โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อยากเติบโตต้องทำงานเกินหน้าที่? เมื่อ ‘ทำงานหนัก’ อาจไม่ใช่หนทางสู่ความสำเร็จ

TODAY

อัพเดต 06 ก.ย 2566 เวลา 14.14 น. • เผยแพร่ 06 ก.ย 2566 เวลา 07.14 น. • workpointTODAY

“เมื่อทำงานหนักและนานขึ้น เราจะไม่สามารถทำงานอย่างชาญฉลาดได้”

นี่คือคำกล่าวของ ‘Arianna Huffington’ ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว ‘Huffington Post’ ที่แม้ก่อนหน้านี้เธอจะต้องใช้ความพยายามครั้งแล้วครั้งเล่า กว่าจะกลายเป็นนักเขียนและนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้ แต่เธอกลับไม่เชื่อว่า “การทำงานหนักจะทำให้ก้าวหน้าเร็วกว่าคนอื่นๆ”

ในช่วงที่ผ่านมาวัฒนธรรม ‘การทำงานหนัก’ หรือ ‘Overworking’ ได้รับความนิยม โดยมี ‘โซเชียลมีเดีย’ เป็นตัวเร่งปฏิกริยาผ่าน ‘การยกย่อง’ ผู้คนที่ทำงานหนัก แล้วประสบความสำเร็จ

การยกย่องคนทำงานหนักแล้วประสบความสำเร็จกลายเป็น ‘มาตรวัด’

จนหลายคนอดไม่ได้ที่จะนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ

เมื่อคนทำงานรุ่นราวคราวเดียวกันนำไปไกลแล้ว นั่นหมายความว่า “เรากำลังขี้เกียจและทำงานน้อยกว่าพวกเขาหรือไม่” หรือ “หากต้องการเติบโตต้องทำมากกว่าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายหรือเปล่า?”

หากคุณเป็นอีกคนที่กำลังคิดแบบนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีพหลายคนอาจมองต่างออกไปพวกเขาบอกว่า ‘ขั้วตรงข้าม’ กับความสำเร็จไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นการ ‘ทำงานหนัก’ ต่างหาก

[ ความสำเร็จมาจากความสมดุล ไม่ใช่ความเหนื่อยหน่าย ]

หลังการแพร่ระบาดโควิด-19 ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกการทำงานอย่าง The Great Resignation, Quiet Quitting, Quiet Hiring ฯลฯ ล้วนเป็นภาพสะท้อนผลกระทบจากค่านิยมการทำงานหนักที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงหลัง

รายงานจาก ‘Fast Company’ ระบุว่า หลังจากปี 2022 เป็นต้นมา การทำงานหนักอย่างไม่หยุดหย่อนมีแนวโน้ม ‘ถูกต่อต้าน’ จากกลุ่มคนทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ

แม้สภาพสังคมการทำงานจะบีบให้การทำงานหนักกลายเป็นฟันเฟืองของความสำเร็จ ‘Work-life Integration’ และ ‘Work-life Harmony’ ถูกพูดถึงในสังคมมากขึ้น

แต่ถึงอย่างนั้นก็พบว่า การผสานชีวิตและงานเข้าด้วยกันไม่ใช่เส้นทางสู่ความสำเร็จ รังแต่จะทำให้ ‘สมดุลชีวิต’ น้อยลงทุกวัน

‘Rita Kamel’ นักยุทธศาสตร์ด้านอาชีพ อธิบายว่า สิ่งที่ทำให้การทำงานหนักเกินไปกลายเป็นปรากฏการณ์แห่งยุค เพราะค่านิยมดังกล่าวถูกให้คุณค่าว่า ‘เป็นหนทางเดียว’ ที่จะทำให้คนทำงานได้รับการยอมรับ ได้รับการยกย่องจากคนรอบข้าง จนการทำงานหนักเกินไปถูกทำให้เป็นมาตรฐานการทำงานปกติ

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว “ความสำเร็จต้องมีรากฐานจากความสมดุล”

ทุกคนควรตระหนักว่า หน้าที่การงานไม่ใช่อัตลักษณ์เพียงหนึ่งเดียวของพวกเขา “ความยั่งยืนที่แท้จริงคือการหาสมดุลระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว” ทำให้ชีวิตของคุณมีความสุข อย่าให้เส้นแบ่งตรงนั้นพร่าเลือนจนต้องเผชิญกับความเหนื่อยไม่รู้จบ

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังมองว่า การทำงานหนักเกินไปเป็น ‘อุปสรรคโดยตรง’ ต่อการใช้ศักยภาพและความสามารถในการทำงานอย่างเต็มที่

การทำงานหนักเกินไปจะนำไปสู่ความล้มเหลวและความรู้สึกแปลกแยกจากตนเองในที่สุด

‘James Surowiecki’ ผู้เขียนบทความจาก ‘The New Yorker’ บอกว่า การให้คุณค่ากับคนทำงานด้วยระดับ ‘High performance’ ถูกทำให้กลายเป็นค่านิยมที่คนทำงาน ‘ต้องมี’ และ ‘ต้องเป็น’ ตลอด 24 ชั่วโมงมานานแล้ว

‘การทำงานหนัก’ กลายเป็น ‘สัญลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรือง’

แม้ว่าในมุมหนึ่งจะมีคนทำงานบางส่วนยินยอมพร้อมใจทุ่มสุดตัวให้กับการทำงาน แต่หากพิจารณาดูดีๆ จะพบว่า ความทุ่มเทที่เกิดขึ้นมีรากฐานมาจากวัฒนธรรมการทำงานบางอย่างที่สวมครอบวิธีคิดอีกชั้นหนึ่ง

คือ “หากไม่ทำงานอย่างหนักคุณก็จะไม่โดดเด่น ไม่ได้เลื่อนขั้น ไม่ได้ปรับตำแหน่งเร็วกว่าคนอื่นๆ”

แม้นัยหนึ่งจะเป็นความทะเยอทะยานส่วนบุคคล แต่เมื่อองค์กรมี ‘รีแอคชัน’ กับความบ้างานส่วนบุคคลด้วยการให้รางวัลตอบแทนแบบ ‘พิเศษใส่ไข่’

นั่นก็หมายความว่า องค์กรเองก็มีส่วนสนับสนุน-ส่งเสริมให้เกิดคุณค่าในลักษณะนี้ด้วยเช่นกัน กลายเป็น ‘Role model’ ที่คนทำงานเข้าใจร่วมกันว่า ต้องทำงานหนักจึงจะได้มาซึ่งความสำเร็จเช่นนี้

[ ล้มเหลวอะไร ไม่เลวร้ายเท่าล้มเหลวทางร่างกาย-จิตใจ ]

หากทุกความสำเร็จถูกกลั่นกรองออกมาจากร่างและจิตใจที่เต็มไปด้วยความเครียดสะสมต่อเนื่อง นั่นแปลว่า คุณกำลังแบกรับความเสี่ยงกับสิ่งที่ไม่สามารถแก้ไขได้

ไม่ว่าจะเป็นความผิดปกติของการนอนหลับ อาการซึมเศร้า หรือเลวร้ายที่สุดคืออาการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอวัยวะภายในร่างกายอย่างหัวใจและสมอง

มีผลการศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่า ความเหนื่อยต่อเนื่องสะสมอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพหลายประการ อาทิ อาการซึมเศร้า ความเหงา โรคพิษสุราเรื้อรัง ความจำบกพร่อง หรือโรคหัวใจ

พูดกันตามตรงแล้วอาการที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบทั้งสองทาง คือ ต่อตัวคนทำงาน และสำหรับองค์กรที่ต้องสูญเสียคนทำงานไปกะทันหัน

สำหรับบางองค์กรที่ชูวัฒนธรรม ‘Work-life Harmony’ อย่าง ‘Amazon’ ที่เชื่อว่า ต้องผสานงานกับชีวิตเข้าด้วยกัน การมองงานและชีวิตส่วนตัวแยกขาดจากกันต่างหากที่ทำให้ชีวิตไร้สมดุล และจะยิ่งก่อให้เกิดความเครียดสะสมมากกว่าเดิม

สำนักข่าว ‘The New York Times’ เคยสำรวจความคิดเห็นพนักงานในองค์กรดังกล่าวและพบว่า คนทำงานส่วนใหญ่รู้สึกเอ็นจอยและดื่มด่ำไปกับความตื่นเต้นท้าทายกับงานที่ได้รับมอบหมาย พวกเขาเต็มใจที่จะทำงานหนักหากเป็นงานที่ตนเองชอบ แต่นั่นต้องเกิดจากความสมัครใจไม่ใช่ ‘การบังคับ’

และหากพนักงานเริ่มโหมงานอย่างหนักแม้จะเป็นสิ่งที่พวกเขาเต็มใจและชื่นชอบก็ไม่ได้หมายความว่า เป็นเรื่องดีควรค่าแก่การสนับสนุน ‘ความพอดี’ และ ‘จุดกึ่งกลาง’ ยังเป็นสิ่งสำคัญ

ทุกความสำเร็จที่เกิดขึ้นจะไม่มีความหมายเลยหากท้ายที่สุดผลลัพธ์ คือ ‘ความเป็นอยู่’ โดยรวมของคนทำงานคุณภาพลดลงเหลือ แต่เม็ดเงินผลกำไรของบริษัทเพิ่มขึ้น

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังตกอยู่ในสภาวะทำงานอย่างหนัก เพราะถูกค่านิยมและวัฒนธรรมการทำงานบีบบังคับ อาจถึงเวลาแล้วที่ต้องลองเปลี่ยนวงจรชีวิต และทำให้ตนเองมีสมดุลในการใช้ชีวิตอีกครั้ง

ที่มา

  • fastcompany
  • peoplematters
  • bbc
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...