โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

PSGC ปรับทัพใหญ่จากเสือรับเหมา 40 ปีสู่ผู้คุมซัพพลายเชนถ่านหิน G2G ลาว-เวียดนาม

การเงินธนาคาร

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

ทางโค้งสำคัญ PSGC สลัดภาพผู้รับเหมาสู่ ‘ผู้พัฒนาพลังงานภูมิภาค’ ดันถ่านหินขึ้นแท่นพระเอกใหม่ รุกคืบกักเก็บพลังงานสะอาดปั้นโรงไฟฟ้าสูบกลับใน สปป.ลาว ปักธง 10 ปี รายได้แตะ 2 หมื่นล้าน

16 พฤษภาคม 2569—ท่ามกลางระเบียบโลกใหม่ทางพลังงานที่มีความผันผวนสูงและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดของกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา, ลาว, เมียนมา, เวียดนาม) ความมั่นคงเชิงเสถียรภาพและการเข้าถึงแหล่งทรัพยากรธรรมชาติกลายเป็นความท้าทายสำคัญและเป็น "ภูมิรัฐศาสตร์ทางเศรษฐกิจ" ที่ไม่อาจมองข้าม ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดควบคู่ไปกับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ด้านเชื้อเพลิงที่มีประสิทธิภาพ จึงไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือกเพื่อความอยู่รอด แต่คือโอกาสทางธุรกิจครั้งสำคัญของผู้เล่นที่มีความพร้อมในการปรับตัวเชิงรุกระดับภูมิภาค

สลัดภาพรับเหมา 40 ปี ปรับทัพสร้าง Recurring Income รับโมเมนตัมใหม่

บริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PSGC กำลังสร้างบทเรียนบทใหม่ในหน้าประวัติศาสตร์องค์กรด้วยการจับทิศทางแนวโน้มอุตสาหกรรมพลังงานในภูมิภาค ปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ (Strategic Transformation) จากอดีตผู้รับเหมาก่อสร้างที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 40 ปี ยกระดับและผันตัวสู่การเป็น "ผู้พัฒนาโครงการพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติระดับภูมิภาค" (Regional Energy and Resource Developer)

เป้าหมายสูงสุดของการปรับทัพในครั้งนี้คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ไปสู่ รายได้ประจำต่อเนื่อง (Recurring Income) เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของงานรับเหมาก่อสร้างในรูปแบบโครงการทั่วไปที่มักจะแปรผันตามวัฏจักรเศรษฐกิจ โดยมีพิมพ์เขียวระยะยาวที่ค่อนข้างท้าทาย

นายเดวิด แวน ดาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ฉายภาพเป้าหมายระยะยาวในอีก 10 ปีข้างหน้าของ PSGC ไว้อย่างน่าสนใจว่า บริษัทฯ ได้ปักธงการเติบโตเพื่อก้าวขึ้นสู่การเป็นบริษัทชั้นนำระดับภูมิภาค โดยวางแผนผลักดันรายได้ให้ทะยานแตะระดับมากกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี ภายในปี 2579 ซึ่งจะขับเคลื่อนภายใต้ 3 ยุทธศาสตร์หลัก หรือ "3 ธงหลัก" คือ

  • ด้านมาตรวัดรายได้ต่อปี: ตั้งเป้าเติบโตแบบก้าวกระโดดจากฐานรายได้ในอดีตที่ระดับ 2,725 ล้านบาท ขึ้นไปสู่ระดับมากกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี
  • ด้านการกระจายพอร์ตธุรกิจ: จากเดิมที่พึ่งพาเพียงกลุ่มธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเป็นหลัก จะทำการขยายและกระจายสัดส่วนออกเป็น 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ประกอบด้วย ธุรกิจด้านพลังงาน (Energy), ธุรกิจด้านทรัพยากรธรรมชาติ (Resource) และธุรกิจด้านการก่อสร้าง (Construction)
  • ด้านการขยายขอบเขตภูมิศาสตร์ดำเนินธุรกิจ: จากปัจจุบันที่ดำเนินกิจการใน 2 ประเทศ จะขยายขอบเขตโครงข่ายการค้าไปสู่ 3 ประเทศหลักในภูมิภาค ได้แก่ ประเทศไทย สปป.ลาว และเวียดนาม

ทั้งนี้ โครงสร้างรายได้เป้าหมายที่ 20,000 ล้านบาท จะถูกขับเคลื่อนร่วมกันผ่านองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน ได้แก่ งานด้านวิศวกรรมและการก่อสร้าง (Construction & Engineering), ธุรกิจพลังงาน (Energy) และธุรกิจทรัพยากร (Resource) เพื่อสร้างความสมดุลทางการเงิน (Financial Portfolio) และความยั่งยืนให้กับองค์กรในระดับสากล

"การขยายธุรกิจเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าด้านพลังงานในกลุ่มประเทศ CLMV ไม่เพียงสร้างฐานรายได้ใหม่ที่มั่นคง แต่ยังเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ของบริษัทไปสู่โครงสร้างรายได้ประจำที่มีความเสถียรและเติบโตควบคู่ไปกับความต้องการพลังงานของภูมิภาค" นายเดวิด แวน ดาว กล่าวเน้นย้ำถึงแกนหลักของยุทธศาสตร์ใหม่

สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ G2G ลาว-เวียดนาม กำแพงเหล็กไร้คู่แข่ง

หัวใจสำคัญที่เป็นตัวเร่งและเครื่องยนต์หลักในยุทธศาสตร์นี้ คือการสร้างความได้เปรียบเชิงโครงสร้างในระยะยาวผ่านกรอบความร่วมมือทวิภาคีแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) ระหว่างรัฐบาลเวียดนามและรัฐบาล สปป.ลาว โดยเขตพื้นที่ยุทธศาสตร์ ลาว-เวียดนาม ได้ถูกกำหนดให้เป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Asset) ที่ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมจากภาครัฐของทั้งสองประเทศ ผ่านกลไกความร่วมมือ 3 ส่วนหลัก ได้แก่

  • ข้อตกลงระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล (G2G): มีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือด้านถ่านหินและไฟฟ้า ณ นครหลวงเวียงจันทน์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยข้อตกลงดังกล่าวอยู่ภายใต้กรอบระยะเวลาการดำเนินงานยาวนานถึง 10 ปี เพื่อสร้างหลักประกันด้านอุปทานพลังงาน
  • สัญญาซื้อขายกับรัฐวิสาหกิจพลังงานเวียดนาม: บริษัท Nam Tien Limited Liability Company (NT) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ PSGC เข้าไปลงทุน ได้ลงนามสัญญาจัดหาถ่านหินระยะยาวร่วมกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจหลักที่เป็นผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมพลังงานของเวียดนาม ได้แก่ Vinacomin, PetroVietnam Power Fuel และ Dong Bac
  • ศูนย์รวมโลจิสติกส์ที่ได้รับอนุมัติจากภาครัฐ: ได้รับการอนุมัติสิทธิ์อย่างเป็นทางการเพื่อรองรับการบริหารจัดการและการซื้อขายถ่านหินข้ามพรมแดน พร้อมโอกาสในการขยายขีดความสามารถการส่งมอบผ่านยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐาน อาทิ การสร้างระบบสายพานลำเลียงข้ามพรมแดน คลังสินค้าท่าเรือ และการปรับปรุงด่านพรมแดนระหว่างประเทศเวียดนามและ สปป.ลาว

การวางหมากเชิงยุทธศาสตร์นี้ส่งผลให้ PSGC สามารถยกระดับขึ้นเป็นผู้เล่นระดับภูมิภาคได้อย่างรวดเร็ว โดยเริ่มต้นจากการเข้าให้บริการ "บริหารและบำรุงรักษาเหมืองแร่" (Operation and Maintenance: O&M) ซึ่งเป็นเหมืองถ่านหินที่มีปริมาณสำรองขนาดใหญ่ที่สุดใน สปป.ลาว โดยมีปริมาณสำรองประเมินอยู่ที่ประมาณ 600 ล้านตัน ควบคู่ไปกับการบริหารสิทธิ์ในศูนย์รวมโลจิสติกส์ข้ามแดน ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบด้านต้นทุนและการควบคุมซัพพลายเชนที่คู่แข่งรายใหม่ยากจะเข้าถึง

จังหวะทองบุกเวียดนาม รับดีมานด์ถ่านหินพุ่งสวนทางราคา LNG ตลาดโลก

หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่สร้างแรงส่งอย่างมีนัยสำคัญให้แก่กลุ่มบริษัท คือการขับเคลื่อนซัพพลายเชนด้านทรัพยากรพลังงานผ่าน Nam Tien Limited Liability Company (NT) บริษัทสัญชาติเวียดนามที่จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินกิจการทั้งในประเทศเวียดนามและ สปป.ลาว ความโดดเด่นของ NT อยู่ที่ความครบวงจรตั้งแต่โครงสร้างงานก่อสร้าง, การให้บริการ O&M, ระบบขนส่งโลจิสติกส์, การจัดเก็บคลังสินค้า ตลอดจนการจัดจำหน่ายถ่านหินข้ามพรมแดนระหว่าง สปป.ลาว และเวียดนาม

นอกจากนี้ NT ยังได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุน (Financial Leverage) โดยได้รับเครดิตวงเงินจาก Military Commercial Joint Stock Bank (MB) ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ระดับท็อปของเวียดนาม สะท้อนถึงความน่าเชื่อถือทางธุรกิจและความพร้อมในการรองรับการขยายกำลังการผลิตและการจัดจำหน่ายในอนาคต

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเริ่มต้นจากการลงนามสัญญาข้อตกลงระหว่าง PSG Corporation Public Company Limited และ Nam Tien Limited Liability Company เมื่อเดือนธันวาคม 2568 ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม จนกระทั่งปัจจุบัน PSGC ได้เสร็จสิ้นขั้นตอนการเข้าถือหุ้นในสัดส่วน 64% คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 23 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 750 ล้านบาท เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ส่งผลให้บริษัทเริ่มรับรู้และรวมงบการเงินของ NT เข้ามาในงบการเงินรวมของกลุ่มบริษัทตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2569 เป็นต้นไป โดย NT ได้วางเป้าหมายเชิงรุกในการจำหน่ายถ่านหินจำนวน 4 ล้านตันในปี 2569 นี้ ภายใต้สัญญาซื้อขายที่ผูกพันกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานในเวียดนาม

การรุกคืบเข้าสู่ธุรกิจเหมืองแร่และพลังงานในครั้งนี้ ถือเป็น "จังหวะเวลาเชิงกลยุทธ์" (Strategic Timing) ที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เนื่องจากอุตสาหกรรมถ่านหินในเวียดนามและภูมิภาคกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยราคาถ่านหินในภูมิภาคได้ปรับตัวพุ่งทะยานจากระดับ 95 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในช่วงปลายปี 2568 ขึ้นสู่ระดับ 125 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในเดือนเมษายน 2569 ซึ่งปัจจัยขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างราคานี้มาจาก 3 ปัจจัยหลักคือ

  • การปรับสมดุลอุปทานระหว่างถ่านหินและ LNG: โรงไฟฟ้าและผู้ผลิตไฟฟ้าในประเทศเวียดนาม ไทย และฟิลิปปินส์ เริ่มปรับเปลี่ยนสัดส่วนเชื้อเพลิงหันกลับมาพึ่งพาการใช้ถ่านหินเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุนราคาแก๊สธรรมชาติเหลว (LNG) ในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • ความไม่แน่นอนของอุปทานจากประเทศผู้ส่งออกหลัก: ความผันผวนด้านนโยบายและอุปทานการส่งออกถ่านหินจากอินโดนีเซีย ส่งผลให้ผู้ซื้อในภูมิภาคจำเป็นต้องกระจายความเสี่ยงและหันมาจัดหาถ่านหินจากแหล่งพลังงานทางเลือกภายในภูมิภาคอินโดจีนเพิ่มขึ้น
  • กลไกราคาตลาดโลกและข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์: การปรับตัวสูงขึ้นของราคาถ่านหินทั่วโลกกระตุ้นให้เกิดแนวโน้มการเปลี่ยนมาใช้ทรัพยากรภายในภูมิภาค (Regionalization) เพื่อลดภาระค่าขนส่งทางเรือและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดโลกที่มีความผันผวนสูง

“ราคาถ่านหินมีการปรับตัวอย่างรวดเร็วโดยมีสาเหตุหลักมาจากความผันผวนของราคา LNG บวกกับความกังวลด้านความมั่นคงทางพลังงานได้กลายเป็นวาระสำคัญอันดับต้น ๆ ของแผนงานด้านพลังงานในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญของบริษัท NT” ผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มบริษัทระบุถึงสภาวะตลาด

อัดฉีดโลจิสติกส์เร่งความเร็วข้ามพรมแดน ดันเป้าหมายส่งมอบ 4 ล้านตันปี 69

เพื่อตอบสนองต่ออุปสงค์ทางพลังงานที่อยู่ในระดับสูง แผนการดำเนินงานของ NT ในปี 2569 จึงเน้นไปที่การจัดส่งและส่งมอบถ่านหินให้เป็นไปตามสัญญาซื้อขายกับรัฐวิสาหกิจเวียดนามจำนวน 4 ล้านตัน โดยโครงสร้างการจัดส่งได้รับการออกแบบให้มีลักษณะไต่ระดับขึ้นเป็นขั้นบันไดในแต่ละไตรมาส (Quarterly Scalability) เพื่อสอดรับกับการปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ ดำเนินการดังนี้

  • ไตรมาสที่ 1 (Q1): ดำเนินการส่งมอบเสร็จสิ้นตามเป้าหมายขั้นแรกจำนวน 0.5 ล้านตัน
  • ไตรมาสที่ 2 (Q2): คาดการณ์ปริมาณการส่งมอบเร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 0.8 ล้านตัน
  • ไตรมาสที่ 3 (Q3): ยอดจัดส่งตามสัญญาซื้อขายระยะยาวขยายตัวขึ้นสู่ระดับ 1.2 ล้านตัน
  • ไตรมาสที่ 4 (Q4): ยอดส่งมอบในช่วงพีคซีซันพุ่งแตะระดับสูงสุดตามสัญญาที่ 1.5 ล้านตัน

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการจัดส่งระดับ 4 ล้านตันต่อปี ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการโลจิสติกส์ข้ามพรมแดนจึงถูกยกระดับขึ้นอย่างเข้มข้น โดย NT และกลุ่มบริษัทได้มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทางบกผ่านการขยายศักยภาพและขีดความสามารถในการระบายรถขนส่ง ณ ด่านพรมแดนสำคัญ 2 จุด คือ ด่านพรมแดนลาลาย (La Lay) และ ด่านพรมแดนลาวบาว (Lao Bao)

นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนร่วมกันในการปรับปรุงพื้นผิวทางจราจรและโครงสร้างถนนเพื่อรองรับรถบรรทุกหนัก ควบคู่ไปกับการเจรจาขยายเวลาทำการของด่านพรมแดนเพิ่มขึ้นเป็น 14-16 ชั่วโมงต่อวัน รวมถึงการจัดตั้งระบบและกระบวนการตรวจสอบเอกสารและศุลกากรล่วงหน้า (Pre-clearance) เพื่อลดคอขวดและเร่งความเร็วในการลำเลียงทรัพยากรพลังงานข้ามพรมแดนให้มีความต่อเนื่องสูงสุด

แผน Grid-to-Grid: หนุนศักยภาพ สปป.ลาว สู่เป้าหมาย ‘แบตเตอรี่แห่งเอเชีย’ เต็มสูบ

ยุทธศาสตร์ขนานที่สองของ PSGC เพื่อรองรับกระแสการเติบโตอย่างยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) คือการขยายพอร์ตการลงทุนไปสู่กลุ่มธุรกิจพลังงานหมุนเวียน โดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาโครงการ โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped Storage Hydropower – PSH) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานสะอาดขนาดใหญ่ (Energy Storage System) ที่มีประสิทธิภาพสูงและมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างเสถียรภาพให้แก่ระบบโครงข่ายไฟฟ้า

จุดเริ่มต้นของยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางพลังงานนี้ เกิดจากการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ รัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว (Electricite Du Laos: EDL) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 เพื่อร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาและยกระดับโรงไฟฟ้าพลังน้ำโครงสร้างเดิมที่มีอยู่แล้วให้เปลี่ยนเป็นระบบ PSH (Retrofitting) รวมถึงการบูรณาการพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่นเข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติ ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ สปป.ลาว ในการทำหน้าที่เป็น "แบตเตอรี่แห่งเอเชีย" (Battery of Asia)

ตามกรอบความร่วมมือดังกล่าว มีแผนการศึกษาพื้นที่ที่มีศักยภาพสำหรับการก่อสร้างโครงการใหม่รวมทั้งสิ้น 138 แห่งทั่ว สปป.ลาว โดยในส่วนของโครงการปรับปรุงระบบเดิม (PSH Retrofitting) จะมุ่งเน้นการศึกษาพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงในเขตภาคกลางและภาคใต้ของ สปป.ลาว ภายใต้การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคของ EDL โดยกลยุทธ์ในภาคพลังงานหมุนเวียนนี้สามารถแบ่งออกเป็น 3 แกนหลัก:

  • การพัฒนาโครงการรูปแบบ PSH Retrofitting: มุ่งปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าพลังน้ำเดิมของ EDL เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการจ่ายไฟฟ้าช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง (Peak Load) สำหรับตลาดภายใน สปป.ลาว ช่วยเสริมความมั่นคงของระบบส่งและลดภาระการนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านในช่วงเวลาวิกฤต
  • การขยายฐานตลาดสู่ต่างประเทศ: มุ่งเน้นการพัฒนาโครงการที่ครอบคลุมทั้งการรองรับความต้องการในประเทศและการส่งออกพลังงานไฟฟ้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งในรูปแบบการส่งออกโดยตรงจากผู้พัฒนาโครงการและการส่งผ่านโครงข่ายระบบส่งหลักของ EDL ตามนโยบายความร่วมมือระหว่างรัฐบาล (Grid-to-Grid)
  • การยกระดับสู่ระบบซื้อขายไฟฟ้าระดับภูมิภาค: วางเป้าหมายระยะยาวในการต่อยอดโครงการเพื่อรองรับการเชื่อมโยงระบบสายส่งและการซื้อขายไฟฟ้าในระดับภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Power Grid)

กลยุทธ์ข้อนี้นอกจากจะเป็นการตอบโจทย์มาตรการลดคาร์บอน (Decarbonization) แล้ว ยังสอดรับกับนโยบายความเป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาดของภูมิภาค โดยมีเส้นทางการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าและสายส่งที่ครอบคลุมทั้ง ประเทศไทย เวียดนาม กัมพูชา เมียนมา และสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งแบ่งตามระดับแรงดันไฟฟ้าของระบบส่งในสัดส่วนต่าง ๆ ได้แก่ 500 kV, 230 kV และ 115 kV

ฐานกำไรสะสม 2,273 ล้านบาท ดันถ่านหินขึ้นแท่น "พระเอกใหม่"

ผลลัพธ์จากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจเริ่มสะท้อนให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมผ่านรายงานผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ของ PSGC ซึ่งแสดงถึงการเติบโตเชิงผลกำไรอย่างก้าวกระโดด โดยบริษัทสามารถทำ รายได้รวมอยู่ที่ 2,600 ล้านบาท พุ่งทะยานขึ้นถึง 304% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ซึ่งรายได้จากการขายถ่านหินผ่านบริษัท NT ได้ก้าวขึ้นมาเป็นฟันเฟืองหลักโดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 64% ของรายได้รวมทั้งหมด

เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับฐานรายได้รายไตรมาสย้อนหลังในปี 2568 จะเห็นภาพแนวโน้มการเติบโตแบบหักหัวขึ้น (J-Curve) ได้อย่างชัดเจนจากตัวเลขผลการดำเนินงานดังนี้:

  • ไตรมาสที่ 1 ปี 2568 (Q1-68): ทำรายได้รวมอยู่ที่ระดับ 643.0 ล้านบาท
  • ไตรมาสที่ 2 ปี 2568 (Q2-68): ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 665.0 ล้านบาท
  • ไตรมาสที่ 3 ปี 2568 (Q3-68): เติบโตต่อเนื่องที่ระดับ 773.7 ล้านบาท
  • ไตรมาสที่ 4 ปี 2568 (Q4-68): อ่อนตัวลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 642.9 ล้านบาท
  • ไตรมาสที่ 1 ปี 2569 (Q1-69): ทะยานสู่ 2,600.0 ล้านบาท ซึ่งสร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์จากการรวมงบการเงินของ NT

ในส่วนของบรรทัดสุดท้าย (Bottom Line) กำไรสุทธิประจำงวดในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 267.4 ล้านบาท เติบโตขึ้น 171% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) และเพิ่มขึ้นสูงถึง 271% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ซึ่งถือเป็นระดับรายได้และกำไรต่อไตรมาสที่ทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (New High) นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท โดยมีกำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่คิดเป็นมูลค่า 242 ล้านบาท

เมื่อนำตัวเลขกำไรสุทธิประจำงวดไปเปรียบเทียบกับฐานกำไรรายไตรมาสย้อนหลังของปี 2568 จะพบการฟื้นตัวและเติบโตที่เด่นชัด:

  • ไตรมาสที่ 1 ปี 2568 (Q1-68): มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 98.8 ล้านบาท
  • ไตรมาสที่ 2 ปี 2568 (Q2-68): ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 19.0 ล้านบาท
  • ไตรมาสที่ 3 ปี 2568 (Q3-68): ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 187.7 ล้านบาท
  • ไตรมาสที่ 4 ปี 2568 (Q4-68): ชะลอตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 72.0 ล้านบาท
  • ไตรมาสที่ 1 ปี 2569 (Q1-69): พุ่งทะยานทำสถิติใหม่ที่ 4 ล้านบาท

หากวิเคราะห์ลึกลงไปในส่วนของโครงสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน (Financial Position) บริษัทยังคงรักษาวินัยทางการเงินได้อย่างรัดกุม โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) อยู่ที่ระดับเพียง 0.96 เท่า ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 1 เท่า สะท้อนถึงโครงสร้างเงินทุนที่มีความเสี่ยงต่ำและมีขีดความสามารถในการก่อหนี้เพื่อการลงทุนเพิ่ม (Debt Capacity) ได้อีกมาก นอกจากนี้ ปัจจัยบวกที่สำคัญคือบริษัทสามารถล้างผลขาดทุนสะสมในงบการเงินได้สำเร็จเป็นที่เรียบร้อยมาตั้งแต่ปี 2566 และส่งผลให้ในปัจจุบันกลุ่มบริษัทมียอดกำไรสะสมรวมสูงถึง 2,273.2 ล้านบาท พร้อมสำหรับนโยบายสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นในอนาคต

ธุรกิจทรัพยากรพลังงานผงาดครองเค้กก้อนใหญ่ 64%

เมื่อจำแนกและสแกนลึกลงไปในโครงสร้างรายได้รวมจำนวน 2,600 ล้านบาทในไตรมาสนี้ จะเห็นภาพการเปลี่ยนผ่านจากบริษัทรับเหมาก่อสร้างเดิมไปสู่บริษัทด้านทรัพยากรพลังงานอย่างสมบูรณ์ โดยโครงสร้างพอร์ตรายได้หลักประกอบด้วย:

  • รายได้จากการจำหน่ายถ่านหิน (ธุรกิจทรัพยากร): มูลค่า 1,675.3 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนหลัก 64% ของรายได้รวมทั้งหมด
  • รายได้จากการรับเหมาก่อสร้างตามสัญญา: มูลค่า 645.6 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 25% ของพอร์ตธุรกิจ
  • กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนทางการค้า: มูลค่า 128.0 ล้านบาท จากการดำเนินงานระหว่างประเทศ
  • รายได้จากการให้บริการเชิงพาณิชย์ (O&M และโลจิสติกส์): มูลค่า 110.2 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 4%
  • รายได้อื่น ๆ ของกลุ่มบริษัท: มูลค่า 40.9 ล้านบาท

ตัวเลขโครงสร้างรายได้ดังกล่าวสะท้อนว่า ธุรกิจการบริหารจัดการซัพพลายเชนถ่านหินข้ามพรมแดนได้กลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการสร้างกระแสเงินสดและยอดขาย (Top-line Growth) ให้แก่บริษัทอย่างเต็มตัว ขณะที่ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างทำหน้าที่เป็นฐานรายได้เสริมความมั่นคง

เพอร์ตรับเหมาแบบกินยาว ตุน Backlog ยาวถึงปี 71

แม้จะมุ่งเน้นการเติบโตในธุรกิจพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ แต่ในภาคธุรกิจการก่อสร้าง (Construction Segment) PSGC ยังคงรักษาความสามารถในการรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้เกิดสูญญากาศทางการเงิน โดยปัจจุบันบริษัทมีการบริหารจัดการโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ 2 โครงการหลักที่มีนัยสำคัญต่อฐานรายได้:

  • โครงการ XPPL Expansion Phase 1: ปัจจุบันโครงการมีความคืบหน้าเชิงโครงสร้างวิศวกรรมไปแล้วถึง 97% และอยู่ในช่วงปลายของสัญญา โดยคาดว่าจะสามารถส่งมอบงานและปิดโครงการได้อย่างสมบูรณ์ภายในเดือนมิถุนายน 2569 นี้ ซึ่งยังมียอดมูลค่างานที่ยังไม่ได้ส่งมอบ (Backlog) อีกประมาณ 228 ล้านบาทที่จะทยอยรับรู้เข้ามาในงบการเงินระยะสั้น

  • บริบทโครงการ: เหมืองแร่ XPPL ดำเนินการภายใต้บริษัท Xekong Power Plant Ltd. เป็นเหมืองถ่านหินระบบเปิด (Open-pit Mine) ตั้งอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของ สปป.ลาว ผลิตถ่านหินที่มีค่าความร้อนครอบคลุมทั้งระดับสูง (>5,000 GCV) และระดับกลาง (3,000 GCV) มีปริมาณสำรองรวมประเมินไว้สูงถึง 600 ล้านตัน บนพื้นที่สัมปทานขนาดใหญ่ประมาณ 262 ตารางกิโลเมตร โดยมีอายุสัมปทานคงเหลืออีก 15 ปี ซึ่งโครงการนี้ได้เริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์มาตั้งแต่ปี 2560

  • โครงการ Resettlement Development: เป็นโครงการสัญญาระยะยาวที่มีความสำคัญในเชิงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและชุมชน ปัจจุบันมีความคืบหน้าทางกายภาพแล้วราว 50% โดยมีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดโครงการในปี 2571 ข้อได้เปรียบที่สำคัญคือ โครงการนี้ยังมียอด Backlog รอรับรู้รายรับสูงถึง 2,498 ล้านบาท ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นหลักประกันรายได้ (Revenue Visibility) ให้แก่ภาคธุรกิจก่อสร้างของบริษัทอย่างมั่นคงในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

วอลุ่มเทรดดิ้งชนมาร์จิ้นบริการ

เมื่อเจาะลึกงบการเงินและขีดความสามารถในการทำกำไรของ Nam Tien Limited Liability Company (NT) ซึ่งเป็นฟันเฟืองใหม่ที่ทรงพลัง จะพบข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจเกี่ยวกับโครงสร้างอัตรากำไร (Margin Profile) ประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2569 โดยธุรกิจของ NT สามารถแบ่งออกเป็น 2 แกนหลักที่มีลักษณะเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน (Synergistic Model) คือ:

  • ธุรกิจการซื้อขายและจัดจำหน่าย (Trading Business): ทำหน้าที่เป็นตัวสร้างขนาดของรายได้ (Volume Driver) โดยในไตรมาสนี้สามารถสร้างรายได้จากการขายถ่านหินข้ามพรมแดนได้สูงถึง 1,675.3 ล้านบาท และมีกำไรขั้นต้นจากการขายอยู่ที่ 215.08 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นจากการขาย (Trading Gross Profit Margin) ที่ระดับ 8% ซึ่งถือเป็นระดับมาร์จิ้นที่ดีสำหรับธุรกิจประเภทสินค้าโภคภัณฑ์พลังงานที่มีปริมาณการค้าขนาดใหญ่
  • ธุรกิจงานบริการและบำรุงรักษา (Services Business): ทำหน้าที่เป็นตัวยกระดับความสามารถในการทำกำไร (Margin Enhancer) แม้ว่าจะมีสัดส่วนรายได้ที่น้อยกว่า โดยทำรายได้จากการบริการอยู่ที่ 110.2 ล้านบาท แต่สามารถสร้างกำไรขั้นต้นทางการบริการได้ที่ 17.09 ล้านบาท ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของภาคบริการ (Services Gross Profit Margin) อยู่ที่ระดับ 6% ซึ่งสูงกว่าภาคการซื้อขายเล็กน้อย

“ภาพรวมของ NT พิสูจน์ให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการทำกำไรของซัพพลายเชนถ่านหินข้ามพรมแดน การที่บริษัทสามารถบริหารจัดการทั้งวอลุ่มการขายขนาดใหญ่และการให้บริการที่มีมาร์จิ้นสูงควบคู่กันไป ส่งผลให้ NT เป็นแหล่งสร้างกระแสเงินสดและกำไรที่สำคัญให้แก่กลุ่ม PSGC ตั้งแต่เริ่มรวมงบการเงิน” บทวิเคราะห์จากโครงสร้างความสามารถในการทำกำไรสะท้อนให้เห็นถึงความคุ้มค่าในการเข้าซื้อกิจการ

สู่เป้าหมายหมื่นล้านในระยะสั้น

จากการรีแคปภาพรวมผลการดำเนินงานของผู้บริหารและตัวเลขดัชนีทางการเงินในไตรมาส 1 ปี 2569 แสดงให้เห็นว่า PSGC ประสบความสำเร็จในการสร้างปรากฏการณ์ New High ในทุกมิติ ทั้งในแง่ของรายได้รวม 2,600 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 267.4 ล้านบาท การล้างขาดทุนสะสมจนกลับมามีกำไรสะสมกว่า 2,273.2 ล้านบาท สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของกระแสเงินสดที่ได้จากโครงสร้างธุรกิจใหม่

สำหรับแนวโน้มในช่วงที่เหลือของปี 2569 กลุ่มบริษัทได้ตั้งเป้าหมายระยะสั้นที่ท้าทาย โดยปรับเป้าหมายรายได้รวมของปี 2569 ขึ้นไปสู่ระดับ มากกว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งหากทำได้สำเร็จ จะเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับฐานรายได้รวมของปี 2568 ที่ผ่านมา โดยปัจจัยเร่งหลักจะมาจากโควตาสัญญาการส่งมอบถ่านหินจำนวน 4 ล้านตันของ NT ที่จะทยอยรับรู้รายรับสูงขึ้นในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซันของความต้องการใช้พลังงานในภูมิภาค

การปรับทัพใหญ่ของ PSGC ในครั้งนี้ จึงเป็นกรณีศึกษาทางธุรกิจที่น่าจับตามองในแง่ของการทำ Strategic Shift จากธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่มีความแน่นอนต่ำ สู่การควบคุมต้นน้ำและกลางน้ำของห่วงโซ่อุปทานพลังงานในภูมิภาค CLMV ภายใต้กรอบความร่วมมือระดับรัฐต่อรัฐ ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างการเติบโตในระยะสั้น แต่คือการวางรากฐานเพื่อก้าวสู่เป้าหมาย 20,000 ล้านบาทในอีกหนึ่งทศวรรษข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...