โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

รู้ตัวหรือยัง? เตือน 3 กลุ่มคน ยิ่งกินเต้าหู้บ่อยๆ ยิ่ง "รื้อโรค" ที่เป็นอยู่ไม่รู้ตัว!

sanook.com

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
รู้ก่อนสาย! 3 กลุ่มเสี่ยงห้ามทาน

เมนูโปรดแฝงอันตราย? เฉลย 3 กลุ่มคนที่ไม่ควรทาน "เต้าหู้" บ่อย เสี่ยงกระตุ้นโรคให้แย่ลง

เต้าหู้ ถือเป็นเมนูโปรดของใครหลายคน เพราะเป็นแหล่งโปรตีนจากพืชชั้นดี ไขมันอิ่มตัวต่ำ แคลเซียมสูง และมีประโยชน์ต่อร่างกายหลากหลายด้าน อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าทุกคนจะสามารถทานเต้าหู้ได้บ่อยๆ เพราะสำหรับผู้ป่วยบางโรค การรับประทานเต้าหู้มากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อร่างกาย และทำให้ความเจ็บป่วยทวีความรุนแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว

และนี่คือ 3 กลุ่มเสี่ยงที่ไม่ควรทานเต้าหู้มากเกินไป ที่ต้องระวังเป็นพิเศษครับ

1. ผู้ป่วยโรคไต (หรือผู้ที่มีภาวะไตเสื่อม)

แม้เต้าหู้จะเป็นโปรตีนที่ดีต่อคนสุขภาพแข็งแรง แต่สำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่จำเป็นต้องจำกัดปริมาณโปรตีนในแต่ละวัน เต้าหู้อาจกลายเป็นภาระหนักได้ครับ

  • ไตทำงานหนักขึ้น: กระบวนการย่อยและเผาผลาญโปรตีนจากพืชในเต้าหู้ จะเกิดของเสียที่มีสารไนโตรเจน ซึ่งส่งผลให้ไตต้องทำงานหนักเพื่อขับสารเหล่านี้ออกจากร่างกาย

  • เร่งให้โรคดำเนินเร็วขึ้น: หากทานในปริมาณมากเกินไป อาจเป็นการเพิ่มภาระให้ไตและทำให้ภาวะไตเสื่อมแย่ลงได้ ผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนรับประทานเสมอครับ

2. ผู้ป่วยโรคเกาต์ (หรือผู้ที่มีกรดยูริกในเลือดสูง)

วัตถุดิบหลักของเต้าหู้คือ "ถั่วเหลือง" ซึ่งเป็นพืชที่มีสารพิวรีน (Purine) อยู่ในระดับหนึ่ง เมื่อร่างกายย่อยสารพิวรีนแล้ว จะเปลี่ยนสภาพกลายเป็น "กรดยูริก"

  • กระตุ้นอาการปวดข้อ: สำหรับผู้ที่เป็นโรคเกาต์หรือมีกรดยูริกสูงอยู่แล้ว การทานเต้าหู้มากเกินไปอาจทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการข้ออักเสบ ปวด บวมแดง อย่างเฉียบพลันได้

  • คนกลุ่มนี้จึงควรจำกัดปริมาณการทานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

3. ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์

ในเต้าหู้มีสารที่ชื่อว่า ไอโซฟลาโวน (Isoflavones) ซึ่งแม้จะมีประโยชน์ต่อร่างกายในด้านอื่น แต่สารนี้มีฤทธิ์ขัดขวางการดูดซึมไอโอดีนของร่างกาย

  • กระทบต่อการทำงานของไทรอยด์: สำหรับผู้ป่วยโรคไทรอยด์ โดยเฉพาะภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ (Hypothyroidism) หรือผู้ที่ขาดสารไอโอดีน การทานเต้าหู้มากเกินไปเป็นเวลานาน อาจทำให้ร่างกายขาดไอโอดีนมากขึ้น และส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานของต่อมไทรอยด์

  • หมายเหตุ: ไม่ถึงกับต้องงดโดยสิ้นเชิง แต่ควรทานในปริมาณที่พอดี และตรวจสอบให้แน่ใจว่าร่างกายได้รับไอโอดีนจากอาหารอื่นเพียงพอ

ทานเต้าหู้อย่างไรให้ปลอดภัยและได้ประโยชน์สูงสุด?

สำหรับคนทั่วไป เต้าหู้ยังคงเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีเยี่ยมหากทานอย่างถูกวิธี โดยมีคำแนะนำจากนักโภชนาการดังนี้ครับ:

  • เลือกทานอาหารให้หลากหลาย: ไม่ควรพึ่งพาโปรตีนจากเต้าหู้เพียงอย่างเดียว ควรทานสลับกับโปรตีนจากแหล่งอื่นด้วย

  • เน้นเต้าหู้สดและสะอาด: เลือกซื้อจากแหล่งที่ผลิตได้มาตรฐาน ถูกสุขอนามัย และไม่มีสารกันบูด

  • ทานในปริมาณที่พอเหมาะ: ไม่ควรทานมากเกินไปในหนึ่งวัน

  • ทานคู่กับผักและธัญพืช: เพื่อช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่สมดุลและครบห้าหมู่

แม้ว่าเต้าหู้จะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่อาหารทุกชนิดย่อมมีข้อจำกัดสำหรับสภาพร่างกายที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไต โรคเกาต์ และโรคไทรอยด์ ที่ต้องจำกัดปริมาณการทานเพื่อไม่ให้โรคทวีความรุนแรงขึ้น การใส่ใจในเรื่องปริมาณความพอดี เลือกแหล่งผลิตที่สะอาด ได้มาตรฐาน และทานอาหารให้หลากหลาย คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณได้รับประโยชน์จากเต้าหู้ได้อย่างปลอดภัยและห่างไกลโรคอย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...