รอยสัก ≠ อคติ การตีตรา และการลดทอนคุณค่าของมนุษย์
“
รอยสัก ความสวยงามท่ามกลางความอคติและการตีตรา
.
แม้จะผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน แต่เหนืออื่นใดการสักจะไม่หายไปจากโลกนี้ ทว่ามันจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ตามยุคสมัย กลายเป็นลวดลายรอยสักอันทรงคุณค่าที่คอยสะท้อนถึงเรื่องราวในอดีตของแต่ละคน
”
หลายทศวรรษที่ผ่านมา การสร้างสรรค์ศิลปะลงบนร่างกายที่เรียกว่า “การสัก” มักจะถูกวิพากษ์วิจารณ์และถูกมองในแง่ลบ มีจำนวนไม่น้อยในหลายประเทศที่มองว่า รอยสักเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงทาส นักโทษ อันธพาล หรือแม้กระทั่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความสกปรกและความป่าเถื่อน แต่เมื่อกาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนแปรไป พร้อม ๆ กับการที่คนทั่วโลกเริ่มเรียนรู้ เข้าใจ และยอมรับมากขึ้น ว่าการสักหรือรอยสักเป็นเพียง “ศิลปะ” แขนงหนึ่งที่เข้ามาแต่งเติมสีสันบนร่างกายมนุษย์เพื่อบ่งบอกความชอบ รสนิยม และตัวตนของแต่ละบุคคลผ่านลวดลายหรือตัวอักษร เพราะเหตุนี้ผู้คนมากมายทั่วโลกจึงหันมาไขว้คว้าเสาะหารอยสักที่ต้องการเพื่อวาดลงบนผิวหนังของตัวเองกันถ้วนหน้า
ปัจจุบันอาจเรียกได้ว่า “รอยสัก” ได้กลายเป็นกระแสความนิยมในระดับสากลที่ไม่มีวันล้าสมัยก็ว่าได้ โดยมีตัวตนของบุคคลที่เป็นดั่งผู้นำทางให้ร่างกายของมนุษย์ได้มีศิลปะแห่งรอยสักปรากฏอยู่ ทว่าก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ยังมีสิ่งหนึ่งที่คนมีรอยสักต้องเผชิญอยู่ นั่นคืออคติ การตีตรา และการถูกลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ จากเสียงของคนรอบข้างบางคน
เรื่องราวต่อไปนี้…อาจเป็นอีกมุมมองหนึ่งที่จะทำให้เราได้เข้าใจและยอมรับศาสตร์และศิลป์ของการสัก ที่ทำให้เกิดร่องรอยอันงดงามและทรงคุณค่าบนร่างกายมนุษย์มากขึ้น
การสัก: ศาสตร์งานศิลป์ที่แพร่หลายไปทั่วโลก
การสัก เป็นศิลปะบนเรือนร่างของมนุษย์ที่มีการแต่งเติมสีและลวดลายต่าง ๆ จนเกิดเป็นร่องรอยขึ้นมา โดยปรากฏในหมู่มนุษยชาติมาเป็นเวลาช้านาน รอยสักนับถือเป็นรูปแบบศิลปะที่เก่าแก่ที่สุดรูปแบบหนึ่ง ซึ่งตามบันทึกทางประวัติศาสตร์และแหล่งโบราณคดี มีการค้นพบหลักฐานรอยสักที่เก่าแก่ที่สุดจาก Otzi the Iceman หรือร่างมัมมี่ที่มีอายุราว 5,300 ปี ซึ่งการค้นพบทางโบราณคดีที่น่าทึ่งนี้ ยังเผยให้เห็นว่าการสักเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมมนุษย์มานานนับหลายพันปี
จากการพบหลักฐานรอยสักที่เก่าแก่ที่สุดของ Otzi the Iceman ร่างมัมมี่บนเทือกเขา Otztal Alps ในปี 1991 นั้น พบว่ามีร่องรอยการสักมากกว่า 61 ตำแหน่งทั่วร่างกาย โดยบางจุดเป็นจุดที่ใกล้เคียงกับจุดฝังเข็มรักษาโรค จึงสันนิษฐานว่า ลายสักบางตำแหน่งที่ไม่สามารถทำได้ด้วยตนเองน่าจะมีผู้ทำการสักให้ ซึ่งการค้นพบร่างมัมมี่ Otzi ทำให้วงการสักต้องทบทวนประวัติศาสตร์กันใหม่อีกครั้ง และมีการคาดการณ์ว่า การสักนั้นอาจเกิดขึ้นก่อนหน้านี้เป็นเวลานานราว 2,000-3,000 ปีหรือมากกว่านั้น แม้จะยังไม่การบันทึกไว้อย่างชัดเจนก็ตาม แต่การสักก็เป็นเสมือนเครื่องเตือนใจอันทรงพลังที่แสดงออกถึงความปรารถนาของมนุษย์ ไม่ว่าด้วยจุดประสงค์ใดก็ตามของแต่ละบุคคล และยังคงเป็นกระแสนิยมที่รุ่งเรืองเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
ร่องรอยแห่งการตีตรา Vs การแสดงออกถึงตัวตน
เริ่มแรกเดิมทีรอยสักในสมัยก่อนไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงาม แต่ “รอยสัก” เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกทั้งบทบาทหรือสถานะในสังคม เป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อทางศาสนา เป็นเครื่องรางที่ช่วยปกป้องความเจ็บป่วยหรือโชคร้าย หรือเป็นแม้แต่รูปแบบของการลงโทษหรือแสดงถึงสถานะการเป็นทาส แต่เมื่อกาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไป การมีรอยสักในปัจจุบันจึงหมายถึงการแสดงออกทางเสรีภาพและความชื่นชอบของแต่ละบุคคล ขณะที่กลับมีแนวคิดรูปแบบหนึ่งที่ยังไม่เปลี่ยนไปเสียทั้งหมดนั่นก็คือ อคติ การตีตรา และการลดคุณค่าของคนด้วยรอยสัก ที่อาจมีคนมองว่า คนมีรอยสักคือนักโทษที่กระทำความผิด อาชญากร ทาส อันธพาล หรือคนไม่ดี หรือยิ่งแล้วใหญ่ หากรอยสักนั้นไปปรากฏอยู่บนร่างกายของผู้หญิง ที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยยังคงตีตราผู้หญิงที่มีรอยสักว่า เป็นหญิงก๋ากั่นที่กล้าเกินพอดี ซึ่งล้วนแต่เป็นมุมมองเชิงทางลบโดยทั้งสิ้น ทำให้ผู้ที่มีรอยสักต้องคอยอำพรางรอยสักเหล่านั้นไว้ในร่มผ้า
แต่ในปัจจุบัน ผู้หญิงเริ่มหันมานิยมการสักตามเทรนด์แฟชั่นกันมากขึ้น บวกกับกระแสเฟมินิสต์ในสังคมที่ทำให้ผู้หญิงมีอิสระในชีวิตของตัวเองมากขึ้น ทำให้รอยสักเปรียบเหมือนเครื่องประดับหรือเครื่องสำอางแบบถาวรที่ช่วยเสริมคุณค่าและความสวยงามให้กับผู้หญิงมากขึ้น
ไม่เพียงเท่านี้ การสักยังได้กลายมาเป็นอีกค่านิยมหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากขึ้นกับคนทุกกลุ่มในหลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ แต่ขณะเดียวกัน การสักก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมทั้งหมด ในบางประเทศถึงกับออกกฎหมายหรือข้อห้ามการประพฤติปฏิบัติเกี่ยวกับการสักแบบเป็นจริงเป็นจังเลยทีเดียว เพราะสาเหตุของการแบนรอยสักในแต่ละประเทศนั้น อาจเกี่ยวข้องไปถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ในอดีตที่รอยสักเคยใช้แสดงออกถึงภาพลักษณ์เชิงลบมาโดยตลอดนั่นเอง
อย่างประเทศญี่ปุ่น แม้หลายคนจะทราบกันดีว่ารอยสักนั้นเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น แต่กลับกลายเป็นวัฒนธรรมด้านลบที่ไม่ได้รับการยอมรับจากบุคคลทั่วไป เพราะรอยสักนั้นอาจบ่งบอกได้ว่าเป็นคนทำงานกลางคืน ยากูซ่า หรือแม้แต่นักโทษ ทำให้มุมมองของการมีรอยสักในประเทศญี่ปุ่นเป็นตัวแทนของสิ่งไม่ดี เป็นเหตุให้สถานที่หลายแห่งมีการสั่งห้ามผู้ที่มีรอยสักเข้าใช้บริการมาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าการมีรอยสักจะไม่ได้ผิดกฎหมายก็ตาม แต่รอยสักทำให้มีข้อจำกัดและเงื่อนไขในการดำเนินชีวิตในประเทศญี่ปุ่นมากกว่าบุคคลที่ไม่มีรอยสัก ถึงจะถูกมองว่าเป็นเรื่องของแฟชั่นมากขึ้น แต่ก็ยังมีคนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยที่ยังตะขิดตะขวงใจเรื่องรอยสักอยู่เช่นเดิม
หรือในประเทศเกาหลีใต้ แม้จะเป็นหนึ่งในประเทศที่คนบินไปเพื่อสักมากที่สุดที่หนึ่งของโลก และอุดมไปด้วยช่างสักที่มีชื่อเสียงแถมฝีมือฉกาจมากมาย ทั้งยังมีศิลปินนักร้องที่มีชื่อเสียงหลายคนมีรอยสัก แต่ก็ใช่ว่าจะมีการยอมรับการสักเสมอไป เพราะสำหรับคนเกาหลีใต้ส่วนใหญ่แล้ว คนที่มีรอยสักเท่ากับการเป็นพวกแกงค์อันธพาลป่าเถื่อน และอาจถูกมองเป็นกลุ่มคนทำงานกลางคืนและบรรดาเพศทางเลือกที่ไม่ได้การยอมรับ นำมาซึ่งการถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียมเช่นเดียวกับคนทั่วไป
ในทางกลับกัน บางประเทศก็มีวัฒนธรรมการสักที่พึงปฏิบัติซึ่งถูกส่งต่อกันมาอย่างยาวนานจากรุ่นสู่รุ่น อย่างประเทศซามัว การสักนับเป็นการปฏิบัติทางวัฒนธรรมที่สืบทอดต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน โดยมีคำกล่าวถึงความสำคัญของรอยสักว่า "เป็นผู้หญิงต้องกำเนิดบุตร เป็นผู้ชายต้องมีรอยสัก" การมีรอยสักจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความอดทน สำหรับชาวซามัว การมีรอยสักเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นชายหนุ่มอย่างสมบูรณ์หรือการเติบโตเป็นหญิงสาวเต็มตัว ผู้ที่อดทนต่อการสักไม่ได้ ถือว่าเป็นเรื่องน่าอับอายในประเทศซามัว
ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า รอยสักของแต่ละประเทศก็มีการสื่อความหมาย รูปแบบวิธีการสัก รวมถึงกฎเกณฑ์การสักที่แตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับขนมธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม และความเชื่อของแต่ละประเทศนั้น ๆ นั่นเอง
กาลเวลาหมุนเวียนสู่ฤดูกาลใหม่ของ “รอยสัก”
เรื่องราวประวัติศาสตร์ศิลปะการสักที่ผ่านมานับหลายพันปีได้พิสูจน์แล้วว่า รอยสักไม่ใช่เรื่องใหม่ในสากลอีกต่อไป ครั้นมาถึงปัจจุบัน จุดประสงค์ของการสักก็ได้เปลี่ยนแปลงไปจากหลังมือเป็นหน้ามือ จากสัญลักษณ์เพื่อแสดงสถานะทางสังคมในด้านลบอย่างการเป็นทาส อันธพาล หรืออาชญากร สู่สัญลักษณ์แห่งแฟชั่นและความงาม ที่ผู้คนในทุกเจเนอเรชันเริ่มหันมาทำความเข้าใจและเปิดรับมากขึ้น
เพราะเหตุนี้ ในปัจจุบันการสักจึงได้รับการยอมรับในวงกว้างในแง่ศิลปะแขนงหนึ่ง จากรูปแบบศิลปะที่เคยถูกตีตราได้ก้าวข้ามการเคลื่อนไหวและการต่อต้าน กลายเป็นปรากฏการณ์กระแสหลักในวงการแฟชั่น ผู้คนเริ่มเสาะหารอยสักมาวาดลวดลายลงบนร่างกายมากขึ้น เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว รอยสักถือเป็นทั้งสุนทรียภาพทางความคิดสร้างสรรค์และเป็นสื่อทางศิลปะที่งดงาม เป็นเครื่องเตือนความทรงจำ เป็นการแสดงตัวตนเพื่อปลดแอกตัวเองจากสังคม และทวงคืนสิทธิ์ในร่างกายไปพร้อม ๆ กับการท้าทายบรรทัดฐานทางสังคม และการเฉลิมฉลองให้ความหลากหลาย ที่สำคัญ “รอยสัก” ไม่ได้เป็นเครื่องตัดสินคุณค่าของคนเหมือนดั่งเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมาอีกแล้ว
ไม่เพียงแค่การสักหรือรอยสักเท่านั้นที่ได้รับการยอมรับ แต่ “อาชีพช่างสัก” เองก็ได้กลายเป็นอาชีพที่น่ายกย่องและมีศักดิ์ศรีทัดเทียมเทียบเท่ากับจิตรกรหรือศิลปิน เพียงแต่เปลี่ยนการวาดลงบนผืนผ้าใบมาเป็นการวาดลวดลายหมึกสีลงบนเรือนร่างของผู้คน และเปลี่ยนจากพู่กันมาใช้เครื่องสักแทน ขณะที่อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือในการสักก็ได้รับการพัฒนาให้มีความทันสมัย มีคุณภาพ และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยังได้เข้ามามีอิทธิพลเปิดพื้นที่ให้ช่างสักทั้งหลายได้แสดงผลงานและต่อยอดความสามารถให้ผู้อื่นได้เห็นเป็นประจักษ์ จนเกิดการเรียนรู้ เข้าใจ และเปิดใจรับศาสตร์และศิลป์แห่งการสักมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้การสักไม่ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์เชิงลบเหมือนในอดีต แต่กลับกลายเป็นรูปแบบการแสดงออก การรำลึกถึง และจิตวิญญาณที่ใช้บ่งบอกความชอบและตัวตนของแต่ละบุคคลในที่สุด
เมื่อสังคมยอมรับว่ารอยสักเป็นศิลปะแขนงหนึ่ง ในอนาคตอัน อุตสาหกรรมการสักที่เป็นศิลปะเหนือกาลเวลาก็พร้อมที่จะพร้อมเติบโตและมีวิวัฒนาการต่อไปกว่าที่เคยเป็น เพราะรอยสักจะไม่เพียงทำหน้าที่เป็นเสมือน “ภาษาภาพ” ที่ก้าวข้ามอุปสรรคทางการสื่อสาร แต่ยังช่วยให้ผู้คนสามารถแสดงเรื่องราว ความเชื่อ และความหลงใหลส่วนตัวผ่านสัญลักษณ์ภาพอันทรงพลังนี้ได้อีกด้วย
ที่มา : บทความ “The History of Tattoo (tatau)” โดย PAUL PARK จาก xtremeinks.com
บทความ “THE FASCINATING HISTORY OF TATTOOS: A COMPLETE TIMELINE” โดย Painful Pleasures จาก painfulpleasures.com
บทความ “The History and Origin of Tattoos” โดย Dan Hunter จาก authoritytattoo.com
บทความ “The History of the Tattoo” โดย Cindy Yoon จาก asiasociety.org
บทความ “The complete History of Tattoos - The Evolutionary Timeline” โดย Guest Post จาก tattooswizard.com
บทความ “K-TATTOO วัฒนธรรมการสักในฝันของคนหนุ่มสาวที่มาพร้อมกับฝันร้ายของ Tattoo Artist ในเกาหลีใต้” โดย GEESUCH จาก unlockmen.com
บทความ “"ชั้นต่ำ ผู้หญิงมีรอยสัก” ประวัติศาสตร์การเหยียดในสังคมชายเป็นใหญ่” โดย voicetv จาก voicetv.co.th
บทความ “‘การสัก’ ถึงแม้จะฮิต แต่ยังไม่ค่อยได้รับการยอมรับใน 7 ประเทศนี้!” โดย พี่วุฒิ จาก dek-d.com
บทความ “รอยสัก” โดย นพ.สมศักดิ์ ตันรัตนากร จาก rama.mahidol.ac.th
เรื่อง : ณัฐธิดา คำทำนอง