SCB ยืนหนึ่งหุ้นแบงก์ปันผลสูง โบรกฯ ชูผลตอบแทน 9% ต่อปี
หุ้นปันผลสัปดาห์นี้ Wealthy Thai ขอนำเสนอหุ้นที่ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูงที่สุดในกลุ่มแบงก์ นั่นคือ SCB หรือ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าปี 2567 จะให้ Dividend Yield ในระดับ 8% ในขณะที่ปี 2568-2568 คาดว่าจะอยู่ในระดับสูงกว่า 9% ต่อเนื่อง
สำหรับธุรกิจของ SCB หรือ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ทำหน้าที่เป็นเสมือนยานแม่ที่จะมีบริษัทลูกซึ่งดำเนินธุรกิจการเงิน ธุรกิจเทคโนโลยีทางการเงิน และดิจิทัลแพลตฟอร์มอีกหลายบริษัท ซึ่งจะเติบโตควบคู่ไปกับธนาคารไทยพาณิชย์ที่เป็นธุรกิจหลักของกลุ่มฯ
โดยข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า ปัจจุบัน SCB มีมูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) อยู่ที่ 368,698.25 ล้านบาท และมี P/E อยู่ที่ระดับ 8.45 เท่า โดยราคาหุ้นวันที่ 3 ต.ค. 67 อยู่ที่ 109.50 บาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.30% จากช่วงต้นปี และมี Dividend Yield อยู่ที่ระดับ 9.44% (ข้อมูล ณ วันที่ 3 ต.ค. 67)
ส่วนการจ่ายปันผลในปีนี้ นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) คาดการณ์ว่า SCB จะจ่ายปันผลรวมทั้งสิ้น 9.55 บาท คิดเป็น Dividend Yield ที่ระดับ 8.6% ซึ่งช่วงที่ผ่านมาได้ประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาลไปแล้วในอัตรา 2 บาทต่อหุ้น
ดังนั้นหากอ้างอิงคาดการณ์ของบล.กรุงศรี ในงวดผลประกอบการปี 2567 SCB จะจ่ายปันผลในอัตรา 7.55 บาท ส่วนปี 2568 และ 2569 คาดการณ์ว่าจะจ่ายปันผลที่ 10.17 บาท คิดเป็น Dividend Yield ที่ 9.16% และ 10.35 บาท และ Dividend Yield ที่ 9.32%
ขณะที่แนวโน้มการดำเนินงานในไตรมาส 3/67 บล.กรุงศรี คาด SCB จะรายงานกำไรวันที่ 21 ต.ค. 67 ที่ระดับ 9.7 พันล้านบาท กำไรทรงตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 3% จากไตรมาสก่อนหน้า เพราะค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) เพิ่มขึ้น 1% จากค่าใช้จ่าย Robinhood ค่าใช้จ่ายสำรอง (ECL) เพิ่มขึ้น 5% เพราะคุณภาพสินทรัพย์อ่อนแอจากการตกชั้นของ EA จาก stage 1 ไป stage 2 และการตกชั้นของลูกหนี้สินเชื่อรายย่อย โดยเฉพาะกลุ่มบ้านและกลุ่มรถ
ด้านสินเชื่อลดลง 0.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.5% จากไตรมาสก่อนหน้า คิดเป็น 1.0% จากช่วงต้นปี 2567 โดยการเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 2/67 มาจากสินเชื่อภาคธุรกิจ ด้านคุณภาพสินทรัพย์ NPL Ratio อยู่ที่ 3.40% เพิ่มจาก 3.34% จากการตกชั้นของลูกหนี้รายย่อย
ทั้งนี้ บล.กรุงศรี ปรับกำไรสุทธิปี 2568-2569 ขึ้นปีละ 2% มาอยู่ที่ระดับ 4.32 หมื่นล้านบาท และ 4.40 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ จากค่าใช้จ่ายสำรองที่ลดลง (credit cost) และมองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทางภาครัฐ เช่น โครงการแจกเงิน 1 หมื่นล้านบาท และการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ เป็นต้น จะช่วยลดปัญหาการตกชั้นของลูกหนี้
อย่างไรก็ตาม ส่งผลให้ปรับราคาเป้าหมายปี 2568 ขึ้นเป็น 110 บาท โดยภาพรวมบล.กรุงศรี มอง SCB เป็นหุ้นปันผลเด่น dividend yield ประมาณ 9% ต่อปี สูงสุดในกลุ่มธนาคาร