จี้ไทยรีเซ็ตเกมพลังงาน กระจายแหล่งนำเข้า ลดเสี่ยงฮอร์มุซระยะยาว
วิกฤตฮอร์มุซโจทย์ความมั่นคงพลังงาน
วิกฤตพลังงานโลกจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง กลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของความมั่นคงทางพลังงานไทย แม้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านจะเริ่มคลี่คลาย แต่ความเสี่ยงจากเส้นทางขนส่งพลังงานและความผันผวนของราคายังคงเป็นโจทย์ใหญ่ ทำให้ไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างการจัดหาพลังงานใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาแหล่งเดียวและสร้างหลักประกันในอนาคต
ดร.ชัยชาญ เจริญสุข อดีตประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย และผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า วิกฤตที่ผ่านมาเป็นบทเรียนสำคัญที่ไทยต้องเร่งกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน โดยเฉพาะการจัดหาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ไม่ควรพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกินไป
“ต้องมอง 3 เรื่องหลัก คือ หนึ่ง กระจายความเสี่ยงในการจัดซื้อน้ำมันดิบและ LNG แต่ต้องบริหารสัญญาเดิมกับตะวันออกกลางให้เหมาะสม สอง ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล เพิ่มพลังงานทางเลือก เช่น โซลาร์เซลล์และไบโอดีเซล และสาม คือการอนุรักษ์พลังงาน ใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อเดินหน้า สู่ Green Industry และ Net Zero” ดร.ชัยชาญกล่าว
กระจายฐานนำเข้า ลดพึ่งตะวันออกกลาง
ด้านแหล่งข่าวจากวงการพลังงาน เผยว่า ปัจจุบันโครงสร้างพลังงานไทยยังมีความเปราะบางสูง โดยไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศถึงประมาณ 92% ของความต้องการใช้ทั้งหมด ขณะที่สามารถผลิตน้ำมันดิบในประเทศได้เพียงราว 8% หรือประมาณ 81,000 บาร์เรลต่อวัน เทียบกับความต้องการใช้ที่สูงเกือบ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ปัจจัยสำคัญคือไทยยังพึ่งพาแหล่งพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง โดยนำเข้าน้ำมันดิบจากภูมิภาคดังกล่าวประมาณ 57-63% ของการนำเข้าทั้งหมด มีประเทศหลัก ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ คูเวต และโอมาน ขณะที่ LNG จากตะวันออกกลางคิดเป็นประมาณ 27.8% โดยกาตาร์เป็นแหล่งนำเข้าหลัก
ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานจากตะวันออกกลางมายังเอเชีย โดยพลังงานนำเข้าของไทยประมาณ 40% ต้องผ่านเส้นทางดังกล่าว หากเกิดการปิดเส้นทางอีกครั้ง อาจกระทบทั้งต้นทุนพลังงาน เศรษฐกิจ และค่าครองชีพ โดยราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นทุก 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจกดดัน GDP ไทยลดลง 0.1-0.15% และเพิ่มเงินเฟ้อ 0.4-0.5%
จากความเสี่ยงดังกล่าว ภาครัฐจึงเร่งปรับยุทธศาสตร์การจัดหาพลังงาน โดยเพิ่มน้ำหนักไปยังแหล่งใหม่ เช่น การเจรจานำเข้า LNG จากสหรัฐฯ ผ่านโครงการ Alaska LNG รวมถึงเพิ่มการจัดหาน้ำมันจากแอฟริกาตะวันตก โดยเฉพาะไนจีเรีย และสหรัฐฯ เพื่อลดการกระจุกตัวในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกันยังเพิ่มความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งการนำเข้าพลังงานจากมาเลเซีย บรูไน และเพิ่มการนำเข้าไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว เพื่อสร้างความมั่นคงในระบบพลังงาน
สำหรับความร่วมมือด้านพลังงานกับรัสเซีย แม้ไทยอยู่ระหว่างผลักดันความร่วมมือเพิ่มเติมหลังการเดินทางเยือนรัสเซีย และเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-รัสเซียของนายกรัฐมนตรีเมื่อเร็ว ๆ นี้ แต่ปัจจุบันบทบาทที่ชัดเจนยังอยู่ในด้านวัตถุดิบปุ๋ยเคมีมากกว่า ขณะที่ยุทธศาสตร์หลักของไทยยังมุ่งกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันและ LNG ไปยังสหรัฐฯ แอฟริกา และภูมิภาคใกล้เคียง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อวิกฤตพลังงานโลกในอนาคต
ยกระดับใช้พลังงาน รับโลกคาร์บอนต่ำ
ดร.ชัยชาญกล่าวเสริมว่า งบปรับโครงสร้างพลังงานวงเงิน 200,000 ล้านบาทจาก พ.ร.ก.กู้เงินของรัฐบาล ไม่ควรเน้นเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่ควรใช้ยกระดับประสิทธิภาพภาคอุตสาหกรรม สนับสนุนโรงงานปรับปรุงเครื่องจักร ใช้พลังงาน สะอาด รวมถึงพัฒนาระบบรางและโลจิสติกส์ เพื่อลดการใช้พลังงานที่สูญเปล่า