยังกีดกันคนนอกอยู่
เรื่องราวในภาพยนตร์ Love in the Big City เริ่มต้นเล่าถึงแจฮี และฮึงซู ที่พบกันในปี 2011 หรือก็คือ 13 ปีก่อน ปีที่ไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปวง Miss A เดบิวต์ด้วยเพลง Bad Girl Good Girl เพลงที่มีเนื้อหาถึงผู้หญิงที่มักถูกใครๆ ที่ไม่รู้จัก มาตัดสินว่าดูร้าย แต่จริงๆ แล้วภายในเธอก็เป็นผู้หญิงที่ดี ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาพชีวิตของแจฮี นอกจากเพลง K-pop เพลงนี้ ภาพยนตร์ยังหยิบจับเอาป็อปคัลเจอร์อื่นๆ มาเล่าตามกาลเวลา ไม่ว่าการที่แฟนหนุ่มของฮึงซู เปรียบเขาเป็นนักแสดงฮ่องกง จากเรื่อง Happy Together หรือการที่แม่ของฮึงซู ออกไปดูภาพยนตร์ Call Me by Your Name (2017) ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่เล่าถึงความรักระหว่างชายหนุ่ม หลังฮึงซูสารภาพกับแม่ออกไปว่าเขาเป็นเกย์
แต่ถึงหลายคนอาจจะบอกว่า ไม่ใช่เรื่องแปลกนักที่เมื่อสิบกว่าปีก่อน จะมีการกีดกันเกย์ เกลียดชังรักร่วมเพศ หรือผู้หญิงปรากฏอยู่อย่างที่แจฮีและฮึงซูพบเจอ แต่หากเราย้อนกลับมาดูถึงกระแสของ Love in the Big City เวอร์ชั่นซีรีส์ และสถานการณ์ทางสังคมของเกาหลี เราอาจจะพบว่า จริงๆ แล้วสิ่งที่ฮึงซูและแจฮีเคยเจอเมื่อครั้นพวกเขาเป็นเด็กมหา’ลัยนั้น ก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่ แม้พวกเขาจะมีอายุเข้าวัย 30 แล้วก็ตาม
ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่ Love in the Big City เวอร์ชั่นภาพยนตร์เข้าโรง Love in the Big City ในเวอร์ชั่นซีรีส์ ที่ดัดแปลงมาจากหนังสือนิยายเล่มเดียวกันนี้ ก็มีแผนออกฉายที่สตรีมมิ่ง แต่แม้เส้นเรื่อง และแบ็กกราวด์จะเหมือนกัน การเล่ากับต่างจากเวอร์ชั่นภาพยนตร์ที่เน้นเรื่องความสัมพันธ์ของเพื่อนต่างเพศ แต่เวอร์ชั่นซีรีส์เล่าเรื่องผ่านตัวละครของโกยอง ที่เป็นเกย์ และเรื่องราวความรักของเขา จนเรียกได้ว่าเป็นซีรีส์ BL ที่อาจมีฉากวาบหวามระหว่างตัวละครเพศเดียวกัน จนถูกกระแสแอนตี้ และการประท้วง
‘ตรวจสอบสมาคม the Korea Contents Association เนื่องจากกระทรวงการท่องเที่ยว กีฬา และวัฒนธรรมใช้เงินภาษีของประชาชนเพื่อสนับสนุนละครรักร่วมเพศ!’
นี่คือข้อความในแบนเนอร์ของกลุ่มศาสนา ที่รวมตัวกันประท้วงซีรีส์ Love in the Big City โดยทางกลุ่มยังกล่าวหาว่าผู้ผลิต CJeS "สนับสนุนการผลิตละครที่ยกย่องและส่งเสริมการรักร่วมเพศ" ซึ่งนอกจากการประท้วงบนท้องถนนแล้ว ตัวอย่างซีรีส์ยังถูกคอมเมนต์โจมตีจำนวนมากที่วิจารณ์ฉากวาบหวิวของชายรักชาย จนผู้ผลิตต้องซ่อนวิดีโอตัวอย่างเป็นส่วนตัว ขณะที่ด้านนักแสดงนำ นัมยุนซู ผู้รับบทเป็นเกย์ หรือโกยอง ก็ได้รับคอมเมนต์ถล่มและกระแสแอนตี้เช่นกัน รวมไปถึงภาพการมองว่าเกย์ เป็นโรคร้าย หรือการสวดภาวนาขับไล่เกย์นั้น ก็ยังคงเกิดขึ้น ไม่เพียงแค่ในภาพยนตร์ อย่างที่แม่ของฮึงซูวางมืออธิษฐานกับเขาในทุกๆ วัน เพราะเมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา ชาวคริสต์กว่า 1.1 ล้านคน ยังร่วมชุมนุมใหญ่ในกรุงโซล ต่อต้านการทำให้การแต่งงานของเพศเดียวกันถูกกฎหมาย และกฎหมายต่อต้านการเลือกปฏิบัติที่ค้างในสภามายาวนานกว่าทศวรรษ
และไม่เพียงการต่อต้าน LGBTQ แล้ว การชุมนุมนี้ยังคงพูดถึงสิทธิของผู้หญิง ผู้หญิงที่ไม่มีลูก และอธิษฐานเผื่ออัตราการเกิดที่ต่อของประเทศ และกลับเป็นเน้นย้ำบทบาทของผู้หญิง ที่ต้องเป็นผู้ให้กำเนิด และภรรยาด้วย ในตอนจบของภาพยนตร์ ที่แม้จะดูแฮปปี้เอนดิ้ง กับการแต่งงานของแจฮีที่เป็นไปตามบรรทัดฐานที่คาดหวังกับเพศหญิง และฮึงซูก็ลดกำแพง เปิดเผยในสิ่งที่เขาเป็น และกลับไปเริ่มเขียนนิยายที่เขารักอีกครั้ง แต่หากทั้งคู่ยังอยู่ในสังคมเกาหลี ที่แม้จะใหญ่โตทั้งทางเศรษฐกิจ และเฟื่องฟูทางวัฒนธรรม แต่ยังคงคับแคบทางความหลากหลายอย่างไม่เปลี่ยนแปลงนี้ สังคมก็คงจะผลิตซ้ำ และกีดกันคนนอกออกไป และคงมีคนที่ต้องเจ็บปวด และถูกเกลียดชังอย่างแจฮีและฮึงซูอีกมากมายในเมืองใหญ่นี้
อ้างอิง
https://www.koreaherald.com/view.php?ud=20241028050437
https://www.koreatimes.co.kr/www/art/2024/10/398_384460.html
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- Love in the Big City เมืองใหญ่ที่ไม่มีพื้นที่ให้เกย์ ผู้หญิงนอกขนบ และเหล่าคนนอก ที่ ‘การเป็นตัวเอง’ กลับกลายเป็น จุดอ่อนในชีวิต
- Natalie Portman นักแสดงแถวหน้าที่ต้องเคยรับมือกับการถูกมองเป็นวัตถุทางเพศตั้งแต่ยังเด็ก
- Harley Quinn เวอร์ชั่น Joker : Folie à Deux ลบภาพวายร้ายสาวสุดวายป่วงและกวนประสาท เพราะเธอเป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาที่ฝันสลายจากโลกเน่าๆ
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com