โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

AI ใช้น้ำมากจริงหรือ? NGO ชวนมองอีกด้านของการใช้น้ำที่อาจถูกมองข้าม ในระบบอาหารโลก

Manager Online

เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

ในช่วงเวลาที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI) กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก คำถามใหม่เกี่ยวกับ “ต้นทุนด้านทรัพยากร” ของเทคโนโลยีเหล่านี้ก็เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “น้ำ” ที่จำเป็นต่อการทำงานของศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขนาดใหญ่

ทุกครั้งที่ผู้คนใช้งาน AI ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข้อมูล สรุปเนื้อหา สร้างภาพ หรือเขียนข้อความ ระบบเหล่านี้ล้วนต้องอาศัยศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง และต้องใช้ระบบระบายความร้อนจำนวนมากเพื่อรักษาเสถียรภาพในการประมวลผล

รายงานและงานวิจัยหลายฉบับระบุว่า ความต้องการใช้น้ำที่เกี่ยวข้องกับ AI อาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยมีการคาดการณ์ว่า AI ทั่วโลกอาจใช้น้ำประมาณ 4.2–6.6 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีภายในปี 2027 ท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

AI ใช้น้ำอย่างไร?

ระบบ AI เช่น ChatGPT ต้องพึ่งพาศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ระบบระบายความร้อนเพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบัน ทั่วโลกมีศูนย์ข้อมูลประมาณ 11,000 แห่งที่ให้บริการผู้ใช้งานหลายล้านคน โดยมีการใช้น้ำหลัก ๆ เพื่อการระบายความร้อนและการผลิตไฟฟ้า

ข้อมูลจาก Bryant Research ยังระบุว่า การใช้น้ำของศูนย์ข้อมูลแต่ละแห่งอาจแตกต่างกันอย่างมาก ตั้งแต่ประมาณ 68,000 ลิตรต่อวันในศูนย์ข้อมูลขนาดเล็ก ไปจนถึงกว่า 2.1 ล้านลิตรต่อวันในศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่สุด (เทียบเท่ากับปริมาณการใช้น้ำต่อวันของคนประมาณ 4,200 คน) แม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Google และ Microsoft ต่างก็ออกมารายงานว่า ปริมาณการใช้น้ำจืดในศูนย์ข้อมูลของพวกเขาเพิ่มขึ้นสูงถึง 20% และ 34% ตามลำดับในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจากการเติบโตของ AI

แอ็บบี้ คูเจอร์ (Abby Couture) จาก Bryant Research กล่าวว่า "ปริมาณน้ำที่เทคโนโลยี AI ใช้ ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ โดยเฉพาะกลุ่มนมและเนื้อวัว หากเป้าหมายของเราคือการหยุดยั้งวิกฤตน้ำโลก เราต้องหันมาจัดการกับต้นตอที่สร้างผลกระทบที่รุนแรงที่สุด ซึ่งก็คือ ‘ภาคปศุสัตว์’ ที่ครองสัดส่วนการใช้น้ำจืดของโลกไปมากกว่าหลายเท่าตัว"

ความจริงที่มองไม่เห็น การใช้น้ำของ AI vs น้ำที่ซ่อนอยู่ (Virtual Water) ในห่วงโซ่อาหาร

เมื่อสังคมเริ่มหันมาสนใจผลกระทบด้านทรัพยากรของเทคโนโลยีใหม่ หลายองค์กรด้านความยั่งยืนมองว่า บทสนทนาเรื่อง “การใช้น้ำ” ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงโลกดิจิทัลเท่านั้น แต่ควรถูกขยายไปสู่ระบบที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของผู้คนโดยตรง นั่นคือ “ระบบอาหาร”

แม้ AI จะเป็นประเด็นใหม่ที่ถูกจับตามอง แต่ในภาพรวมระดับโลก ภาคเกษตรกรรมยังคงเป็นภาคส่วนที่ใช้น้ำจืดมากที่สุด คิดเป็นประมาณ 70% ของการใช้น้ำจืดทั้งหมดของโลก และภายในภาคเกษตรกรรมเอง อุตสาหกรรมปศุสัตว์มีสัดส่วนการใช้น้ำประมาณ 30–40% ของการใช้น้ำในภาคเกษตรทั้งหมด แต่กว่า 90% ของน้ำในระบบส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการปลูกพืชอาหารสัตว์ เช่น ข้าวโพดและถั่วเหลือง

นั่นหมายความว่า เบื้องหลังอาหารจากสัตว์จำนวนมาก ไม่ได้มีเพียงน้ำที่ใช้ในฟาร์มเท่านั้น แต่ยังรวมถึง “น้ำที่มองไม่เห็น” จำนวนมหาศาล ที่ถูกใช้ตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่การเพาะปลูกอาหารสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ การแปรรูป ไปจนถึงการขนส่งก่อนอาหารจะมาถึงผู้บริโภค

หนึ่งในตัวอย่างที่ถูกพูดถึงบ่อยคือ “เนื้อวัว” ซึ่งเป็นอาหารที่มี water footprint สูง โดยการผลิตเนื้อวัว 1 กิโลกรัม อาจต้องใช้น้ำประมาณ 15,400 ลิตร ขณะที่ผลิตภัณฑ์นมจำนวนมากทั่วโลกยังคงสร้างแรงกดดันต่อทรัพยากรน้ำอย่างต่อเนื่อง การผลิตไข่ไก่ก็มี water footprint ที่ไม่ควรถูกมองข้าม โดยค่าเฉลี่ยทั่วโลกของไข่ไก่อยู่ที่ประมาณ 3,300 ลิตรต่อกิโลกรัม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เผชิญกับปัญหาภัยแล้งหรือความเสี่ยงด้านน้ำอยู่แล้ว

องค์กร NGO ระดับนานาชาติหลายองค์กร รวมถึง Sinergia Animal มองว่า ประเด็นเรื่องน้ำและทรัพยากรธรรมชาติในปัจจุบัน ควรถูกพูดถึงในมิติที่กว้างขึ้น ครอบคลุมทั้งเทคโนโลยี ระบบอาหาร และรูปแบบการบริโภคที่เชื่อมโยงกับการใช้ทรัพยากรในระยะยาวที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของผู้คนโดยตรง

ศนีกานต์ รศมนตรี ผู้อำนวยการ ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล ประเทศไทย กล่าวว่า “การเติบโตของ AI ช่วยเปิดบทสนทนาเรื่องต้นทุนทรัพยากรของเทคโทคโนโลยีให้สังคมได้รับรู้มากขึ้น แต่นั่นเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของภาพใหญ่ ระบบการผลิตอาหารในอุตสาหกรรมปศุสัตว์คือฟันเฟืองสำคัญที่เชื่อมโยงกับการใช้ทรัพยากรน้ำ ที่ดิน และพลังงานในวงกว้าง และควรถูกยกเป็นประเด็นหลักในการพูดคุยเรื่องความยั่งยืน”

สำหรับประเทศไทย ประเด็นนี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรง เนื่องจากภาคเกษตรกรรมและการผลิตอาหารยังคงมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของผู้คน ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายด้านทรัพยากรน้ำ ทั้งภัยแล้ง ความผันผวนของสภาพอากาศ และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่

หลายองค์กรจึงมองว่า การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบอาหารที่รับผิดชอบมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การลดการพึ่งพาระบบการผลิตที่ใช้ทรัพยากรสูง หรือการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนและสวัสดิภาพสัตว์อย่างโปร่งใส จะเป็นส่วนสำคัญในการลดแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว

ท้ายที่สุดแล้ว การตั้งคำถามถึงการใช้น้ำอาจไม่ได้เริ่มต้นจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อาจเริ่มต้นจากสิ่งใกล้ตัวที่สุดอย่าง “อาหารในจานของเรา”

เพราะทุกมื้ออาหารไม่ได้สะท้อนเพียงสิ่งที่เราเลือกบริโภค แต่ยังเชื่อมโยงกับน้ำ ที่ดิน พลังงาน และชีวิตสัตว์ในระบบอาหาร การตระหนักถึงที่มาของอาหารจึงอาจเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการสนับสนุนระบบอาหารที่โปร่งใส มีความรับผิดชอบ และยั่งยืนมากขึ้นในอนาคต

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...