โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ชัวร์ก่อนแชร์: เบกกิงโซดา-อาหารด่าง รักษามะเร็งได้ จริงหรือ?

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 15 ส.ค. 2567 เวลา 01.50 น. • เผยแพร่ 14 ส.ค. 2567 เวลา 18.50 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

15 สิงหาคม 2567
แปลและเรียบเรียงบทความ : อดิศร สุขสมอรรถ
ตรวจทานและพิสูจน์อักษร : คมส์ธนนท์ ศุขอัจจะสกุล

ข้อมูลที่ถูกแชร์ :

มีข้อมูลเท็จเผยแพร่ทางสื่อสังคมออนไลน์ในหลายประเทศ โดยอ้างว่าการบริโภคอาหารฤทธิ์เป็นด่าง (Alkaline Diet) โดยเฉพาะอาหารที่มีส่วนผสมของเบกกิงโซดา สามารถใช่้ในการรักษาโรคมะเร็งได้ เนื่องจากเบกกิงโซดาคือส่วนประกอบทางเคมีที่ชื่อว่าโซเดียมไบคาร์บอเนต ใช้กำจัดเซลล์มะเร็งได้ ส่วนเหตุผลที่ทางการแพทย์ไม่แนะนำให้ผู้ป่วยกินเบกกิงโซดาหรืออาหารด่างเพื่อรักษามะเร็ง เพราะเป็นวิธีที่ถูกเกินไปและมีประสิทธิผลเกินไป จนบริษัทยาหรือวงการแพทย์อาจเสียผลประโยชน์หากเรื่องนี้ได้รับการเผยแพร่ในวงกว้าง

บทสรุป :

  • ร่างกายมนุษย์มีกลไกปรับความสมดุลของกรดและด่าง
  • การกินอาหารไม่สามารถเปลี่ยนความเป็นกรดและด่างในร่างกายของมนุษย์ได้

FACT CHECK : ตรวจสอบข้อเท็จจริง :

เบกกิงโซดาหรือโซเดียมไบคาร์บอเนต คือส่วนประกอบที่ใช้ในการทำอาหาร รวมถึงนิยมนำไปใช้ทำความสะอาดร่างกายและของใช้ภายในบ้าน

ด้วยฤทธิ์ที่เป็นด่าง โซเดียมไบคาร์บอเนตยังถูกใช้ทางการแพทย์เพื่อการลดภาวะแสบร้อนกลางอกและกรดในกะเพาะอาการ

Warburg Effect ที่มาความเชื่อกินด่างรักษามะเร็ง

Warburg Effect ตั้งตามชื่อของ ออตโต วอร์เบิร์ก แพทย์และนักเคมีชาวเยอรมัน ที่พบว่าเซลล์มะเร็งมีพฤติกรรมสร้างพลังงานแตกต่างจากเซลล์ทั่วไป และทำให้รอบ ๆ เซลล์มะเร็งมีสภาวะเป็นกรดมากกว่าเซลล์อื่น ๆ

ออตโต วอร์เบิร์ก คว้ารางวัลโนเบล สาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ เมื่อปี 1931 จากการค้นพบธรรมชาติและการทำงานของเอนไซม์เกี่ยวกับการหายใจระดับเซลล์

การหายใจระดับเซลล์ แบ่งออกเป็น 2 ชนิดได้แก่ การหายใจแบบใช้ก๊าซออกซิเจน และ การหายใจแบบไม่ใช้ก๊าซออกซิเจน

ในสภาวะที่ออกซิเจนมีอย่างพอเพียง เซลล์ทั่วไปจะสร้างพลังงานด้วยการหายใจแบบใช้ก๊าซออกซิเจน

แต่ในสภาวะที่ออกซิเจนไม่เพียงพอ เซลล์จะสร้างพลังงานด้วยการหายใจแบบไม่ใช้ก๊าซออกซิเจน ด้วยวิธีการหมักน้ำตาลกลูโคส (Glucose Fermentation)

สิ่งที่ ออตโต วอร์เบิร์ก ค้นพบ คือเซลล์มะเร็งมีพฤติกรรมสร้างพลังงานด้วยการหายใจแบบไม่ใช้ก๊าซออกซิเจน แม้จะอยู่ในสภาวะที่มีออกซิเจนอย่างเพียงพอก็ตาม ซึ่งผลลัพธ์จากการหมักน้ำตาลกลูโคสคือการเกิดกรดแล็กติกรอบ ๆ บริเวณเซลล์มะเร็ง ดังนั้นการพบกรดแล็กติกรอบ ๆ เซลล์ จึงใช้เป็นหลักฐานการเติบโตของเซลล์มะเร็งตามแนวคิดของ Warburg Effect

แม้จะมีความเชื่อว่าภาวะออกซิเจนต่ำและความเป็นกรด คือสาเหตุของการเกิดเซลล์มะเร็ง แต่ข้อมูลในปัจจุบันยืนยันว่า สาเหตุของการเกิดเซลล์มะเร็งมาจากการกลายพันธุ์ทางพันธุกรรม นำไปสู่การเติบโตของเซลล์อย่างไร้การควบคุม สาเหตุทั้งจากพันธุกรรม พฤติกรรม สิ่งแวดล้อม รวมถึงการติดเชื้อไวรัส

มีงานวิจัยที่พบว่า สภาวะความเป็นกรดทำให้เซลล์มะเร็งเติบโตได้ดีขึ้น แต่ก็มีหลักฐานพบว่า เซลล์มะเร็งสามารถเติบโตในสภาวะที่เป็นด่างได้เช่นเดียวกัน

การทดลองใช้โซเดียมไบคาร์บอเนตยับยั้งเซลล์มะเร็ง

จากแนวคิดของ Warburg Effect นำไปสู่การวิจัยเพื่อใช้โซเดียมไบคาร์บอเนต เพื่อลดความเป็นกรดบริเวณเซลล์มะเร็งเพื่อยับยั้งการเติบโตของเซลล์หรือใช้เพื่อสนับสนุนการรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัด

งานวิจัยปี 2009 ที่ตีพิมพ์ทางวารสาร Cancer Research เป็นการทดลองใช้โซเดียมไบคาร์บอเนตกับหนูที่ป่วยเป็นมะเร็ง พบว่าโซเดียมไบคาร์บอเนตยับยั้งเซลล์มะเร็งจากการแพร่ไปยังอวัยวะอื่น ๆ ได้ แต่ผู้วิจัยเตือนว่าผลการทดลองในสัตว์ ยังไม่อาจใช้เป็นหลักฐานการรักษามะเร็งในมนุษย์

งานวิจัยปี 2017 ที่ตีพิมพ์ทางวารสาร Science China Life Sciences เป็นการใช้หลอดสวน (Catheter) เพื่อนำโซเดียมไบคาร์บอเนตไปลดความเป็นกรดรอบ ๆ เซลล์มะเร็ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัด แต่วิธีการดังกล่าวยังอยู่ในขั้นการทดลองในเซลล์ที่เพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการเท่านั้น จึงยืนยันผลการรักษาในมนุษย์ไม่ได้เช่นกัน

Cancer Research U.K. องค์กรอิสระด้านการวิจัยมะเร็งที่ใหญ่ที่สุดในโลกยืนยันว่า ปัจจุบันยังไม่พบหลักฐานการใช้โซเดียมไบคาร์บอเนตรักษาโรคมะเร็งในมนุษย์ พร้อมเตือนนึงภัยต่อสุขภาพจากการได้รับโซเดียมไบคาร์บอเนตมากเกินความจำเป็น

วิทยาศาสตร์เทียมว่าด้วยการเปลี่ยนค่า pH ในร่างกายผ่านการกินอาหาร

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Warburg Effect นำไปสู่การนำเสนอวิทยาศาสตร์เทียมว่าด้วยการกินผักและผลไม้เพื่อลดความเป็นกรดในร่างกายเพื่อการรักษาโรคมะเร็ง หรือการบริโภคอาหารฤทธิ์เป็นด่าง (Alkaline Diet) เนื่องจากไม่มีหลักฐานว่า อาหารสามารถเปลี่ยนความเป็นกรดและด่างในร่างกายของมนุษย์ได้

ปกติค่าความเป็นกรดและด่างในเลือดของมนุษย์จะอยู่ที่ประมาณ 7.3-7.4

ส่วนอวัยวะที่มีส่วนสำคัญในการควบคุมค่า pH ในร่างกายก็คือปอดและไต

ปอดจะทำหน้าที่ปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งมีความเป็นกรดออกจากร่างกายผ่านลมหายใจ

ส่วนไตจะกำจัดกรดและด่างส่วนเกินในเลือดผ่านทางปัสสาวะ

เมื่อร่างกายได้รับกรดมากเกินไป อันมีสาเหตุทั้งจากความบกพร่องของการเผาผลาญอาหารในร่างกาย การดื่มสุรามากเกินไป หรือการทำงานที่ผิดปกติของปอด จะก่อให้เกิดภาวะเลือดเป็นกรด (Acidosis) นำไปสู่อาการคลื่นไส้ ปวดศีรษะ และหัวใจเต้นเร็ว

ในทางกลับกัน หากร่างกายได้รับด่างมากเกินไป เช่น การบริโภคอาหารที่มีโซเดียมไบคาร์บอเนตปริมาณมากอย่างต่อเนื่อง อาจนำไปสู่ภาวะเลือดเป็นด่าง (Metabolic Alkalosis) นำไปสู่อาการหัวใจเต้นผิดจังหวะและโรคลมชัก

กรด-ด่างผิดปกติ ฆ่าทั้งเซลล์ดีและเซลล์มะเร็ง

ดร.โทมัส เดรก นักวิจัยคลินิก มหาวิทยาลัยเอดินบะระ ประเทศสกอตแลนด์ อธิบายว่า แม้ภาวะความเป็นด่างจะฆ่าเซลล์มะเร็งในจานทดลองได้ แต่ก็ฆ่าเซลล์ปกติด้วยเช่นกัน ทั้งเซลล์ดีและเซลล์มะเร็งไม่สามารถอยู่รอดในสภาวะที่เป็นกรดหรือด่างมากเกินไปได้

การกินอาหารด่างนอกจากรสชาติจะไม่พึงประสงค์แล้ว ยังไม่ช่วยในการรักษามะเร็งอีกด้วย โซเดียมไบคาร์บอเนตปริมาณมากจะถูกขับถ่ายทางปัสสาวะ ถ้ากินมากเกินไปจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะผู้มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับโรคไต

ดร.ซูซาน ซาเรมบา อาจารย์ด้านโภชนาการ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยดันดี ประเทศสกอตแลนด์ ยืนยันว่าไม่มีหลักฐานที่ Alkaline Diet จะช่วยในการรักษามะเร็ง นอกจากนี้การใช้วิธีที่ไม่ได้รับการรับรองทางการแพทย์มารักษาผู้ป่วยมะเร็งยังเป็นอันตราย มีงานวิจัยหลายชิ้นพบว่า การรักษาที่ไม่ถูกต้องเพิ่มอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยมะเร็ง หนึ่งในปัจจัยก็คือผู้ป่วยปฏิเสธการรักษาทางการแพทย์ที่ถูกต้องเพราะหลงเชื่อในวิทยาศาสตร์เทียม

เทรซี โรเบิร์ตส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจากโรงพยาบาล UC San Diego Health สหรัฐอเมริกา ชี้แจงว่า พฤติกรรมการกินอาหารมีส่วนลดโอกาสการป่วยเป็นมะเร็งได้จริง เช่น การกินผักและผลไม้มากขึ้น ดื่มน้ำอย่างพอเพียง ลดน้ำตาล สุรา เนื้อสัตว์ และอาหารแปรรูป เพิ่มการบริโภคธัญพืชเต็มเมล็ดและแหล่งโปรตีนที่หลากหลาย แต่อาหารเหล่านั้นไม่สามารถรักษาผู้ป่วยมะเร็งได้ตามที่กล่าวอ้าง

ข้อมูลอ้างอิง :

https://healthfeedback.org/claimreview/no-clinical-evidence-supports-the-use-of-baking-soda-as-a-cancer-treatment/
https://healthfeedback.org/claimreview/cancer-caused-by-gene-mutations-not-body-acidity-eating-alkaline-foods-cant-alter-body-ph-prevent-treat-cancer/
https://fullfact.org/online/sodium-bicarbonate-cancer-cure/
https://www.politifact.com/factchecks/2022/apr/28/facebook-posts/no-alkaline-diet-doesnt-cure-cancer/
https://apnews.com/article/fact-check-false-cancer-cures-927497523213
https://news.cancerresearchuk.org/2023/07/19/lets-get-to-the-bottom-of-it-7-common-cancer-myths-unpicked
https://en.wikipedia.org/wiki/Warburg_effect_(oncology)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...