ผู้เลี้ยงปลากะพงตรัง ห่วง รัฐบาลเจรจามาเลย์ ปล่อยนำเข้าปลากะพงเสรี แลกแก้ราคากุ้งต่ำ
ผู้เลี้ยงปลากะพงตรัง ห่วง ‘อนุทิน’ เจรจามาเลย์ ปล่อยนำเข้าปลากะพงเสรี แลกแก้ราคากุ้งต่ำ ชี้หายนะแน่ เข้าตีตลาดปลาไทยซ้ำรอบปีก่อน เหตุต้นทุนถูกกว่าไทย หวั่นสารพิษปนเปื้อน วอนรบ.ช่วยประกันราคา ก่อนเกษตรกรเจ๊งระนาวไปมากกว่านี้
เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดตรัง ว่า ได้รับร้องเรียนจากผู้เลี้ยงปลากะพงในพื้นที่จังหวัดตรัง ถึงผลกระทบจากปลากะพงมาเลเซียที่เข้ามาตีตลาด อีกทั้งยังมีความกังวลในผลการเจรจาระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลมาเลเซีย ซึ่งห่วงผลเจรจาอาจปล่อยให้มีการนำเข้าปลากะพงจากมาเลเซียเพื่อแลกกับการซื้อกุ้งจากไทย หลังปลากะพงจากมาเลเซียเข้ามาตีตลาดเมื่อปีที่แล้ว ทำเกษตรกรขาดทุนจนต้องเลิกเลี้ยงแล้วจำนวนมาก และยังไม่ฟื้นตัว เหลือเพียงส่วนน้อยที่ยังเลี้ยง หากปล่อยปลากะพงเข้ามาตีตลาดอีก เชื่อว่าจะไม่เหลือเกษตรกรเลี้ยงอีกต่อไป ที่สำคัญคือมีกระแสหนาหูมากทำนองว่าปลากะพงจากมาเลเซียเคยได้รับการตรวจยืนยันจากทางการไทยว่ามีสารพิษปนเปื้อน จากการใช้ยาและเคมีในการเลี้ยง ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ต่างจากปลากะพงไทยที่เลี้ยงแบบธรรมชาติ ไร้สารเคมี จึงมีต้นทุนที่สูงกว่า
ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่พบกับเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงในกระชัง ในบริเวณอ่าวคลองปะเหลียน บ้านท่าเรือ หมู่ 1ต.วังวน อ.กันตัง จ.ตรัง โดยเกษตรกรนำผู้สื่อข่าวดูปัญหาปลากะพงลอยตายเกลื่อนในกระชัง หลังประสบปัญหาน็อdน้ำอันเนื่องมาจากฝนตกหนักบริเวณด้านบนไหลลงผ่านกระชังลงด้านล่างก่อนจะออกสู่ทะเล ทำปลากะพงของชาวบ้านน็อกน้ำตายเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นปัญหาที่เกษตรกรต้องประสบทุกปีในช่วงฝนตกหนัก โดยในปีนี้เกษตรกรเริ่มประสบมาต่อเนื่องมานานระมาณ 1 เดือนแล้ว โดยยังตายต่อเนื่องทุกวันขนาดน้ำหนักตั้งแต่ 1-2 กิโลกรัม บางรายเลี้ยงประมาณ 3,000-4,000 ตัว ตายไปแล้วประมาณ 1,000 ตัว บางรายเลี้ยงประมาณ 1,000 ตัว ตายไปแล้วเหลือประมาณ 400 ตัว ส่วนที่กำลังใกล้จะตายอีกจำนวนมาก ทำเกษตรกรแต่ละรายสูญเงินไปจำนวนมาก และอยากให้มีหน่วยงานเข้ามาตรวจสอบหาสาเหตุ ขณะเดียวกันทั้งหมดยังห่วงกรณีรัฐบาลนำโดยนายอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่สาการกระทรวงมหาดไทย เดินทางไปเจรจากับมาเลเซีย โดยรวมปัญหาให้นำเข้าปลากะพงแลกส่งออกกุ้งไทยไปมาเลเซียรวมอยู่ด้วย
นายสมบัติ จันทร์บำรุง และนายทวี เกียรติเดช ตัวแทนเกษตรกร กล่าวว่า ปกติในพื้นที่บ้านท่าเรือ มีผู้เลี้ยงปลากะพง รวมจำนวน 38 ราย แต่ปลากะพงมาเลเซียเข้ามาตีตลาดเมื่อปีที่แล้ว ทำให้เกษตรกรขาดทุนเลิกเลี้ยงไปเกือบทั้งหมด คงเหลือเลี้ยงอยู่ประมาณ 7 รายเท่านั้น มาในตอนนี้หากรัฐบาลจะปล่อยให้มีการนำเข้าปลากะพงแบบเสรี เชื่อว่าจะทำให้พวกตนเดือดร้อนแน่นอน เพราะปลามาเลเซียต้นทุนต่ำกว่าของพวกตน เพราะรัฐบาลเขาช่วยเหลือเกษตรกร แต่เกษตรกรไทยต้องใช้ทุนส่วนตัวในการเลี้ยง โดยในปีนี้ต้นทุนเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าตัว เช่น อาหารปลาซึ่งต้องใช้ปลาสด จากเดิม กก.ละ 8-15 บาท แต่ตอนนี้ปรับราคาขึ้นเป็นกก.ละ 22-25 บาท ดังนั้นหากปล่อยให้นำปลากะพงมาเลเซียเข้ามาจะซ้ำรอยเดิมเหมือนปีที่แล้ว พวกตนคงต้องหยุดเลี้ยง
นายสมบัติกล่าวอีกว่า ปีที่แล้วปลากะพงมาเลเซียเข้ามาตีตลาด เช่น ปลาจาน เป็นปลาขนาด 7-8 ขีด เทียบเคียงใส่จานขาย กก.ละ 100 บาท, ปลาไซส์ขนาด 2-3 กก. ราคา 110 -120 บาท ส่วนปลาไซส์ขนาด 3-6 กก.ราคาเพียงกก.ละ 140 บาท ทำให้พวกตนต้องขายตามในราคาที่ต่ำกว่าทุน เพราะหากไม่ขายตามก็ขายไม่ได้ ทำให้ขาดทุนกันจำนวนมาก จนส่วนใหญ่ต้องเลิกเลี้ยง
“หากปีนี้รัฐปล่อยให้ปลามาเลเซียเข้ามาโดยไม่ควบคุม พวกเราก็ต้องหมดอาชีพอย่างแน่นอน เป็นไปได้ไม่อยากให้มีการนำเข้า หรือหากนำเข้า ขอวอนรัฐให้ช่วยประกันราคาปลากะพงของไทย เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรด้วย เช่น ปลากะพง ไซส์ขนาด 1-2 กก. ราคากก.ละ 150 บาท , ขนาด 2-3 กก.ซึ่งต้องใช้เวลาเลี้ยงยาวนานถึงปีกว่า ขอประกันราคาที่กก.ละ 170 – 180 บาท ถ้าจะเป็นปลาขนาดตัวละ 4-5 กก.ต้องใช้เวลาเลี้ยงกว่า 2 ปี โดยปัจจุบันนี้ปลาที่เกษตรกรขายได้ เช่น ไซส์ขนาด 2-3 กก. ราคากก.ละ 170 บาท” นายสมบัติกล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ผู้เลี้ยงปลากะพงตรัง ห่วง รัฐบาลเจรจามาเลย์ ปล่อยนำเข้าปลากะพงเสรี แลกแก้ราคากุ้งต่ำ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th