ไฟเขียวหลักเกณฑ์ใหม่ 17 ก.ค.นี้ ประกาศผล”คนจนตัวจริง”
การประชุมคณะรัฐมนตรีที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้เห็นชอบข้อเสนอของกระทรวงการคลังในการปรับเกณฑ์การพิจารณาผู้มีสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ก่อนที่คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม จะประชุมสรุปรายชื่อผู้มีสิทธิ์ในวันที่ 16 กรกฎาคม และประกาศผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 17 กรกฎาคม ตามกำหนดเดิม
การปรับครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการแก้ไขรายละเอียดของโครงการ แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแนวคิดในการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยของรัฐบาล จากเดิมที่รอให้ประชาชนเดินมาลงทะเบียน มาเป็นการที่ภาครัฐลงพื้นที่ค้นหาผู้เดือดร้อนด้วยตัวเอง
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลได้รับเสียงสะท้อนจากประชาชน หลังประกาศหลักเกณฑ์ใหม่เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พบว่ามีบางเงื่อนไขที่อาจทำให้ผู้เดือดร้อนจริงหลุดจากระบบ จึงสั่งให้ทบทวนเกณฑ์ทั้งหมด โดยยืนยันว่า การดำเนินโครงการครั้งนี้ไม่ได้ยึดงบประมาณเป็นตัวตั้ง แต่ยึดความเดือดร้อนของประชาชนเป็นสำคัญ
โดยผลจากการทบทวน ทำให้ ครม. เห็นชอบปรับเกณฑ์สำคัญ 2 เรื่อง เรื่องแรก คือ ยกเลิกการใช้เงื่อนไขที่บุตรนำชื่อบิดามารดาไปใช้ลดหย่อนภาษี มาเป็นเหตุในการตัดสิทธิ์ เพราะเห็นว่าไม่ได้สะท้อนฐานะทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของผู้สูงอายุ
ส่วนเรื่องที่สอง คือ ไม่นำสินเชื่อภาคเกษตรที่มีลักษณะพิเศษ เช่น เงินกู้ฟื้นฟูอาชีพ หรือสินเชื่อหลังเกิดภัยพิบัติ มารวมกับหนี้สินปกติ เนื่องจากเกษตรกรจำนวนมากจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อประกอบอาชีพ หากนำยอดหนี้ดังกล่าวมาคิดรวม อาจทำให้ผู้เดือดร้อนจริงหมดสิทธิ์ได้รับความช่วยเหลือ **
แต่สิ่งที่ถือเป็น “การเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์” ของโครงการนี้ คือ การใช้ระบบเชิงรุกในการค้นหาผู้มีสิทธิ์เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ที่ผ่านมา รัฐบาลใช้วิธีเปิดรับลงทะเบียน แล้วให้ประชาชนเดินทางมาสมัครด้วยตนเอง แต่ในความเป็นจริง ยังมีกลุ่มเปราะบางจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถเข้าถึงการลงทะเบียน ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ คนชายขอบ หรือผู้ที่เข้าไม่ถึงระบบดิจิทัล
รัฐบาลจึงมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจถึงชุมชนทั่วประเทศ
ผลการสำรวจพบผู้ที่เข้าข่ายกลุ่มเปราะบางเพิ่มเติมกว่า 5 ล้านราย ทำให้จำนวนผู้เข้าสู่ระบบการพิจารณาสิทธิ์ในปีนี้ เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 18.8 ล้านคน
จากเดิมที่มีเพียงผู้ลงทะเบียนและผู้ถือบัตรเดิม กลายเป็นการรวมผู้ที่รัฐค้นพบจากการลงพื้นที่จริง ทำให้การช่วยเหลือครอบคลุมมากขึ้น
ขั้นตอนต่อจากนี้ คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม จะประชุมสรุปรายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์ในวันที่ 16 กรกฎาคม ก่อนประกาศผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 17 กรกฎาคม ตั้งแต่เวลา 06.00 น. เป็นต้นไป
ประชาชนสามารถตรวจสอบสิทธิ์ได้ผ่านเว็บไซต์โครงการ แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” และธนาคารของรัฐทั้ง 5 แห่ง ได้แก่ ออมสิน, ธ.ก.ส., ธอส., ธนาคารอิสลาม และธนาคารกรุงไทย โดยใช้บัตรประชาชนสอบถามที่สาขา
สำหรับผู้ที่ผ่านเกณฑ์เดิม จะเริ่มใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม ขณะที่ผู้ได้รับสิทธิ์รายใหม่จากการสำรวจเชิงรุก จะเริ่มใช้สิทธิ์ในวันที่ 1 ตุลาคม ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ ไม่ได้หมายความว่าจะหมดโอกาส เพราะรัฐบาลเปิดให้ยื่นทบทวนสิทธิ์ ระหว่างวันที่ 17-31 กรกฎาคม โดยจะระบุเหตุผลที่ไม่ผ่านอย่างชัดเจน พร้อมเปิดช่องทางให้ส่งเอกสารเพิ่มเติมเพื่อขอพิจารณาใหม่
แม้ว่าจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์อาจสูงกว่าที่รัฐบาลเคยประมาณการงบประมาณไว้ แต่กระทรวงการคลังยืนยันว่า จะบริหารจัดการงบประมาณให้เพียงพอ เพื่อให้ประชาชนที่ผ่านเกณฑ์ทุกคนได้รับการช่วยเหลืออย่างเท่าเทียม
อย่างไรก็ตาม การปรับเกณฑ์ครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ แต่เป็นการปรับระบบสวัสดิการให้เข้าถึงผู้เดือดร้อนตัวจริงมากขึ้น และอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการดูแลผู้มีรายได้น้อยในประเทศไทย ที่รัฐไม่ได้รอให้ประชาชนเดินเข้าหา แต่เป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาประชาชนที่กำลังต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews