จากค่าใช้จ่ายพุ่งจนถึง”คอร์รัปชัน”ต้องเร่งปฏิรูประบบราชการ
ภายหลังมีการเปิดโปงการทุจริตสอบเข้ารับราชการท้องถิ่น จนได้ตัวเลขว่ามีผู้บรรจุเข้ารับราชการไปแล้ว5,000 คนจาก 15,000 คนมีใบคำตอบที่ไม่ตรง ขณะเดียวกัน ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เปิดเผย นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ว่ารัฐบาลขอให้ สำนักงาน ก.พ. เร่งเรื่อง Early Retirement หรือเกษียณอายุก่อนกำหนด ดำเนินการให้มีผลในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 นอกจากนี้ ให้เร่งศึกษานำระบบประกันสุขภาพทดแทน ทดแทน สวัสดิการค่ารักษาพยาบาล
ระบบราชการไทยกำลังถูกท้าทายและทักท้วงอย่างหนักหน่วง ทั้งจากสังคมและนานาชาติทั่งเรื่องการทุจริตคอปรัปชั่น การใช้งบประมาณของประเทศจนน่าเป็นห่วง รวมทั้งระบบการทำงานที่ซ้ำซ้อน
ข้าราชการ 4 ล้านคนจ่ายค่าจ้าง8แสนล้าน
ประเทศไทยมีกำลังคนภาครัฐรวมกันสูงถึงประมาณ 3,004,485 คน แบ่งออกเป็นข้าราชการจำนวน 1.76 ล้านคน และกำลังคนประเภทอื่นๆ อีกกว่า 1.25 ล้านคน ตัวเลขกำลังคนที่มหาศาลนี้ส่งผลให้อัตราส่วนของข้าราชการต่อประชากรไทยอยู่ในระดับที่สูงถึง 1 ต่อ 22 คน สะท้อนให้เห็นถึงขนาดขององค์กรภาครัฐที่ขยายใหญ่โตเกินความจำเป็น แต่ในความรู้สึกของประชาชนยังมองว่าระบบการทำงานของราชการล่าช้า
นอกจากนี้ยังพบระบบราชการไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ปริมาณของบุคลากรเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ "การรวมศูนย์อำนาจและการกระจายกำลังคนภาครัฐที่ไม่มีประสิทธิภาพ" ในประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาหรือญี่ปุ่น กำลังคนภาครัฐส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 80 จะขึ้นตรงต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนในพื้นที่อย่างรวดเร็วและตรงจุด มีเพียงร้อยละ 20 เท่านั้นที่อยู่ส่วนกลาง แต่ประเทศไทย กำลังคนภาครัฐที่ขึ้นตรงกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพียงร้อยละ 20
ข้อมูลจากหน่วยงานวิเคราะห์นโยบายสาธารณะระบุว่า รายจ่ายด้านบุคลากรภาครัฐทั้งหมดของไทยพุ่งสูงจนคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 42 ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายรวมของประเทศ ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่ากังวลอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของประเทศทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 19.4 เท่านั้น งบประมาณในส่วนนี้สามารถจำแนกออกเป็น รายจ่ายด้านบุคลากรโดยตรง (เงินเดือนและค่าจ้าง) มูลค่าสูงถึง 820,000 ล้านบาท และรายจ่ายทางอ้อม (สวัสดิการพยาบาลและค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ) อีกประมาณ 470,000 ล้านบาท
งบบำนาญพุ่ง3แสนล้านจากแสนล้าน
ทั้งนี้โครงสร้างงบประมาณรายจ่ายงบกลางประจำปีงบประมาณ 2569 ซึ่งตั้งไว้รวมทั้งสิ้น 632,968.75 ล้านบาท แม้วงเงินงบกลางลดลงจากปีงบประมาณ 2568 ที่เคยตั้งไว้สูงถึง 842,001.71 ล้านบาท แต่พบว่าเฉพาะรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและบุคลากรภาครัฐ กลับพบว่ามีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและครองสัดส่วนเกือบทั้งหมดของงบกลาง โดยงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรภาครัฐในงบกลางปี 2569 มีมูลค่ารวมกันสูงถึง 501,508.8 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณร้อยละ 79.2 ของงบกลางทั้งหมด
เฉพาะงบบำนาญที่พุ่งขึ้นเท่าตัวในรอบ 9 ปี จาก 1.7 แสนล้านบาท มาอยู่ที่กว่า 3.6 แสนล้านบาทในปี 2569
งบรายจ่ายประจำที่สูงขึ้นส่งผลให้เหลืองบประมาณที่นำไปใช้ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับการศึกษา และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศน้อยมาก ทั้งนี้ ผลการศึกษาเชิงเศรษฐศาสตร์ระบุว่า รายจ่ายลงทุนที่ลดลงทุกๆ 1 บาท จะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) หายไปถึง 0.14 บาท ในทางกลับกันหากสามารถเพิ่มรายจ่ายลงทุนได้ 1 บาท ก็จะช่วยกระตุ้น GDP ให้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน
เวียดนามนำหน้าปฏิรูปราชการ
รัฐบาลมีแนวคิดนำ AI มาใช้เป็น "ธุรการดิจิทัล" เพื่อจัดการงานประจำหรืองานเอกสารแทนมนุษย์ ซึ่งจะทำให้ตำแหน่งงานสายสนับสนุน เช่น งานเสมียน งานพิมพ์ หรือพนักงานสารบรรณ กลายเป็นส่วนเกินที่ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป นอกจากนี้ระบบราชการและกฎหมายที่ล้าสมัยกว่า 7,000 ฉบับ ประเมินว่า หากไทยยังไม่เร่งรีสกิล ข้าราชการให้มีความสามารถในการคิดเชิงวิเคราะห์และการใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม เราจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามที่กำลังปฏิรูประบบราชการอย่างก้าวกระโดดในปี 2568 เวียดนามลดจำนวนกระทรวงจาก 22 กระทรวง เหลือ 17 กระทรวง และเริ่มปี 2568 ลดจำนวน ข้าราชการจาก 2,000,000 ตำแหน่ง ลง 400,000 ตำแหน่ง ภายในปี 2573 จนมาถึงปีนี้เวียดนามลดจำนวนข้าราชการไปแล้วประมาณ 1.4 แสนคน
ประชาชนต้องเข้าถึงข้อมูลรัฐ
อ.วิชา มหาคุณ อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เคยกล่าวในเวทีเสวนา การปฏิรูประบบราชการ 4.0 ประชาชนอยากได้อะไร" จัดโดยคณะกรรมาธิการบริหารแผ่นดิน สถานิติบัญญัติแห่งชาติ ร่วมกับ สมาคมรัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า ว่า ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันมักมีจุดเริ่มต้นมาจากโครงสร้างที่ "รัฐเป็นใหญ่" ซึ่งหมายถึงการใช้อำนาจรัฐในทางที่ผิด หรือการบิดเบือนการใช้อำนาจหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ดังนั้นในภาควิชาการในการขับเคลื่อนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลของรัฐ จึงเป็นกลไกสำคัญในการปิดช่องว่างทางกฎหมาย และลดโอกาสการเกิดข้อผิดพลาดหรือการทุจริต
กลุ่มอาชญากรและผู้ทุจริตได้พัฒนาศักยภาพทางเทคโนโลยีล่วงหน้ารัฐไปหลายก้าว โดยมีความเข้าใจในระบบดิจิทัล ระบบคอมพิวเตอร์ และฐานข้อมูลเป็นอย่างดี มีการใช้โจรกรรมข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชน (เลขหลักฐาน 13 หลัก) เพื่อนำไปสวมรอยกระทำความผิด ซึ่งการพัฒนาบุคลากรด้านไอทีและดิจิทัลของรัฐ ลำพังเพียงความรู้ความสามารถนั้นไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องมี ความยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรม ซึ่งมีความหมายลึกซึ้งกว่าความซื่อสัตย์สุจริตทั่วไป เพราะหมายถึงการปฏิบัติตามหลักทำนองคลองธรรมอย่างตรงไปตรงมา และเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้น
"หากบุคลากรมีเพียงความฉลาดและความกระตือรือร้น แต่ขาดความถูกต้องชอบธรรม บุคคลเหล่านั้นจะใช้ศักยภาพในการทุจริตอย่างรุนแรง และนำความพินาศมาสู่องค์กรและประเทศชาติในที่สุด" อ.วิชา มหาคุณ กล่าว
ปกปิดเป็นหลัก เปิดเผยเป็นข้อยกเว้น
อ.วิชา กล่าวว่า ประชาชน ต้องการข้าราชการที่มีความซื่อสัตย์สุจริตอย่างถึงที่สุด มากกว่าข้าราชการที่ขยันแต่ขาดความซื่อสัตย์ ปัญหาในปัจจุบันคือ เจ้าหน้าที่รัฐซึ่งมีสถานะเป็นผู้ดูแลระบบแทนประชาชน สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลเชิงลึกได้ก่อน แต่ฝั่งประชาชนกลับไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ ตัวอย่างสิงคโปร์ใช้ระบบบัตรประชาชนที่มีระบบรหัสผ่านส่วนบุคคล (รหัสลับ) ทำให้ข้อมูล 13 หลักไม่สามารถถูกนำไปใช้สวมรอยได้ง่าย นอกจากนี้ ประชาชนยังสามารถเข้าถึงข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เช่น การตรวจสอบงบประมาณซื้ออาวุธ หรือรายชื่อบริษัทที่ชนะการประมูลพร้อมสัดส่วนผู้ถือหุ้น
ขณะที่ประเทศไทย หลักการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของราชการ (พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารฯ) ในปัจจุบัน ยังมีลักษณะในทางปฏิบัติที่ "ปกปิดเป็นหลัก เปิดเผยเป็นข้อยกเว้น" ข้อมูลบางประเภทที่ไม่ใช่ความลับด้านความมั่นคงของชาติที่กระทบต่อการป้องกันประเทศ เช่น งบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง จึงควรได้รับการเปิดเผยในระบบดิจิทัลเพื่อให้เกิดการตรวจสอบอย่างเท่าทันต่อการบิดเบือนอำนาจ ตัวอย่างในอดีต เช่น "คดีคลองด่าน" แสดงให้เห็นถึงช่องโหว่ของการมอบหมายงานในระบบราชการไทย ที่เปิดโอกาสให้มีการใช้อำนาจก้าวก่ายข้ามสายงานผ่านกลไกทางเอกสาร ส่งผลให้การตรวจสอบและเอาผิดทางกฎหมายเป็นไปได้ยากหากระบบฐานข้อมูลไม่โปร่งใส
อย่างไรก็ตามเพื่อ เพื่อปกป้องประชาชนในการต่อต้านการทุจริต กฎหมาย ป.ป.ช. ฉบับใหม่จึงได้บัญญัติมาตรการคุ้มครองสิทธิ์ที่สำคัญไว้ 2 ประการ
1.ประชาชนที่แจ้งข้อมูลเบาะแสการทุจริตต่อองค์กรตรวจสอบโดยสุจริต จะได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายและ "จะไม่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี" โดยเด็ดขาด
2.หากข้าราชการพบเห็นการสั่งการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และได้ทำการโต้แแย้งคัดค้านเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ตั้งแต่ต้น แม้ผู้บังคับบัญชาจะยังคงฝืนสั่งการให้ปฏิบัติ ข้าราชการผู้นั้น "จะพ้นจากความผิด" ในทันที