โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาเธอร์ เฟรย์ – จากไวลด์การ์ดโนเนม สู่เทพนิยายบทใหม่ของวิมเบิลดัน

THE STANDARD

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
อาเธอร์ เฟรย์ – จากไวลด์การ์ดโนเนม สู่เทพนิยายบทใหม่ของวิมเบิลดัน

ก่อนที่วิมเบิลดันปีนี้จะเริ่มต้นขึ้น ชื่อของ อาเธอร์ เฟรย์ แทบไม่ได้อยู่ในสารบบของคนที่ถูกพูดถึงในฐานะตัวแปรสำคัญของฝ่ายชาย

เฟรย์ ไม่ใช่มือวาง ไม่ใช่แชมป์แกรนด์สแลม ไม่ใช่ดาวรุ่งที่ถูกโหมกระแสระดับโลก และไม่ได้มีโปรไฟล์แบบนักเทนนิสที่ใครเห็นแล้วต้องรีบวงชื่อไว้บนตารางการแข่งขัน

แต่เมื่อวิมเบิลดันเดินทางมาถึงรอบรองชนะเลิศ นักเทนนิสไวลด์การ์ดวัย 23 ปีจากสหราชอาณาจักรคนนี้กลับกลายเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่งดงามที่สุดของทัวร์นาเมนต์

เขานับเป็นความหวังสุดท้ายของเจ้าถิ่น และเป็นคำตอบว่าทำไมกีฬาเทนนิสจึงยังมีพื้นที่ให้เทพนิยายเกิดขึ้นได้เสมอ แม้ในยุคที่ทุกอย่างดูเหมือนจะถูกวัดด้วยอันดับโลก สถิติ ขนาดร่างกาย และความพร้อมทางวิทยาศาสตร์กีฬา

เฟรย์เป็นนักเทนนิสที่มีเรื่องราวต่างจากภาพจำของผู้เล่นชายยุคใหม่อย่างชัดเจน ในบรรดานักเทนนิสชาย 128 คนของเมนดรอว์ เขาสูงเพียง 5 ฟุต 9 นิ้ว หรือประมาณ 175 เซนติเมตร ซึ่งถือว่าเล็กมากสำหรับเทนนิสชายระดับสูงในปัจจุบัน

เกมของเขาจึงไม่ได้ตั้งอยู่บนพลังเสิร์ฟอันหนักหน่วงหรือแรงปะทะจากท้ายคอร์ตแบบนักหวดรูปร่างใหญ่ แต่ตั้งอยู่บนความฉลาด การอ่านเกม ความเร็วเท้า การขึ้นหน้าเน็ต การใช้มุม การเปลี่ยนจังหวะ และความสามารถในการอยู่รอดในแต้มที่ดูเหมือนจะเสียไปแล้ว

นี่คือเทนนิสของคนที่ต้องหาทางชนะด้วยสมองพอๆ กับร่างกาย และบางทีนี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาเหมาะกับวิมเบิลดันมากกว่าที่หลายคนคิด

ภูมิหลังของเขาก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เฟรย์เกิดที่เซฟวร์ ชานกรุงปารีส ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่อังกฤษตั้งแต่ยังเด็ก เคยเป็นตัวแทนฝรั่งเศสมาก่อน แล้วจึงเปลี่ยนมารับใช้สหราชอาณาจักรในภายหลัง

พ่อของเขา โลอิก เฟรย์ เป็นนักการเงินและประธานสโมสรฟุตบอลลอริยองต์ ส่วนแม่ โอลิเวีย เคยเป็นนักเทนนิสอาชีพในฝรั่งเศส และเป็นสมาชิกของออลอิงแลนด์คลับมานาน

เฟรย์จึงไม่ได้เป็นเด็กที่เพิ่งรู้จักวิมเบิลดันจากหน้าจอโทรทัศน์ แต่เติบโตมากับพื้นที่แห่งนี้ เขาเคยเล่นเทนนิสที่นี่ตั้งแต่เด็ก เคยอยู่ในคอร์ต 18 ตอนแมตช์ระดับตำนานระหว่าง จอห์น อิสเนอร์ กับ นิโกลาส์ มาห์ต ที่ลากยาวถึง 70-68 ในเซตตัดสิน

และวันนี้ เด็กคนนั้นกลับมายืนอยู่บนเซ็นเตอร์คอร์ตในฐานะนักเทนนิสที่คนทั้งประเทศลุกขึ้นปรบมือให้

สิ่งที่ทำให้เส้นทางของเฟรย์มีเสน่ห์มากขึ้น คือเขาไม่ได้เลือกเส้นทางลัดสู่เทนนิสอาชีพ เขาเรียนที่ คิงส์ คอลเลจ ในวิมเบิลดัน ก่อนเดินทางไปสหรัฐอเมริกาเพื่อเล่นเทนนิสระดับมหาวิทยาลัยกับสแตนฟอร์ด

ที่นั่นเขาได้ฝึกภายใต้บรรยากาศที่ต่างออกไป และได้เรียนรู้จากตำนานประเภทคู่ บ็อบ และ ไมค์ ไบรอัน ซึ่งมีอิทธิพลต่อเกมของเขาอย่างชัดเจน

เฟรย์กลายเป็นนักเทนนิสที่ไม่ได้เล่นเพื่อชนะด้วยอาวุธเดียว แต่มีเครื่องมือหลายอย่างในกระเป๋า เขารู้ว่าจะต้องเข้าหน้าเน็ตเมื่อไร รู้ว่าจะตัดจังหวะคู่แข่งอย่างไร และรู้ว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องเล่นเหมือนคนตัวใหญ่เพื่อชนะคนตัวใหญ่

ก่อนวิมเบิลดันครั้งนี้ เขาอยู่เพียงอันดับ 114 ของโลก เคยจบปี 2025 ในอันดับ 198 และไม่เคยผ่านรอบสองของแกรนด์สแลมมาก่อน

เขายังต้องเผชิญปัญหาบาดเจ็บ โดยเฉพาะอาการกระดูกช้ำที่แขน ซึ่งทำให้เส้นทางของเขาหยุดๆ เดินๆ หลายครั้ง แม้หลังจากชนะ ฟลาวิโอ โคบอลลี ในออสเตรเลียนโอเพนเมื่อต้นปี เขาก็ยังไม่สมบูรณ์และต้องพักเกือบสองเดือน

แต่แทนที่ช่วงเวลานั้นจะทำลายความเชื่อมั่น มันกลับค่อยๆ สร้างความอดทนในตัวเขา เฟรย์จึงไม่ได้มาถึงรอบรองชนะเลิศด้วยฟอร์มที่พุ่งขึ้นอย่างไร้ที่มา แต่เป็นผลลัพธ์ของการสะสมรายละเอียดเล็กๆ การรอเวลา และการไม่ยอมปล่อยให้เส้นทางของตัวเองถูกกำหนดโดยอาการบาดเจ็บหรืออันดับโลก

หนึ่งในภาพจำของเฟรย์ในวิมเบิลดันปีนี้คืออาการเลือดกำเดาไหลระหว่างแมตช์ ซึ่งเกิดขึ้นหลายครั้ง โดยเฉพาะเกมห้าชั่วโมงกับ ซิซู แบร์กส์ ที่เขาต้องใช้เวลานอกทางการแพทย์เพื่อดูอาการ และลงเล่นต่อพร้อมสำลีอุดจมูก

ภาพนั้นอาจดูแปลกในสายตาคนดู แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันทำให้เรื่องราวของเขามีความเป็นมนุษย์มากขึ้น เขาไม่ได้เป็นนักกีฬาที่ดูไร้รอยร้าวหรือสมบูรณ์แบบทุกมิติ แต่เป็นคนที่กำลังต่อสู้กับร่างกาย ความกดดัน และสถานการณ์ตรงหน้าแบบแต้มต่อแต้ม

เฟรย์เองยอมรับว่ามันน่ารำคาญสำหรับคู่แข่ง และบางครั้งก็เกิดขึ้นในจังหวะที่เขาไม่อยากหยุดเกม แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่เขาควบคุมไม่ได้

เหมือนหลายอย่างในกีฬา สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การไม่มีปัญหา แต่คือการเล่นต่อไปทั้งที่ปัญหายังอยู่ตรงนั้น

ชัยชนะเหนือ กริกอร์ ดิมิตรอฟ บนเซ็นเตอร์คอร์ต คือจุดที่ทำให้ชื่อของเขากระโดดออกจากหน้าข่าวเทนนิสสู่พื้นที่ของความทรงจำที่ยากจะลืม

เขาเจอกับอดีตมือ 3 โลก ต่อหน้า โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ ในรอยัลบ็อกซ์ และยังสามารถกลับมาจากสถานการณ์ที่เสียเปรียบในเซตสี่ ก่อนชนะในไทเบรกเซตตัดสิน

นี่ไม่ใช่แค่ชัยชนะทางเทคนิค แต่มันคือชัยชนะทางจิตใจ เพราะเขาไม่หลุดจากเกม ไม่ยอมแพ้ต่อโมเมนตัมของคู่แข่ง และไม่กลัวเวทีใหญ่

โค้ชของเขา เยโรน เบนาร์ด บอกว่าเฟรย์รักความกดดัน ขณะที่ เกร็ก รูเซดสกี ชื่นชมเรื่องความทรหด และความเชื่อมั่นที่ไม่ยอมปล่อยมือจากแมตช์ นั่นคือคุณสมบัติของม้ามืดที่ไม่ได้มาเพราะโชค แต่เพราะมีหัวใจที่พร้อมอยู่ในเกมให้นานกว่าคนอื่น

แล้วเทพนิยายก็เดินทางไปไกลกว่านั้น เมื่อเฟรย์เอาชนะ โคบอลลี มือวางอันดับ 9 ของรายการ 6-4, 7-6, 6-0 กลายเป็นไวลด์การ์ดชาวอังกฤษคนแรกในยุค Open Era ที่เข้าถึงรอบรองชนะเลิศวิมเบิลดัน

ชัยชนะนี้ทำให้เขาไม่ใช่แค่ “เรื่องน่ารักของสัปดาห์แรก” อีกต่อไป แต่เป็นนักเทนนิสที่พิสูจน์ว่าตัวเองสามารถเล่นงานผู้เล่นระดับท็อปได้จริง และทำได้บนคอร์ตที่กดดันที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

คามิลลา พระราชินีแห่งสหราชอาณาจักรลุกขึ้นปรบมือให้ เจ้าหญิงเคทโพสต์ชื่นชม นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ ร่วมแสดงความยินดี และแฟนเทนนิสอังกฤษได้พบฮีโร่คนใหม่ในจังหวะที่พวกเขาแทบไม่เหลือใครให้ฝากความหวัง

สิ่งที่เฟรย์ทำได้จึงมีความหมายมากกว่าการเข้ารอบรองชนะเลิศ เขาช่วยกอบกู้ทัวร์นาเมนต์ของเจ้าภาพในปีที่ แจ็ค เดรเปอร์ และ เอ็มมา ราดูคานู ถอนตัวก่อนแข่ง และนักเทนนิสอังกฤษคนอื่นๆ ตกรอบเร็วเกินคาด

เขาทำให้วิมเบิลดันปีนี้ไม่ใช่เรื่องของความผิดหวังของเจ้าถิ่น แต่กลายเป็นเรื่องของเด็กหนุ่มที่บ้านอยู่ห่างจากออลอิงแลนด์คลับเพียง 5-10 นาที ขับรถกลับไปนอนที่บ้านหลังแข่ง และตื่นขึ้นมาเล่นแมตช์สำคัญที่สุดในชีวิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า

จากอันดับ 114 ของโลก เฟรย์จะขยับเข้าสู่ท็อป 100 เป็นครั้งแรก การันตีเงินรางวัลอย่างน้อย 480,000 ปอนด์ และอาจเปลี่ยนชีวิตในทัวร์ไปตลอดกาล เพราะอันดับใหม่จะช่วยให้เขาหลีกเลี่ยงการต้องลงเล่น Challenger หรือรอบคัดเลือกบ่อยครั้ง

แต่ตัวเลขเหล่านี้อธิบายได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น สิ่งที่สำคัญกว่าคือเขาทำให้ทุกคนเห็นว่าในเทนนิสยุคที่ดูเหมือนจะถูกครอบงำโดยพลังและร่างกาย ยังมีที่ว่างให้กับความคิด ความกล้า ความละเอียด และความเชื่อ

อาเธอร์ เฟรย์ อาจยังไม่ใช่แชมป์วิมเบิลดัน และเส้นทางข้างหน้ากับ อเล็กซานเดอร์ ซเวเรฟ ย่อมยากกว่าทุกด่านที่ผ่านมา แต่ถึงตรงนี้ เขาได้กลายเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าของวิมเบิลดันปี 2026 ไปแล้ว

เขาคือเด็กชายที่เคยนั่งดูประวัติศาสตร์บนคอร์ต 18 แล้วเติบโตขึ้นมาเขียนประวัติศาสตร์ของตัวเองบนเซ็นเตอร์คอร์ต เขาคือไวลด์การ์ดที่ไม่มีใครคาดหวัง แต่ไม่เคยหยุดเชื่อในตัวเอง

และในกีฬาที่บางครั้งความฝันต้องต่อสู้กับความจริงอย่างหนักหน่วง เรื่องราวของเขาเตือนเราว่า ม้ามืดไม่ได้เกิดขึ้นจากการไม่มีใครรู้จัก แต่เกิดขึ้นจากการพร้อมจะให้โลกได้รู้จักในวันที่โอกาสมาถึง

อ้างอิง

ภาพ:Clive Brunskill / Getty Images

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...