โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศึกรอบสุดท้าย ‘ไทย-กัมพูชา’ ปิดประตูเจรจา จับสัญญาณหลังหน้าฝน

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ เลื่อนเวลาเดินทางกลับประเทศไทยเร็ว 1 วัน ภายหลังอยู่ระหว่างการประชุมคณะมนตรีขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาในระดับรัฐมนตรี กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส

โดยเดินทางถึงประเทศไทยในช่วงเช้าของวันที่ 5 มิ.ย. ได้เข้าพบ
"อนุทิน ชาญวีรกูล' นายกฯและรมว.มหาดไทย ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมี พล.อ.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม และ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. ร่วมด้วย

ภายหลัง “ฮุน มาเนต” นายกฯกัมพูชา แถลงการณ์จะใช้กลไกภายใต้กระบวนการประนอมภาคบังคับตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (United Nations Convention on the Law of the Sea - UNCLOS)

ปฏิกิริยาฝ่ายไทย ส่งสัญญาณชัด
ผ่านคำแถลงการณ์ของกระทรวงต่างประเทศ 7 ข้อ ภายหลังเชิญคณะทูตต่างประเทศประจำประเทศไทยรับฟังคำชี้แจง

1. ไทยได้แจ้งฝ่ายกัมพูชามาโดยตลอดว่า การยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิ์ในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน พ.ศ. 25444 (MOU 2544) มีความจำเป็น เพราะไม่สอดคล้องกับบริบทใหม่ และไทยมีเจตนาที่จะเริ่มต้นการหารือแบบใหม่ โดยที่ไม่ยึดกับประเด็นที่ติดขัดจากการหารือแบบเดิม ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักการของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ซึ่งในขณะนี้ ทั้งสองประเทศศต่างเป็นรัฐภาคีแล้ว

2. ไทยต้องการมุ่งหาแนวทางที่จะเดินหน้าต่อไปสู่ผลประโยชน์ร่วมกัน โดยคำนึงว่า การแก้ไขปัญหาโดยตรงระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน คือหนทางที่ดีที่สุดที่จะบรรลุข้อยุติอย่างสร้างสรรค์ และที่เป็นที่ยอมรับร่วมกัน

3. การตัดสินใจที่เร่งรีบของกัมพูชา ที่จะเริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS กลับสวนทางกับสิ่งที่กัมพูชาเรียกร้องมาโดยตลอดว่าต้องการให้มีการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคี และการหารือในกรอบต่าง ๆ รวมถึงประเด็นเขตแดนทางบก จึงควรจะคำนึงถึงผลกระทบที่อาจตามมาและทำให้สิ่งที่กัมพูชาเรียกร้องมาโดยตลอดต้องสะดุดหรือหยุดชะงักลง

4. ประเทศไทยมีความพร้อมในการดำเนินการต่าง ๆ ตาม UNCLOS โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศเป็นสำคัญ โดยรองนายกฯและรมว.ต่างประเทศมีกำหนดพบหารือกับกับที่ปรึกษากฎหมาย
ของไทย เพื่อเตรียมเสนอรายชื่อผู้ประนอม รวมถึงเตรียมการท่าทีต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝ่ายไทยได้คาดการณ์และเตรียมความพร้อมไว้ด้วยแล้ว

5..กระบวนการประนอมภาคบังคับเป็นหนึ่งในวิธีการระงับข้อพิพาทภายใด้ UNCLOS โดยผลของการประนอมจะเป็นรายงานข้อเสนอแนะ ของคณะผู้ประนอมในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้สองฝ่ายนำไปใช้ในการเจรจาหาทางออกร่วมกันต่อไป โดยรายงานข้อเสนอแนะดังกล่าวไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และทั้งสองฝ่ายยังคง ต้องหารือกันโดยตรงต่อไปในประเด็นที่ยังค้างอยู่

6.ขอให้เชื่อมั่นว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง และมั่นใจได้ว่าจะสามารถปกป้องผลประโยชน์ของประเทศได้อย่างเต็มที่

และ 7. ในส่วนข้อกล่าวหาของฝ่ายกัมพูชาเกี่ยวกับประเด็นเขตแดนทางบก ไทยขอปฏิเสธโดยสิ้นเชิง และขอยืนยืนอีกครั้งว่าสำหรับไทยปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วม (Join: Statement) ของการประชุม GBC สมัยพิเศษครั้งที่ 3 ระหว่างไทยกับกัมพูชา
นที่ 27 ธ.ค. 25668

"ในเมื่อตัดสินใจไปในเส้นทางนี้ ฝ่ายกัมพูชาก็ต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของเขาด้วย เพราะเขาจะไม่เปิดโอกาสให้มีการพูดคุยกันเลย ในเรื่องเขตแดนทางทะเล แต่อยากให้มีการฟื้นฟูความสัมพันธ์ อยากให้มีการพูดคุยเรื่องความมั่นคงชายแดน รวมไปถึงเรื่องเขตแดนทางบกอะไรต่างๆ แต่ฝ่ายกัมพูชาเริ่มอย่างนี้ก่อน ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะส่งผลกระทบกับสิ่งที่กัมพูชาพยายามเรียกร้องกับไทย

เขาปิดประตูแล้วหลายอย่างสำหรับการพูดคุยในเรื่องเขตแดนทางทะเล การไปสู่กลไกประนอมภาคบังคับ ฝ่ายไทยก็พร้อม เราไม่ได้หวั่นไหวอะไร แต่เขาก็ปิดประตูสำหรับการพูดคุยในเรื่องอื่นๆ " สีหศักดิ์ กล่าว

ขณะที่ท่าที่"ผู้นำไทย"ไร้กังวลใดๆ พร้อมให้ความมั่นใจกับประชาชนว่า เราไม่ได้ทำผิด ทำไมต้องกังวล เราจะมัวไปวิ่งตามคนนั้นคนนี้ไม่ได้เพราะเรามีอธิปไตยของเรา และมีขีดความสามารถในการปกป้องอธิปไตยและรักษาดินแดนของเราไว้

"เราไม่ต้องไปหวั่นไหว คนที่ต้องวิ่งไปโน่น ไปนี่ แสดงว่าเขากำลังหาความชอบธรรม เพราะมีความไม่ชอบธรรมอยู่ แต่เรามั่นใจในความชอบธรรมของเราก็ไม่ต้องวิ่งไปหาที่ไหน และทั้งสองประเทศต่างเป็นภาคีของ UNCLOS ก็ใช้กระบวนการนี้ต่อไป เรื่องอื่นยังไม่คุย ทั้ง JBC GBC การฟื้นความสัมพันธ์ ยังไม่ต้องคุย การเปิดด่านไม่มีวันเปิด นี่คือท่าทีของเรา" นายอนุทิน ระบุ

ทางด้านสถานการณ์ชายแดน แม้ยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าจะเปิดศึกรอบ 3 ในเร็ววันนี้ แต่ในอนาคตก็ไม่อาจการันตีได้ หลังได้เห็นการขยับเขยื้อนของทหารกัมพูชา เปรียบเหมือนการเตือนให้ไทยต้องเตรียมความพร้อมในทุกรูปแบบ

ไล่เรียงตั้งแต่ ยิงปืนบริเวณแนวชายแดนเพื่อเช็คแนวการวางกำลังของทหารไทย หาจุดโหว่หวังยืดพื้นที่คืน

ขณะที่ฝ่ายไทยต้องตอบโต้ตามกฎการใช้กำลัง ด้วยการยิงเตือนกลับไป ด้วยความระมัดระวัง ไม่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามพบแนวการลาดตระเวน หรือการวางกำลังฝ่ายไทย

ในบางพื้นที่กัมพูชาสร้างฐานทหารประชิดกับฐานทหารของไทย โดยมีรั้วลวดหนามขวางกันเท่านั้น ควบคู่กับการสร้างถนนและสร้างฐานบนถนนชิงความได้เปรียบ

รวมถึงแนวคิด “ฮุนมาเนต” ส่งนักโทษมาปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน

ส่วน “กองทัพ"ถอดบทเรียนการสู้รบปีที่ผ่านมา อุดช่องโหว่ เสริมจุดแข็ง เตรียมความพร้อมรองรับเวทีการเจรจา ควบคู่การเตรียมพร้อมด้านกำลังรบ อาวุธยุทโธปกรณ์หากสถานการณ์ไม่จบในเวทีการต่างประเทศ

รวมถึงเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันประเทศตามแผน อาทิ ถนนส่งกำลังบำรุง รั้วชายแดน อ่างเก็บน้ำห้วยตามาเรีย โครงการที่เป็นพระราชดำริให้ก่อสร้างตั้งแต่หลังปี 2554 แต่ติดปัญหาทางด้านกฎหมาย

ทั้งนี้หากย้อนดูคำเตือน “พล.ท.ธีรนันท์ นันทขว้าง” เจ้ากรมข่าวกองทัพบก ต้นปีที่ผ่านมาพบข้อมูลกัมพูชา สั่งซื้ออาวุธจำนวนมากจากหลายประเทศในยุโรปตะวันออก ขณะเดียวกันจะมีการเลือกตั้งในปี 2570

สองประเด็น เจ้ากรมข่าว ทบ.ให้น้ำหนัก ลางบอกเหตุอาจนำไปสู่การใช้กำลังสู้รบบริเวณชายแดน ไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 3 นับจาก 5 เดือนจากนี้ ซึ่งจะตรงกับหลังหน้าฝน คือเวลาที่ต้องจับตา

ผนวกกับสมรภูมิการทูตที่ถูกยกระดับความตึงเครียด ที่ยังหาจุดร่วมสงวนจุดต่างไม่ได้ เพื่อแก้ปัญหาพิพาทพื้นที่ทางทะเล กัมพูชาจะใช้กระบวนการประนอมภาคบังคับ ส่วนไทยจะใช้ภาคสมัครใจ ซึ่งอาจลามไปสู่การปิดประตูเจรจาพื้นที่ทางบก รื้อฟื้นสัมพันธ์ ที่ไทยถือความได้เปรียบทั้งหมด

คลิปกระทบกระทั่งกับทหารไทย ขณะวางรั้วลวดหนามพื้นที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี ที่กัมพูชาปล่อยออกมา บ่งบอก “สมรภูมิข่าวสาร-สมรภูมิชายแดน” เริ่มกลับมาคุุกรุ่น แม้ยังอยู่ในสถานการณ์ที่ทหารไทยรับมือได้

ทว่า หากข้อพิพาทชายแดนจบลงบนโต๊ะเจรจาไม่ได้ ก็คงได้เห็นศึกรอบสุดท้าย ที่กัมพูชาจะสิ้นสภาพภัยคุกคามกับไทยไปสองทศวรรษ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...