โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

จี้ไทยรีเซ็ตเกมพลังงาน กระจายแหล่งนำเข้า ลดเสี่ยงฮอร์มุซระยะยาว

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิกฤตฮอร์มุซโจทย์ความมั่นคงพลังงาน

วิกฤตพลังงานโลกจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง กลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของความมั่นคงทางพลังงานไทย แม้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านจะเริ่มคลี่คลาย แต่ความเสี่ยงจากเส้นทางขนส่งพลังงานและความผันผวนของราคายังคงเป็นโจทย์ใหญ่ ทำให้ไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างการจัดหาพลังงานใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาแหล่งเดียวและสร้างหลักประกันในอนาคต

ดร.ชัยชาญ เจริญสุข อดีตประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย และผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า วิกฤตที่ผ่านมาเป็นบทเรียนสำคัญที่ไทยต้องเร่งกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน โดยเฉพาะการจัดหาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ไม่ควรพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกินไป

“ต้องมอง 3 เรื่องหลัก คือ หนึ่ง กระจายความเสี่ยงในการจัดซื้อน้ำมันดิบและ LNG แต่ต้องบริหารสัญญาเดิมกับตะวันออกกลางให้เหมาะสม สอง ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล เพิ่มพลังงานทางเลือก เช่น โซลาร์เซลล์และไบโอดีเซล และสาม คือการอนุรักษ์พลังงาน ใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อเดินหน้า สู่ Green Industry และ Net Zero” ดร.ชัยชาญกล่าว

กระจายฐานนำเข้า ลดพึ่งตะวันออกกลาง

ด้านแหล่งข่าวจากวงการพลังงาน เผยว่า ปัจจุบันโครงสร้างพลังงานไทยยังมีความเปราะบางสูง โดยไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศถึงประมาณ 92% ของความต้องการใช้ทั้งหมด ขณะที่สามารถผลิตน้ำมันดิบในประเทศได้เพียงราว 8% หรือประมาณ 81,000 บาร์เรลต่อวัน เทียบกับความต้องการใช้ที่สูงเกือบ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ปัจจัยสำคัญคือไทยยังพึ่งพาแหล่งพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง โดยนำเข้าน้ำมันดิบจากภูมิภาคดังกล่าวประมาณ 57-63% ของการนำเข้าทั้งหมด มีประเทศหลัก ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ คูเวต และโอมาน ขณะที่ LNG จากตะวันออกกลางคิดเป็นประมาณ 27.8% โดยกาตาร์เป็นแหล่งนำเข้าหลัก

ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานจากตะวันออกกลางมายังเอเชีย โดยพลังงานนำเข้าของไทยประมาณ 40% ต้องผ่านเส้นทางดังกล่าว หากเกิดการปิดเส้นทางอีกครั้ง อาจกระทบทั้งต้นทุนพลังงาน เศรษฐกิจ และค่าครองชีพ โดยราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นทุก 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจกดดัน GDP ไทยลดลง 0.1-0.15% และเพิ่มเงินเฟ้อ 0.4-0.5%

จากความเสี่ยงดังกล่าว ภาครัฐจึงเร่งปรับยุทธศาสตร์การจัดหาพลังงาน โดยเพิ่มน้ำหนักไปยังแหล่งใหม่ เช่น การเจรจานำเข้า LNG จากสหรัฐฯ ผ่านโครงการ Alaska LNG รวมถึงเพิ่มการจัดหาน้ำมันจากแอฟริกาตะวันตก โดยเฉพาะไนจีเรีย และสหรัฐฯ เพื่อลดการกระจุกตัวในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกันยังเพิ่มความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งการนำเข้าพลังงานจากมาเลเซีย บรูไน และเพิ่มการนำเข้าไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว เพื่อสร้างความมั่นคงในระบบพลังงาน

สำหรับความร่วมมือด้านพลังงานกับรัสเซีย แม้ไทยอยู่ระหว่างผลักดันความร่วมมือเพิ่มเติมหลังการเดินทางเยือนรัสเซีย และเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-รัสเซียของนายกรัฐมนตรีเมื่อเร็ว ๆ นี้ แต่ปัจจุบันบทบาทที่ชัดเจนยังอยู่ในด้านวัตถุดิบปุ๋ยเคมีมากกว่า ขณะที่ยุทธศาสตร์หลักของไทยยังมุ่งกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันและ LNG ไปยังสหรัฐฯ แอฟริกา และภูมิภาคใกล้เคียง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อวิกฤตพลังงานโลกในอนาคต

ยกระดับใช้พลังงาน รับโลกคาร์บอนต่ำ

ดร.ชัยชาญกล่าวเสริมว่า งบปรับโครงสร้างพลังงานวงเงิน 200,000 ล้านบาทจาก พ.ร.ก.กู้เงินของรัฐบาล ไม่ควรเน้นเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่ควรใช้ยกระดับประสิทธิภาพภาคอุตสาหกรรม สนับสนุนโรงงานปรับปรุงเครื่องจักร ใช้พลังงาน สะอาด รวมถึงพัฒนาระบบรางและโลจิสติกส์ เพื่อลดการใช้พลังงานที่สูญเปล่า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...