โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเวเนซุเอลา บททดสอบ “ความจริงใจ” ของสหรัฐ

เดลินิวส์

อัพเดต 26 มิถุนายน 2569 เวลา 21.17 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
เวเนซุเอลาเผชิญแผ่นดินไหวซ้อนครั้งรุนแรงที่สุดในรอบศตวรรษ ซ้ำเติมวิกฤติเศรษฐกิจเดิมจนโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณสุขแทบล่มสลาย ขณะที่สหรัฐ

เมื่อค่ำวันที่ 24 มิ.ย. ตามเวลาท้องถิ่นของเวเนซุเอลา หน้าประวัติศาสตร์ของประเทศแห่งนี้ ต้องจารึกความสูญเสียครั้งใหญ่หลวงที่สุดในรอบศตวรรษ เมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงสองระลอกซ้อนในเวลาห่างกันไม่ถึงนาที โดยระลอกแรกมีความแรงขนาด 7.2 แมกนิจูด และตามด้วยแรงสั่นสะเทือนมหาศาลขนาด 7.5 แมกนิจูด สร้างความเสียหายอย่างหนักและเป็นวงกว้างให้กับภาคเหนือของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

มหันตภัยธรรมชาติในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็นสิ่งที่จะ "ซ้ำเติม" วิกฤติการณ์ภายในเวเนซุเอลาให้ดิ่งลึกลงสู่จุดวิกฤติขั้นสุดใน 3 มิติหลัก

โครงสร้างพื้นฐานที่ล่มสลายจากวิกฤติเศรษฐกิจเดิม

ก่อนหน้าการเกิดแผ่นดินไหว เวเนซุเอลาบอบช้ำอย่างหนัก จากวิกฤติเศรษฐกิจและการเมืองที่ยืดเยื้อมานานหลายปี อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงกว่า 500% ต่อปี ส่งผลให้งบประมาณในการบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเป็นอัมพาต

หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในระดับนี้ ระบบสาธารณสุขที่ไม่พร้อมอยู่แล้ว จึงแทบจะล่มสลายลงในทันที อาคารที่พักอาศัยหลายแห่งที่ก่อสร้างอย่างไม่ได้มาตรฐานเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจบีบคั้นพังถล่มลงมา กลายเป็นอุปสรรคชิ้นโตที่ทำให้เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครต้องใช้ "มือเปล่า" ในการขุดค้นซากตึกเนื่องจากขาดแคลนเครื่องจักรกลหนัก

วิกฤติพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน

แม้โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและพันธมิตรต่างชาติอย่าง เชฟรอน จากสหรัฐ หรือ เอนี จากอิตาลี จะรายงานว่าไม่ได้รับผลกระทบทางตรงและพนักงานปลอดภัย แต่โรงกลั่นน้ำมันขนาดเล็กของเวเนซุเอลาเอง คือ เอล ปาลิโต ต้องหยุดชะงักบางส่วนเนื่องจากปัญหาไฟฟ้าดับ ขณะที่โรงงานปิโตรเคมีโมรอนต้องปิดตัวชั่วคราวเพื่อประเมินความเสียหาย การหยุดชะงักดังกล่าวซ้ำเติมภาคพลังงาน ที่เป็นเส้นเลือดใหญ่เพียงหนึ่งเดียวในการหาเงินเข้าประเทศของรัฐบาลรักษาการ นำไปสู่การขาดแคลนรายได้ที่จะนำมาใช้ในภารกิจกู้ภัยและการฟื้นฟูเยียวยาประชาชน

ท่าทีของสหรัฐ "มิตรภาพใหม่ภายใต้ผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์"

ท่ามกลางความสิ้นหวังของเวเนซุเอลา ท่าทีของรัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยปกติแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเต็มไปด้วยความตึงเครียดและการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ แต่ในวิกฤติครั้งนี้ สหรัฐกลับแสดงท่าทีที่เป็นมิตรอย่างชัดเจน โดยทรัมป์ประกาศว่า "สหรัฐมีความพร้อม ยินดี และมีศักยภาพในระดับสูง ที่จะช่วยเหลือมิตรประเทศรายใหม่ของเรา"

ในแง่ของความช่วยเหลือในรูปแบบตัวเงิน นายมาร์โก รูบิโอ รมว.การต่างประเทศสหรัฐ อนุมัติเงินช่วยเหลือทันที 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5,016 ล้านบาท) แบ่งเป็น 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,344 ล้านบาท) ให้แก่กองทุนมนุษยธรรมของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และอีก 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,672 ล้านบาท) ให้แก่องค์กรบรรเทาทุกข์ในพื้นที่ พร้อมทั้งส่งทีมกู้ภัยระดับโลก รวมถึงเครื่องบินทหารจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐร่วมค้นหาผู้รอดชีวิต

ท่าทีที่อ่อนลงและความกระตือรือร้นของสหรัฐในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรมแล้ว ยังเป็นกุศโลบายทางการเมืองที่แยบยลในการ "ซื้อใจ" รัฐบาลรักษาการของนางเดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดี เพื่อคานอำนาจและโดดเดี่ยวอดีตประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ซึ่งตอนนี้อยู่ในความควบคุมของสหรัฐ รวมถึงเป็นการปูทางเข้าควบคุมและรักษาเสถียรภาพของแหล่งทรัพยากรน้ำมันดิบในเวเนซุเอลา ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานโลก ที่กำลังเผชิญวิกฤติคู่ขนานในตะวันออกกลางและช่องแคบฮอร์มุซ

แผ่นดินไหวซ้อนในเวเนซุเอลาครั้งนี้ เป็นบทพิสูจน์ที่โหดร้ายว่าเมื่อภัยธรรมชาติขั้นรุนแรงพัดถล่มประเทศที่มีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เปราะบาง ผลลัพธ์จะทวีความรุนแรงเป็นหลายเท่าตัว ความช่วยเหลือและท่าทีอันอบอุ่นของสหรัฐ รวมถึงนานาชาติ อาจเป็นเสมือน "เครื่องช่วยหายใจ" ที่ต่ออายุให้แก่ผู้ประสบภัยในระยะสั้น แต่ในระยะยาว วิกฤติการณ์การเมืองที่แตกแยกและเศรษฐกิจที่พังทลายภายในประเทศ จะยังคงเป็นโจทย์ข้อใหญ่ที่เวเนซุเอลาต้องเผชิญและผ่านมันไปให้ได้ ท่ามกลางซากปรักหักพังกองมหึมาในครั้งนี้.

ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...