เมื่อค้างคาวหายไป เด็กก็เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 1,300 คน วิจัยใหม่นย้ำความสำคัญท้องถิ่น
ค้างคาวที่หายไปทำให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 1 ขวบจำนวน 1,300 คนในสหรัฐอเมริกาเสียชีวิต เหตุผลก็เพราะค้างคาวกินแมลงศัตรูพืช และเมื่อมันหายไปผู้คนเลยต้องใช้ยาฆ่าแมลงเพิ่มเติม ซึ่งเชื่อมโยงกับอัตราการเสียชีวิตในเด็ก เน้นย้ำความสำคัญของ ‘ระบบนิเวศท้องถิ่น’
ในปี 2006 เชื้อราชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Pseudogymnoascus destructans ได้เดินทางจากยุโรปไปยังสหรัฐอเมริกา โดยมันมักจะเติบโตบนค้างค้าวที่จำศีลในฤดูหนาวงอกออกมาเป็นขนสีขาวบนจมูก จากนั้นก็กวาดล้างฝูงค้างคาวทั้งฝูงภายในเวลาเพียง 5 ปี
แต่ดูเหมือนว่านั่นจะยังเป็นปัญหาไม่มากพอ เมื่อ Eyal Frank ผู้ช่วยศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก ได้รู้จักโรคที่เกิดจากเชื้อราดังกล่าว เขาก็ตระหนักได้ว่าโรคนี้ได้แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของ ‘ค้างคาว’ อย่างแท้จริง
“เป็นเรื่องที่ค่อนข้างหายากที่จะได้รับการประเมินที่ดีในเชิงประจักษ์ และให้เหตุผลว่าสายพันธุ์นี้มีคุณค่ามากเพียงใด” Charles Taylor นักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมจาก Harvard Kennedy School ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึกษากล่าว
ตามรายงานล่าสุดที่เผยแพร่บนวารสาร Science ได้ให้รายละเอียดไว้ว่า ค้างคาวเป็นสัตว์กินแมลงราว 40% หรือมากกว่านั้นของน้ำหนักตัวทุกคืน ซึ่งรวมถึงแมลงศัตรูพืชหลายชนิด ดังนั้นเมื่อค้างคาวหายไป ทีมวิจัยพบว่าในพื้นที่ที่ติดเชื้อ เกษตรกรจำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลงเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 31.1%
จากนั้น Frank ได้พิจารณาถึงอัตราการเสียชีวิตของทารก ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่ใช้กันทั่วไปในการบ่งบอกผลกระทบของสารพิษในสิ่งแวดล้อม พวกเขาพบว่าโดยเฉลี่ยแล้ว เขตที่ติดเชื้อมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าพื้นที่ปกติถึง 7.9% ที่น่าแปลกใจก็คือแม้จะมีการใช้ยาฆ่าแมลงเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังอยู่ในขีดจำกัดตามกฎหมาย
ตัวเลขดังกล่าวเท่ากับทารกเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 1,334 ราย นอกจากนี้ทีมวิจัยยังพยายามหาความเชื่อมโยงอื่น ๆ ที่อาจอธิบายจำนวนผู้เสียชีวิตได้ ไม่ว่าจะเป็น การว่างงาน สภาพอากาศ ความแตกต่างระหว่างพ่อกับแม่ในแต่ละคน หรืออื่น ๆ แต่ทว่าก็ไม่มีปัจจัยใด้เลยที่อธิบายการใช้ยาฆ่าแมลงเพิ่มขึ้นหรือการเสียชีวิตของทารกได้
“(นี่เป็น) หลักฐานที่น่าเชื่อถือ” Frank กล่าว “ที่ว่าเกษตรกรตอบสนองต่อค้างคาวกินแมลงที่ลดลง และการตอบสนองดังกล่าวก็ส่งผลเสียต่อสุขภาพของทารก”
ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่า ‘ทำไมการใช้ยาฆ่าแมลงที่เพิ่มขึ้นถึงทำให้มีทารกเสียชีวิตมากกว่าเดิม การวิจัยของ Frank ชี้ว่าดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการสัมผัสยาฆ่าแมลงผ่านอาหาร ดังนั้นการหายใจเข้าไปโดยตรงหรือสัมผัสกับแหล่งน้ำที่ปนเปื้อนน่าจะเป็นไปได้มากที่สุด
“การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าค้างคาวสามารถช่วยชีวิตมนุษย์ได้เพียงแค่ทำในสิ่งที่พวกมันทำได้ดีที่สุด นั่นคือการกินแมลง” Jennifer Raynor จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซินแมดิสัน กล่าว
“สัตว์ป่าหลายชนิดมีความสำคัญต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์ และตอนนี้เราก็พึ่งจะเริ่มเข้าใจแล้วว่าเทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนประโยชน์เหล่านี้ได้เสมอไปเมื่อต้องสูญฌสียมันไป”
ที่มา
https://www.science.org/doi/10.1126/science.adg0344
https://www.newscientist.com/…/2446715-bat-die-off-led…/
https://www.theguardian.com/…/loss-of-bats-to-lethal…
https://www.washingtonpost.com/…/bats-white-nose-syndrome/
Photo: harrycollinsphotography/Envato