โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Krungthai COMPASS วิเคราะห์ “อุตฯเหล็กไทย” เผชิญ 3 ปัญหา ดีมานด์หด-เหล็กนำเข้าเพิ่ม-ราคาขาลง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 10 ก.ย 2567 เวลา 11.48 น. • เผยแพร่ 10 ก.ย 2567 เวลา 04.48 น.

"อุตฯเหล็กไทย" 1H/67 ดีมานด์หดตัว -5.4% คาดปี 68 ฟื้นตัว +2.1% ยังเผชิญ 3 ปัญหาใหญ่ ดีมานด์หด โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์และก่อสร้าง-เหล็กนำเข้าเพิ่มแตะ 70%-ราคาเหล็กขาลง

วันที่ 10 กันยายน 2567 Krungthai COMPASS วิเคราะห์"อุตสาหกรรมเหล็กไทย" ว่า อุตสาหกรรมเหล็กไทยต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการแข่งขันกับเหล็กนำเข้าจากประเทศจีนที่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาด และกดดันให้ราคาเหล็กอยู่ในเทรนด์ขาลง ซึ่งเป็นที่ทราบกันในแวดวงธุรกิจเหล็กว่าเมื่อไหร่ที่ราคาอยู่ในเทรนด์ขาลง ผู้ประกอบการจะมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนจากปัญหา Stock Loss ได้

ล่าสุดเมื่อต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ได้มีข่าวน่าตกใจอยู่ไม่น้อย เมื่อบริษัทผลิตเหล็กรายหนึ่งประกาศว่าจะหยุดสายการผลิตเป็นระยะเวลา 1 เดือน โดยให้คำอธิบายว่าได้รับผลกระทบจากการที่กลุ่มทุนนอกประเทศเข้ามาประกอบธุรกิจในไทยซึ่งส่งผลรุนแรงต่อผู้ผลิตเหล็กในประเทศ ทำให้บริษัทมียอดขายลดลงและเกิดการขาดสภาพคล่องทางการเงิน

ภาวะอุตฯ เหล็กไทยเป็นอย่างไรใน 1H/67

Krungthai COMPASS ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 ไทยมีการบริโภคเหล็ก โดยเปรียบเทียบ 8.0 ล้านตัน หดตัว -5.4%YoY จากปีที่ผ่านมา แบ่งเป็นเหล็กทรงแบน อาทิ เหล็ก แผ่นรีดร้อน เหล็กแผ่นรีดเย็น และเหล็กแผ่นชุบ หรือเคลือบโลหะเจืออื่น ๆ ที่มีอุตสาหกรรมปลายน้ำ เป็นกลุ่มยานยนต์และบรรจุภัณฑ์ 5.0 ล้านตัน ลดลง -4.3%YoY ส าหรับเหล็กทรงยาว ไม่ว่าจะเป็นเหล็กเส้น เหล็กข้ออ้อย หรือเหล็กลวดที่มีธุรกิจก่อสร้างเป็นอุตสาหกรรมปลายน้านั้นมีการบริโภค เท่ากับ 3.0 ล้านตัน ลดลง -7.0%YoY

อุตฯเหล็กไทย

สาเหตุที่ทำให้การบริโภคเหล็กไทยลดลงเป็นเพราะการหดตัวของอุตสาหกรรมปลายน้ำ โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์และก่อสร้าง โดยใน 1H/67 ไทยมีการผลิตรถยนต์ 0.76 ล้านคัน ลดลง -17.4%YoY ส่วนการก่อสร้างก็หดตัวลงเหลือ 6.4 แสนล้านบาท หรือ -11.2%YoY และแม้ธุรกิจบรรจุภัณฑ์โลหะซึ่งเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมปลายน้าของเหล็กไทยจะขยายตัวได้ 1.8%YoY แต่ก็ไม่สามารถชดเชยการหดตัวของยานยนต์และภาคก่อสร้างได้

นอกจากปัญหาความต้องการบริโภคเหล็กที่ลดลงแล้ว ผู้ประกอบธุรกิจของเหล็กไทยยังต้องเผชิญกับภาวะการณ์แข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากเหล็กนำเข้า สะท้อนจากสัดส่วนเหล็กนำเข้าต่อการบริโภคที่เพิ่มขึ้นจาก 65.6% ในปี 2562 เป็น 69.0% ใน 1H/67 โดยเมื่อแยกตามผลิตภัณฑ์พบว่าเหล็กทรงแบนมีสัดส่วนการนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 6.1% จาก 77.3% ในปี 2562 เป็น 83.4% ใน 1H/67 ส่วนทรงยาวเพิ่มขึ้น 3.9% จาก 40.8% เป็น 44.7% ในช่วงเดียวกัน

อุตฯเหล็กไทย

สาเหตุที่ทำให้สัดส่วนการนำเข้าเหล็กทรงยาวเพิ่มขึ้นช้ากว่าทรงแบนเป็นเพราะ 1) การใช้เหล็กในภาคก่อสร้างต้องได้รับ มอก. และ 2) ภาครัฐมีการกำหนดสัดส่วนการใช้วัสดุก่อสร้างในประเทศ (Local Content) ในบางโครงการอีกด้วย

ไทยมีสัดส่วนการนำเข้าเหล็กจากจีนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ในระยะหลังจากราว 20% ในปี 2561-2562 ขึ้นมาเป็น 28.9% ในปี 2566 และ 31.8% ใน 1H/67 สาเหตุสำคัญที่ทำให้เหล็กจีนมีสัดส่วนในไทยมากขึ้น เป็นเพราะ 1) จีนเป็นผู้ผลิตเหล็กอันดับ 1 ของโลก โดยมีสัดส่วนการผลิตกว่า 50-55% ทำให้มีความได้เปรียบด้านขนาด (Economy of Scale) ส่งผลต่อเนื่องให้เหล็กจีนสามารถทำราคาได้น่าดึงดูดกว่าประกอบกับ 2) เมื่อภาวะเศรษฐกิจจีนเริ่มชะลอตัวลง โดยเฉพาะจากปัญหาในภาคอสังหาฯ ทำให้ความต้องการใช้เหล็กในจีนจึงหดตัวตามลงมา และทำให้ผู้ผลิตเหล็กของจีนต้องหาทางระบายสต็อกเหล็กของตนผ่านการส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ

จากภาวะดีมานด์หดตัว ขณะเดียวกันก็ต้องแข่งขันกับเหล็กนำเข้า ทำให้ล่าสุด ณ มิ.ย. 2567 ผู้ประกอบธุรกิจเหล็กไทยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตโดยเฉลี่ย (CAPU) เพียง 43.9% ลดลงราว 1 ใน 3 จากที่อยู่ในระดับ 62.6% ในปี 2561 โดยปัจจุบันเหล็กทรงแบนมี CAPU เฉลี่ยเพียง 35.4% ส่วนเหล็กทรงยาวอยู่ที่ 53.7%

สำหรับราคาเหล็กไทยใน 1H/67 พบว่าอยู่ที่ระดับ 21.3-25.2 บาทต่อกิโลกรัม หดตัวในกรอบ -9%YoY ถึง -7%YoY โดยเป็นการปรับตัวลงตามทิศทางราคาเหล็กจีน เป็นที่ทราบกันว่าราคาเหล็กไทยมีการเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันราคาเหล็กจีน ซึ่งตั้งแต่ต้นปี 2567 ราคาเหล็กจีนอยู่ในขาลงต่อเนื่อง โดยถูกกดดันจากภาวะตลาดอสังหาฯ ในจีนซึ่งมีสัดส่วนการใช้เหล็กถึง 1 ใน 3 อยู่ในภาวะที่ไม่สู้ดีนัก

สะท้อนจากภาวะการลงทุนในตลาดอสังหาฯ ของจีนที่หดตัว -10.1%YoY ใน 1H/67 รวมถึงยอดขายอสังหาฯ และพื้นที่เริ่มก่อสร้างใหม่ที่ต่างหดตัว -19.0%YoY และ -23.7%YoY4 กดดันให้ราคาเหล็กจีนปรับตัวลงในกรอบ -9.5%YoY ถึง -7.0%YoY มาที่ 539-547 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ซึ่งเมื่อประกอบกับการใช้เหล็กในไทยที่หดตัวตามภาวะอุตสาหกรรมปลายน้ำทั้งยานยนต์และก่อสร้างจึงส่งผลต่อเน่ืองให้ราคาเหล็กในไทยยังอยู่ในทิศทางเทรนด์ขาลงต่อเนื่อง

ด้านผลการดำเนินงานของธุรกิจเหล็กพบว่าส่วนใหญ่อยู่ในภาวะที่ไม่สู้ดีนัก โดย การประเมินอ้างอิงจากงบการเงินรอบ 1H/67 ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หมวดธุรกิจเหล็กและผลิตภัณฑ์โลหะ (.STEEL) โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

อุตฯเหล็กไทย

รายได้ : ผู้ประกอบการในกลุ่มเหล็กมีรายได้ในภาพรวมลดลง -14.5%YoY ใน 1H/67 คิดเป็นมูลค่าเท่ากับ 7.2 หมื่นล้านบาท โดยมีแรงกดดันจาก 1) การหดตัวของอุตสาหกรรมปลายน้าใน 1H/67 ทั้งการผลิตรถยนต์และภาคก่อสร้าง ประกอบกับ 2) ราคาเหล็กที่อยู่ในเทรนด์ขาลง ตามที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ทั้งนี้เป็นข้อสังเกตผู้ประกอบการเกือบทั้งหมดได้รับผลกระทบด้านรายได้สะท้อนจาก 75% หรือ 15 จาก 20 ของบริษัทในหมวด .STEEL ที่นำมาวิเคราะห์มีรายได้ใน 1H/67 ที่หดตัวจากปีที่ผ่านมา

สภาพคล่อง : ผู้ประกอบธุรกิจเหล็กมีความเสี่ยงด้านสภาพคล่องสูงขึ้น สะท้อนจาก Cash Cycle ที่ยาวขึ้น และ Quick Ratio ที่แย่ลง โดยธุรกิจเหล็กในตลาดหลักทรัพย์มีวงจรเงินสดนานขึ้นจาก 125 วันในปี 2566 เป็น 138 วันในปี 1H/67 ซึ่งหมายความว่าผู้ประกอบการต้องใช้เวลานานขึ้นกว่า จะได้รับเงินสดมาใช้ในรอบถัดไป โดยเป็นผลทั้งจากระยะเวลาขายและการเก็บหนี้ที่นานขึ้น นอกจากนี้ปัญหาสภาพคล่องของกลุ่มเหล็กยังสะท้อนจากอัตราส่วนหมุนเร็วโดยเฉลี่ยที่ลดลงจาก 0.76 เท่า เหลือ 0.7 เท่า ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ผู้ประกอบการราว 50-55% หรือ 10-11 บริษัทในหมวด .STEEL นั้นต่างมีปัญหาวงจรเงินสดที่นานขึ้น และ/หรืออัตราส่วนหมุนเร็วที่แย่ลง

ความสามารถในการทำกำไร : ผู้ประกอบธุรกิจเหล็กใน 1H/67 ส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับภาวะกำไรสุทธิติดลบ หรือขาดทุนสุทธิ โดยเราพบว่าธุรกิจเหล็กมีอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ย -4.6% ติดลบหนักกว่าปี 2566 ที่ -3.5% โดยส่วนหนึ่งคาดว่ามาจากทิศทางราคาเหล็กที่อยู่ในเทรนด์ขาลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบธุรกิจเหล็กต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านการขาดทุนราคา (Stock Loss) มากขึ้น

อุตฯเหล็กไทย

นอกจากนี้ Krungthai COMPASS พบว่า 55% ของผู้ประกอบการ ซึ่งคิดเป็นจำนวน 11 บริษัทในหมวด .STELL ต่างประสบปัญหาขาดทุนสุทธิใน 1H/67 โดยบริษัทที่ขาดทุนมากสุดนั้นมีอัตรากำไรสุทธิติดลบหนักถึง -86.5%

ทิศทางในที่เหลือของปี 2567 และแนวโน้มปีหน้า

Krungthai COMPASS ประเมินความต้องการใช้เหล็กโดยรวมของไทยส าหรับทั้งปี2567 ว่าจะอยู่ในระดับ 15.7 ล้านตัน หดตัว -3.8%YoY เพราะแม้การผลิตบรรจุภัณฑ์โลหะจะมีแนวโน้มขยายตัวได้ +5.5%YoY ตามทิศทางการส่งออกอาหารทะเลกระป๋อง แต่ความต้องการใช้เหล็กในภาพรวมจะยังถูกกดดันจากจำนวนการผลิตรถยนต์ที่อาจจะหดตัวถึง -11.7%YoY เหลือ 1.62 ล้านตัน ขณะที่ภาคก่อสร้างนั้นคาดว่าแม้ภาครัฐสามารถเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณในช่วง Q4/67FY (ก.ค.-ก.ย. 67) และ Q1/68FY (ต.ค.-ธ.ค. 67) แต่ด้วย 1H/67 ที่หดตัวหนักไปแล้วถึง -11.2%YoY จึงมองว่าภาคก่อสร้างในปี 2567 จะอยู่ในระดับทรงตัวจากปีที่ผ่านมาเท่านั้น

ส่วนในปี 2568 คาดว่าความต้องการใช้เหล็กจะอยู่ที่ 16.0 ล้านตัน ฟื้ นตัวเล็กน้อย +2.1%YoY ตามทิศทางการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมปลายน้ำ แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับต่ากว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี (2561-66) ที่ 17.3 ล้านตัน อยู่พอสมควร ส่วนทิศทางราคาเหล็ก มองว่าจะขึ้นอยู่กับภาวะอสังหาฯ ในจีน โดยหากยังไม่อยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น ก็มีโอกาสที่ราคาเหล็กโดยเฉลี่ยจะอยู่ในเทรนด์ขาลงต่อไป ซึ่งผู้ประกอบการธุรกิจเหล็กควรติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกัน ไม่ให้เกิดปัญหา Stock Loss

อุตฯเหล็กไทย

ประเด็นที่ต้องจับตาในระยะถัดไป

1. การใช้เหล็กต่อการผลิตรถยนต์ 1 คัน มีแนวโน้มที่จะลดลงได้ในอนาคต

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า 1 ในอุตสาหกรรมปลายน้eที่ใช้เหล็กค่อนข้างมาก คือ “การผลิตยานยนต์” ซึ่งในอนาคตโครงสร้างการผลิตรถยนต์ของไทยจะทยอยเปลี่ยนไป รถยนต์ ICE จะมีสัดส่วนน้อยลงและถูกแทนที่ด้วย BEV จากประเด็นนี้คำถามที่ชวนให้คิดต่อไปคือ สัดส่วนการใช้เหล็กต่อการผลิตรถยนต์ ICE กับ BEV นั้นมีความแตกต่างกันหรือไม่?

จากการค้นคว้า พบว่าการผลิตรถยนต์ ICE จะใช้เหล็กคันละ 900-1,000 กิโลกรัม และมีแนวโน้มลดลงเหลือ 800-900 กิโลกรัม สำหรับ BEV โดยแนวโน้มการใช้เหล็กของรถยนต์ BEV ที่น้อยกว่า ICE มีสาเหตุ 2 ประการ คือ 1) เกิดขึ้นจากความพยายามลดน้ำหนักรถยนต์ด้วยการใช้วัสดุน้ำหนักเบา หรือ Light Weight Materials อาทิ อะลูมิเนียม และคาร์บอนไฟเบอรเ์พื่อขยายระยะทางวิ่งให้ไกลที่สุด และ 2) อีกสาเหตุที่ทำให้ BEV มีอัตราการใช้เหล็กน้อยลงยังเกิดขึ้นจากการหายไปของเครื่องยนต์สันดาป ถูกแทนที่ด้วยแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้า

ด้วยอัตราการใช้เหล็กต่อการผลิตรถยนต์ 1 คัน ที่มีแนวโน้มลดลงในอนาคต จึงเป็นที่น่าติดตามว่าปริมาณการใช้เหล็กในอุตสาหกรรมรถยนต์ของไทย จะฟื้นตัวตามจำนวนการผลิตได้จริงหรือไม่?

2. Mega Projects ใหม่ๆ ในอนาคต สนับสนุนการใช้เหล็กทรงยาวของไทย

ในส่วนของเหล็กทรงยาว อาทิ เหล็กเส้นกลม เหล็กข้ออ้อย และเหล็กลวด คาดว่าในระยะถัดไปจะได้รับแรงสนับสนุนการภาคก่อสร้าง โดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจกต์คมนาคมขนาดใหญ่ของไทย สะท้อนจากการคาดการณ์การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ สำหรับโครงการเมกะโปรเจกต์ในปี 2568-69 ซึ่ง TDRI มองว่าจะมีมูลค่าสูงกว่าปีละ 2.5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปี 2567 นี้

เมกะโปรเจกต์ที่จะเข้ามาเป็นไฮไลท์หรือมีบทบาทสำคัญในภาคก่อสร้างไทยในปี 2568-69 ยกตัวอย่างเช่น รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน (กรุงเทพฯ-หนองคาย) ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย เงินลงทุน 2.52 แสนล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างการยื่นขออนุมัติจาก ครม. โดยคาดว่าจะสามารถเปิดประมูลและใช้ระยะเวลาก่อสร้างตั้งแต่ปี 2567-2574

3.ประเด็น ESG กดดันผู้ประกอบการทั้งด้านต้นทุนและการแข่งขัน

เหล็ก ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการปล่อยมลภาวะที่สูงในขั้นตอนการผลิตทำให้ในต.ค. 2566 ที่ผ่านมา สหภาพยุโรป หรือ EU ได้ประกาศใช้มาตรการเก็บต้นทุนคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) กับสินค้านำเข้า 6 ชนิด ซึ่งแน่นอนว่ามีเหล็กอยู่ด้วย

ผลกระทบทางตรงต่อผู้ส่งออกเหล็กของไทยไปยัง EU คือ การมีต้นทุนการส่งออกที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็น

1) การพัฒนาสายการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยิ่งขึ้นผ่านการใช้พลังงานสะอาด อาทิ Green Hydrogen ในกระบวนการผลิต การติดตั้ง Carbon Capture and Utilization (CCU) เพื่อเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนที่ได้จากกระบวนการผลิตให้กลายเป็น Ethanol เหมือนโรงงานเหล็กในเบลเยี่ยม ตลอดจน

2) การมีต้นทุนในการปฎิบัติตามเกณฑ์ของ EU ทั้งการจัดทำปริมาณการปล่อยมลภาวะ หรือการจ้างผู้ทวนสอบ (Verifiers) ซึ่งสามารถอ่านรายละเอียด เพิ่มเติมได้จากบทความ CBAM ผลกระทบและแนวทางในการเตรียมตัวของผู้ประกอบการไทย

ส่วนผลกระทบทางอ้อมคือภาวการณ์แข่งขันที่จะรุนแรงขึ้นจากเหล็กนำเข้า โดยเฉพาะเหล็กจีน ที่จะหันมาทำตลาดในประเทศอื่นๆ ทดแทน EU โดย มีข้อสังเกตว่าตั้งแต่ EU ประกาศใช้ CBAM จีนมีสัดส่วนการส่งออกเหล็กไป EU ลดลงจาก 9.1% ในช่วง 9 เดือนก่อนใช้ CBAM (ม.ค. 66-ก.ย. 66) เหลือ 8.9% ในช่วง 9 เดือนหลังใช้ CBAM (ต.ค. 66-มิ.ย. 67)

คำถามสำคัญ คือ แล้วจีนส่งออกเหล็กไปประเทศ หรือกลุ่มประเทศใดเพิ่มขึ้นบ้าง?

Krungthai COMPASS พบว่าในช่วง 9 เดือนหลัง EU ได้ประกาศใช้ CBAM จีนมีสัดส่วนการส่งออกเหล็กไปยัง 1) ASEAN 2) USA และ Mexico และ 3) Middle East เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปว่าแต่ละประเทศ รวมถึงไทยจะรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวอย่างไร เหมือนอย่าง USA และ Mexico ที่ไม่กี่เดือนที่ผ่านมามีการจับมือกันช่วยสกัดการตีตลาดของเหล็กจีนผ่านการขึ้นภาษีนำเข้า

ส่วนประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ESG ซึ่งยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปของอุตสาหกรรมเหล็กมีทั้งมาตรการ AUS-CBAM ของออสเตรเลีย ตลอดจน Thailand Taxonomy ในระยะ 2 ที่จะครอบคลุมอุตสาหกรรมภาคการผลิตมากขึ้น

ใน 1H/67 ธุรกิจเหล็กของไทยต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการทั้ง 1) การหดตัวของดีมานด์ 2) ภาวการณ์แข่งขันที่รุนแรงจากเหล็กนำเข้า และ 3) เทรนด์ราคาเหล็กขาลง โดยความต้องการใช้เหล็กโดยเปรียบเทียบของไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2567 หดตัว -5.4%YoY ลงมาอยู่ที่ 8.0 ล้านตัน ซึ่งเป็นไปตามทิศทางอุตสาหกรรมปลายน้ำโดยเฉพาะการผลิตรถยนต์ และการก่อสร้างที่หดตัว -17.4%YoY และ -11.2%YoY ในช่วงเวลาเดียวกัน

อย่างไรก็ดีมีข้อสังเกตว่าการใช้เหล็กของไทยมีสัดส่วนของเหล็กนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัเแตะระดับ 69.0% ใน 1H/67 ซึ่งส่วนใหญ่ คือเหล็กจีน ที่ในปัจจุบันความต้องการใช้เหล็กในจีนยังมีปัญหาจากภาวะอสังหาฯ ทำให้ต้องเร่งระบายผ่านการส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ จึงส่งผลต่อเนื่องให้ราคาเหล็กใน 1H/67 อยู่ในเทรนด์ขาลงต่อเนื่อง และต่ากว่าปีก่อนหน้าราว -9% ถึง -7% ภาวะดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินงานของธุรกิจ สะท้อนจากผู้ประกอบการในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มากกว่าครึ่งหนึ่งต่างส่งสัญญาณว่าอาจมีปัญหาด้านรายได้ การทำกำไร และสภาพคล่อง

Krungthai COMPASS คาดว่าทั้งปี 2567 การใช้เหล็กของไทยจะอยู่ที่ 15.7 ล้านตัน หดตัว -3.8%YoY โดยมีปัจจัยกดดันหลักจากการผลิตรถยนต์ที่คาดว่าทั้งปีจะหดตัว -11.7%YoY ลงมาเหลือ 1.62 ล้านคัน ขณะที่ภาคก่อสร้างคาดว่าแม้จะสามารถเร่งเบิกจ่ายได้ในครึ่งหลังของปี แต่การที่มูลค่าก่อสร้างติดลบอย่างหนักในครึ่งแรกของปี คาดว่าจะทำให้มูลค่าก่อสร้างทั้งปี 2567 จะอยู่ในระดับทรงตัว

ส่วนในปี 2568 คาดว่าความต้องการใช้เหล็กจะอยู่ที่ 16.0 ล้านตัน ฟื้ นตัวเล็กน้อย +2.1%YoY ตามทิศทางการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมปลายน้า แต่ยังต่ากว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ที่ราว 17.3 ล้านตัน อยู่พอสมควร ส่วนทิศทางราคาเหล็กมองว่าขึ้นอยู่กับภาวะอสังหาฯ จีน โดยหากยังไม่อยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น ก็มีโอกาสที่ราคาเหล็กจะอยู่ในเทรนด์ขาลงต่อไป

ปัจจัยที่ต้องจับตาในระยะถัดไปได้แก่ 1) สัดส่วนการใช้เหล็กต่อรถยนต์ 1 คัน มีแนวโน้มที่จะลดลงจากสัดส่วนการผลิตรถยนต์ BEV ที่มากขึ้นแทนรถยนต์ ICE 2) โครงการ Mega Projects ใหม่ๆ ของภาครัฐจะสนับสนุนการใช้เหล็กทรงยาวของไทย และ 3) ประเด็น ESG กดดันผู้ประกอบการทั้งต้นทุนดำเนินงานและการแข่งขัน

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...