โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

แพทองธาร คิกออฟแจก 10,000 มั่นใจสร้างพายุหมุนเศรษฐกิจลูกใหญ่

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 25 ก.ย 2567 เวลา 08.27 น. • เผยแพร่ 25 ก.ย 2567 เวลา 02.39 น.
แพทองธาร ชินวัตร

รัฐบาล Kick Off โอนเงิน 10,000 บาทกระตุ้นเศรษฐกิจ ถึงมือผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ-คนพิการ นายกฯ ชี้จะสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจลูกใหญ่ ยันยังมีหลายนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคต

วันที่ 25 กันยายน 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในงานเปิดตัว (Kick Off) การโอนเงินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2567 ผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประเทศไทยประสบปัญหาเศรษฐกิจเรื้อรังมานานหลายปี ไม่ใช่เพียงแค่ผลจากปัจจัยภายใน แต่ยังมีผลจากเศรษฐกิจทั้งโลกที่ฟื้นตัวช้า ซ้ำเติมด้วยปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค และยังไม่รวมกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดภัยพิบัติในหลายพื้นที่ทั่วโลก รวมถึงในบ้านเราก็ได้รับผลกระทบเกิดเหตุอุทกภัย ซึ่งถือเป็นครั้งที่รุนแรงมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

หลายปัจจัยที่กล่าวมาทำให้เศรษฐกิจไทยฝืดเคือง สถานการณ์ไม่เอื้อให้เกิดการลงทุนใหม่ ๆ เงินในระบบหาย เงินไม่หมุนเวียน คนไทยขาดเงิน ต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อการดำรงชีวิต ค้าขายยาก เดือดร้อนกันไปทุกหย่อมหญ้า ซึ่งกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่สุด คือกลุ่มเปราะบางที่มีรายได้น้อย รวมถึงผู้พิการ

ในอนาคตประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ทำให้พร้อมต่อการลงทุนและอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่จะทำให้เกิดรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว ซึ่งถึงแม้รัฐบาลจะเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แต่ก็อาจต้องใช้เวลา บางเรื่องหลายเดือน บางเรื่องต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเห็นผล ทั้งหมดนี้คือ ‘ความท้าทาย’ ที่รัฐบาลจะต้องเปลี่ยนให้กลายเป็นโอกาสและความหวังทางเศรษฐกิจให้ได้

นายกฯ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับนโยบายเศรษฐกิจ หลายโครงการได้ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว สานต่อมายังรัฐบาลนี้ในวันนี้ และมีแผนที่จะทำต่อในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการพักหนี้เกษตรกร การลดดอกเบี้ย ส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านนโยบายฟรีวีซ่า ทำให้รายได้จากภาคการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งประเทศ

วันนี้ประเทศไทยจะถูกกระตุ้นครั้งใหญ่ เงินสดถึงมือคนไทย ระบบเศรษฐกิจจะถูกเติมเงินหมุนเวียนกว่า 145,552.40 ล้านบาท สร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจลูกใหญ่ลูกแรก ที่ทำให้คนไทยได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในภาพใหญ่ ต่อลมหายใจให้พี่น้องประชาชนรายเล็กที่กำลังเดือดร้อน

รับ 10,000 บาท ใช้จ่ายได้ทันที

นายกฯ กล่าวอีกว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรอบนี้จะถึงมือพี่น้องประชาชนกลุ่มเปราะบางจำนวน 14.55 ล้านคน โดยแบ่งเป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 12.40 ล้านคน และกลุ่มคนพิการจำนวน 2.15 ล้านคน

ทุกคนจะได้รับเงินสดคนละ 10,000 บาท ผ่านบัญชีพร้อมเพย์ของผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และผ่านช่องทางการรับเบี้ยเดิมของผู้พิการ ไม่ว่าจะเคยได้รับเงินผ่านบัญชีธนาคาร หรือได้รับเงินสดผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็จะได้รับเงินในวิธีการเดิม

ที่สำคัญเงินจำนวนนี้ไม่มีเงื่อนไขในการใช้จ่ายแต่อย่างใด เมื่อเงินเข้าบัญชีสามารถนำไปใช้จ่ายได้ทันที เป็นวิธีการที่ง่ายที่สุด และถึงมือพี่น้องประชาชนมากที่สุด ซึ่งการโอนเงินจะทยอยโอนให้ถึงมือพี่น้องประชาชนภายใน 4 วันโดยเริ่มที่วันนี้เป็นวันแรก

นโยบายนี้จะช่วยกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจให้พี่น้องประชาชน สร้างโอกาส สร้างความหวัง นำไปสู่การพัฒนาเพื่อต่อยอดคุณภาพชีวิต ให้พี่น้อง มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี อย่างที่ได้เคยกล่าวไว้

เงินหนึ่งหมื่นบาทเป็นจำนวนที่จะทำให้พี่น้องประชาชนหลายคนมีโอกาสสร้างชีวิตใหม่ มากพอที่เมื่อรวมกันหลายคนสามารถนำไปลงทุนทำมาค้าขาย สร้างหรือต่อยอดธุรกิจพร้อมรับโอกาสดี ๆ ที่จะเข้ามา รัฐบาลเราเชื่อในศักยภาพของพี่น้องคนไทยเสมอ เมื่อมีโอกาสมาถึงมือจะไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้เสียไปโดยเปล่าประโยชน์อย่างแน่นอนค่ะ

รวมถึงพี่น้องหลายคนที่กำลังประสบความเดือดร้อนจากอุทกภัยจะได้รับการช่วยเหลือเพิ่มเติม ผ่านนโยบายนี้ได้อีกทางหนึ่ง

นายกฯ เน้นย้ำว่า ยังมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอีกหลายรูปแบบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รัฐบาลยังคงเดินหน้าโครงการ Digital Wallet เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลให้ประชาชนมี Digital ID เป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างรัฐบาลและประชาชน ทำให้การทำธุรกรรมต่าง ๆ กับหน่วยงานรัฐสะดวกขึ้น โปร่งใส ตรวจสอบได้ เช่นการให้เงินช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติ การชำระค่าไฟ เป็นต้น

และพี่น้องประชาชนสามารถติดตามข่าวสารและตรวจสอบข้อมูลได้ที่ทุกช่องทางของกระทรวงการคลัง และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

นายกฯ ระบุว่ารัฐบาลมีเป้าหมายสำคัญ คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่จะเอื้อให้พี่น้องประชาชนใช้ชีวิตอย่างมีความหวัง มีรอยยิ้ม สร้างความเท่าเทียมทางโอกาส เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมาดีอีกครั้ง

เตือนอย่าหลงเชื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกโอนเงิน

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวเตือนไปยังประชาชนกลุ่มเปราะบาง ที่จะได้รับการจ่ายเงินในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 10,000 บาทในวันนี้เป็นวันแรก ว่าขอให้ระมัดระวังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่จะเข้ามาหลอกลวง และอย่าหลงเชื่อการเข้ามาพูดจาหว่านล้อมในทุกวิถีทาง เพราะตอนนี้เงินเริ่มออกแล้ว หลายคนได้รับเงินแล้ว

ภายหลังเสร็จสิ้นการแถลงข่าว ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามนายกรัฐมนตรี ถึงการแจกเงินเฟส 2 และ 3 นั้น นายกฯ กล่าวว่ากระทรวงการคลังจะเป็นผู้แถลงรายละเอียด

ก่อนจะกล่าวอีกว่า รู้สึกดีใจกับประชาชนด้วย และดีใจกับรัฐบาลทั้งหมด อยากให้พายุหมุนลูกนี้ทำให้เศรษฐกิจดี ก่อนเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า

คลังเผยวันแรกแจกแล้ว 3.1 ล้านคน

นายจุลพันธุ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 ผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ จากข้อมูลมีการโอนเงิน 10,000 บาท วันแรกแล้ว 3,167,565 คน เริ่มโอนตั้งแต่ 00.00 น. สำเร็จในเวลา 07.30 น. ซึ่งการโอนเงินวันนี้อาจจะล่าช้า เพราะตรงกับวันจ่ายเงินเดือนข้าราชการ แต่กระบวนการเป็นไปอย่างราบรื่น และวันพรุ่งนี้ก็จะดำเนินการต่อไปตามหมายเลขบัตรประชาชนตัวเลขท้ายบัตร ต่อไป

ส่วนการตรวจสอบสิทธิเป็นไปตามช่องทางที่ได้เตรียมไว้ ยืนยันว่ากระบวนการตรวจสอบทั้งแอปพลิเคชั่นและเว็บไซต์ ไม่มีปัญหา หากเข้าไปตรวจสอบสิทธิไม่มีชื่อ แสดงว่ายังไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่จะรับเงินให้รอรอบถัดไป ทั้งนี้มีกลุ่มคนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ต้องผูกบัญชีธนาคารกับบัตรประชาชนยังมีบางส่วนที่ตกหล่น ต้องเร่งให้ลงทะเบียนผ่านธนาคารผ่านตู้เอทีเอ็ม หรือเจ้าหน้าที่

“กลุ่มคนถือบัตรผู้พิการที่มีสถานะต้องแก้ไข เช่น บัตรหมดอายุ บัตรผิดพลาด หรือคนที่ยังไม่ได้เชื่อมช่องทางการรับเงิน อีก 10,000 กว่าคน รวมทั้งหมดประมาณ 90,000 คน ให้ไปประสานกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อแก้ไขสถานะเพื่อรับเงิน ซึ่งทางรัฐจะโอนซ้ำ 3 ครั้งคือ วันที่ 22 ต.ค. 67, วันที่ 22 พ.ย. 67 และ 22 ธ.ค. 67 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย หากผู้พิการยังไม่ดำเนินการถือว่าไม่ขอรับสิทธิ” รมช.คลัง กล่าว

เจ้าหนี้นอกระบบตามประกบคนได้เงินหมื่น

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ส่วนประชาชนบางคนที่เข้าไปตรวจสอบสิทธิแล้วเกิดปัญหาหรือข้อมูลไม่ตรง เนื่องจากการตรวจสอบสิทธิ พบว่าประชาชนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแต่ระบบแจ้งว่าอยู่ในกลุ่มคนพิการและบัตรคนพิการหมดอายุให้ไปต่ออายุ ถือว่าข้อมูลไม่ตรง ประชาชนสามารถไปแจ้งปัญหาที่ว่าการอำเภอที่ตามภูมิลำเนาของตนเองได้

ส่วนกรณีที่มีการรายงานว่า เจ้าหนี้นอกระบบได้ไปกดดันหรือประกบผู้ที่ได้รับเงิน 10,000 บาท หน้าตู้เอทีเอ็มเพื่อให้กดเงินมาใช้หนี้ ซึ่งอาจจะไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ นายจุลพันธ์ ระบุว่าเรื่องนี้อยู่ในอำนาจการดูแลของกระทรวงมหาดไทยจะประสานกับกระทรวงมหาดไทยให้ลงไปดูแลและตรวจสอบไม่ให้เจ้าหนี้มารบกวนเงินของกลุ่มเปราะบาง

ส่วนอีกปัญหาที่พบว่า ประชาชนเข้าไปตรวจสอบสิทธิ พบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหมดอายุต้องไปต่ออายุนั้นก่อนถึงจะได้รับสิทธิเนื่องจากอายุของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีอายุ 2 ปี หากหมดอายุจะต่ออายุให้อีกทุก 2 ปี ซึ่งจะมีการสำรวจ ส่วนใครที่มีบัตรอยู่แล้วในปัจจุบันแต่ระบบแจ้งว่าหมดอายุก็ไปติดต่อที่ว่าการอำเภอ ส่วนประชาชนรายใดมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในหลายปีที่ผ่านมา แล้วมาตรวจสอบสิทธิระบบขึ้นว่าหมดอายุและไม่ได้รับเงินจากรัฐ นั้นหมายความว่า ไม่ได้อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะได้รับสิทธิในรอบแรก

สำหรับการเช็กสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กรมบัญชีกลางได้กำหนดไว้ใน โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 2567 ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และคนพิการ ให้กลุ่มผู้ที่ได้รับสิทธิจำนวน 14.5 ล้านราย แบ่งเป็นดังนี้

  • ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่เกิน 12.4 ล้านราย
  • คนพิการไม่เกิน 2.15 ล้านราย
  • จำนวนเงิน 10,000 บาทต่อคน

ช่องทางเช็กสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รับแจกเงิน 10,000 บาท ผ่านช่องทางดังต่อไปนี้

  • เว็บไซต์ https://โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ2567.cgd.go.th
  • เว็บไซต์ https://govwelfare.cgd.go.th
  • เว็บไซต์ https://govwelfare.dep.go.th/check (เฉพาะคนพิการ)
  • แอปพลิเคชั่น “รัฐจ่าย” (โดยกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง)
  • ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผ่านระบบตอบรับอัตโนมัติ โทร. 0-2109-2345 กด 1 กด 5 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการและวันนักขัตฤกษ์ 24 ชั่วโมง

ทั้งนี้ หลังจากตรวจสอบสิทธิแล้ว หลังจากนั้นระบบจะขึ้น “ผลการตรวจสอบ” หากได้รับสิทธิจะขึ้นข้อความ วันที่โอนเงิน อาทิ โอนเงินวันที่ 25 กันยายน 2567, โอนเงินวันที่ 26 กันยายน 2567, โอนเงินวันที่ 27 กันยายน 2567, โอนเงินวันที่ 30 กันยายน 2567 แต่ถ้าไม่ได้รับสิทธิจะขึ้นข้อความ “ไม่พบข้อมูล”

ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลางจะเริ่มทยอยจ่ายเงินให้แก่กลุ่มเป้าหมายตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2567 เป็นต้นไป โดยขณะนี้กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางได้เตรียมความพร้อมที่จะจ่ายเงิน ดังนี้

  • วันที่ 25 กันยายน 2567 : คนพิการ และผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีเลขประจำตัวประชาชนหลักสุดท้ายเป็นเลข 0
  • วันที่ 26 กันยายน 2567 ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีเลขประจำตัวประชาชนหลักสุดท้ายเป็นเลข 1-3
  • วันที่ 27 กันยายน 2567 ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีเลขประจำตัวประชาชนหลักสุดท้ายเป็นเลข 4-7
  • วันที่ 30 กันยายน 2567 ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีเลขประจำตัวประชาชนหลักสุดท้ายเป็นเลข 8-9

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงเพิ่มเติมว่า กรณีคนที่ยังไม่ได้เปิดบัญชีพร้อมเพย์ ก็สามารถไปดำเนินการได้ หากในวันที่มีการโอนแล้วยังตกหล่น หรือไม่ผ่านก็จะมีการโอนซ้ำอีก 3 ครั้ง ครั้งแรกในวันที่ 22 ตุลาคม ครั้งที่ 2 วันที่ 22 พฤศจิกายน และครั้งที่ 3 ในวันที่ 22 ธันวาคม หากประชาชนอยู่ในกลุ่มที่จะได้รับแต่ไม่ได้รับเงินในช่วงดังกล่าว ก็จะมีการทดลองโอนอีก 3 ครั้ง ระหว่างนั้นประชาชนสามารถไปแก้ไขการผูกบัญชีให้เรียบร้อยครบถ้วน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แพทองธาร คิกออฟแจก 10,000 มั่นใจสร้างพายุหมุนเศรษฐกิจลูกใหญ่

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...