โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

เกาะติดสถานการณ์น้ำรายวัน เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมแจ้งเตือนในทันที

เดลินิวส์

อัพเดต 3 กรกฎาคม 2569 เวลา 22.08 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
สทนช. จับมือ ปภ. บูรณาการหน่วยงานในพื้นที่ เกาะติดสถานการณ์น้ำรายวัน เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมแจ้งเตือนในทันที ควบคู่กับบริหารจัดการน้ำในอ่างรองรับแล้ง-ท่วม

นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ฝนในปัจจุบัน ร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังค่อนข้างแรง อีกทั้งขณะนี้เกิดพายุดีเปรสชันบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน ได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน “ไมสัก” (MAYSAK) แล้ว ซึ่งมีแนวโน้มเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งที่เกาะไหหลำและเวียดนามตอนบนในช่วงวันที่ 4-5 กรกฎาคม 2569 โดยส่งผลกระทบทางอ้อมต่อประเทศไทย ทำให้หลายพื้นที่มีฝนตกหนักถึงหนักมาก โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ดังกล่าว

สทนช. โดยศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ มีการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำเป็นประจำทุกวัน ในช่วงเวลา 07.30 น. และ 16.30 น. เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ฝน ประเมินความรุนแรงของสถานการณ์ และระบุพื้นที่เสี่ยง ก่อนส่งต่อข้อมูลให้กับ สทนช. ภาค 1 – 4 ใช้ประกอบการบริหารจัดการสถานการณ์ในพื้นที่ร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และหากพบพื้นที่เสี่ยงเกิดอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินถล่ม จะเร่งประสานแจ้งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อแจ้งเตือนประชาชนผ่านระบบแจ้งเตือนภัยผ่านโทรศัพท์มือถือ (Cell Broadcast) ได้ในทันที โดยระหว่างวันที่ 3-6 ก.ค. 69 มีพื้นที่เสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังพิเศษ ได้แก่ ภาคเหนือ ที่จังหวัดเชียงราย น่าน และพะเยา ภาคตะวันออก ที่จังหวัดจันทบุรี และตราด ภาคใต้ ที่จังหวัดพังงา, ภูเก็ต, ระนอง และกระบี

นอกจากนี้ สทนช. ได้ติดตามและบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำและการระบายน้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ฝนและพายุ โดยปัจจุบันแหล่งน้ำทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวม 44,137 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 55 ของความจุเก็บกัก คิดเป็นปริมาณน้ำใช้การ 20,026 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 35 ขณะเดียวกัน ยังติดตามปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลมาปรับแผนการระบายน้ำให้เหมาะสม สามารถรองรับน้ำหลากในช่วงฤดูฝน และสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งที่ประเทศไทยเผชิญกับสภาวะเอลนีโญได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการติดตามตั้งแต่วันที่ 25 มิ.ย. – 1 ก.ค. 69 พบว่า มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้งประเทศ 35 แห่ง รวม 331 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็น ภาคเหนือ 9 แห่ง รวม 98 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 12 แห่ง รวม 45 ล้าน ลบ.ม. ภาคกลาง 2 แห่ง รวม 12 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันออก 6 แห่ง รวม 8 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันตก 4 แห่ง รวม 107 ล้าน ลบ.ม. และภาคใต้ 2 แห่ง รวม 61 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ อ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อ่างเก็บน้ำวชิราลงกรณ อ่างเก็บน้ำสิริกิติ์ อ่างเก็บน้ำภูมิพล อ่างเก็บน้ำรัชชประภา และอ่างเก็บน้ำศรีนครินทร์ ตามลำดับ

ขณะเดียวกัน สทนช. ยังคงเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งจากภาวะฝนทิ้งช่วงในช่วงเดือนกรกฎาคม 2569 โดยได้จัดทำข้อมูลพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งด้านอุปโภคบริโภค การเกษตร และคุณภาพน้ำ พร้อมทั้งบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการติดตาม วิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง ภายใต้คณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อนำข้อมูลมาปรับเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำและแผนการระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง สามารถรักษาปริมาณน้ำต้นทุนให้เพียงพอต่อการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้ง ขณะเดียวกันยังคงมีพื้นที่รองรับน้ำสำหรับเก็บกักเพิ่มเติมในช่วงฤดูฝนได้อย่างเหมาะสม อันจะช่วยลดความเสี่ยงทั้งจากภัยแล้งและอุทกภัยควบคู่กันไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...