ทำไม ‘ทุนจีน’ ยังยึดบัลลังก์ EEC? ถอดรหัส FDI เมื่อทุนยุโรปเริ่มกลับมา และ Data Center กำลังเปลี่ยนเกม
หลังจากที่ เมื่อไม่นานมานี้ นายกรัฐมนตรีประกาศสวมบท ‘เซลส์แมน’ เดินหน้าทำตลาด EEC ดึงนักลงทุนทั่วโลก ‘WHA’ และเลขา EEC เผยว่า ไทยยังได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซัพพลายเชน และสิทธิประโยชน์ BOI
ประเด็นสำคัญ
- อนุทิน สวมบท ‘เซลแมน‘ ทำการตลาดให้ EEC
- ‘จรีพร’ แม่ทัพ WHA เผยแม้ทุนจีนรั้งเบอร์ 1 แต่ทุนยุโรปเริ่มกลับมา ‘Data center’ มาแรง
- คลื่นทุนยานยนต์ ดันอัตราการเช่าโรงงาน WHA พุ่ง 90%
- Tech Data center ยานยนต์ การแพทย์ หนุนทุนสิงคโปร์ เบียดแซงญี่ปุ่น
- บูมลงทุนอู่ตะเภาและเมืองการบิน
- เปิด 3 อันดับทุนนอกขนเงินลงทุน EEC
- 5 เดือนแรกของปีนี้ 2569 ทุนจีนยังนำโด่ง
โดยทุนจีนยังครองเบอร์ 1 ขณะที่ทุนยุโรปเริ่มกลับมา และคลื่นทุน Data Center กำลังเปลี่ยนเกม กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูด FDI ยุคใหม่
อนุทิน สวมบท ‘เซลแมน‘ ทำการตลาดให้ EEC
ระหว่างการเดินทางเยือนรัสเซีย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศว่า หลังจากนี้ พร้อมทำหน้าที่ ‘เซลแมน’ ทำการตลาดให้ EEC
โดยช่วงเวลานี้เป็นจังหวะสำคัญในการทำการตลาด (marketing) และโชว์ศักยภาพด้านการลงทุนในพื้นที่ EEC หรือ โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ จนพร้อมแล้ว
จังหวะต่อไปนี้ คือ การตลาด เพื่อส่งเสริมการลงทุนใน EEC จะขอ ‘สวมบทบาท’ นักการตลาดให้กับประเทศ
เนื่องจากตนเองเดินทางบ่อย มีโอกาสพบปะ เจรจาพูดคุยกับผู้นำประเทศ นักลงทุน และภาคเอกชนต่างประเทศหลายครั้ง หลายโอกาส จึงอยากใช้โอกาสช่วยจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) เพราะการไปเยือน-มาเยือนต่างประเทศ ไม่ใช่คุยแค่ความสัมพันธ์ ต้องเป็นจังหวะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยได้มากที่สุด
‘จรีพร’ แม่ทัพ WHA เผยแม้ทุนจีนรั้งเบอร์ 1 แต่ทุนยุโรปเริ่มกลับมา ‘Data center’ มาแรง
จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ภาพรวมและแนวโน้มการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง
โดยจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นตั้งแต่การจัดตั้ง EEC ในปี 2560 และต่อมาเมื่อเกิดสงครามการค้าระหว่างประเทศในปี 2561 ที่กลายเป็นปัจจัยเร่งให้มีการย้ายฐานการผลิตครั้งใหญ่จากจีนเข้าสู่ภูมิภาคนี้
ทั้งนี้ มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทำสถิติใหม่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยปีก่อนยอด FDI ทะยานสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 1.3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 60% เมื่อเทียบปีก่อนหน้า และในปีนี้เพียงไตรมาสแรกก็มี FDI กว่า 9 แสนล้านบาทแล้ว ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
“นักลงทุนจากจีนยังคงเป็นอันดับหนึ่งของผู้ลงทุนใน EEC ตามด้วยสหรัฐอเมริกาที่เน้นลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) ขณะที่ญี่ปุ่นยังคงขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และกลุ่มยุโรปเริ่มกลับมาลงทุนอีกครั้ง” จรีพร กล่าว
สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เข้ามาลงทุนในช่วงหลังนั้น มีตั้งแต่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), อิเล็กทรอนิกส์, เซมิคอนดักเตอร์, แผงวงจรพิมพ์, เครื่องใช้ไฟฟ้า, ไปจนถึง Data Center
โดยรูปแบบการลงทุนแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก คือ
- นักลงทุนรายใหญ่ ที่ซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างโรงงานเอง
- ผู้ประกอบการรายย่อย ที่นิยมเช่าโรงงานสำเร็จรูปเป็นหลัก
ส่งผลให้ ยอดขายที่ดินของ WHA เติบโตเป็นเท่าตัวจากก่อนโควิดที่ขายได้ราว 1,000 ไร่ต่อปี ขยับขึ้นเป็นกว่า 2,000 ไร่ต่อปีหลังโควิด แม้ในช่วงการระบาดจะมีการชะลอตัว แต่บริษัทก็ยังคงประชุมออนไลน์กับลูกค้าต่างชาติเพื่อรักษาการเติบโตต่อไปได้
คลื่นทุนยานยนต์ ดันอัตราการเช่าโรงงาน WHA พุ่ง 90%
นอกจากนี้ อัตราการเช่าโรงงานของ WHA อยู่ในระดับสูงกว่า 90% ขณะนี้บริษัทจึงเร่งพัฒนาพื้นที่เพื่อรองรับการขยายตัวของความต้องการอย่างต่อเนื่อง
โดยสัดส่วนลูกค้าของบริษัทยังคงมาจากกลุ่มยานยนต์เป็นหลักประมาณ 41% รองลงมาคือสินค้าอุปโภคบริโภค, อิเล็กทรอนิกส์, เครื่องใช้ไฟฟ้า และกลุ่มดิจิทัล
จรีพร กล่าวต่อว่า ปัจจุบันยังไม่พบปรากฏการณ์ย้ายฐานการผลิตไปเวียดนาม ซึ่งการย้ายไปเวียดนามในอดีตเป็นของอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น สิ่งทอทั่วไปหรืออาหาร ที่ย้ายไปนานแล้ว ขณะที่ สิ่งทอที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงยังคงตั้งฐานการผลิตในไทย
พร้อมกันนี้ ยังมองว่า ปัจจัยที่ทำให้ไทยยังเป็นจุดหมายของนักลงทุนต่างชาติ ประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งทั้งระบบน้ำ พลังงาน และถนนหนทาง ตลอดจนระบบนิเวศอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงได้ดี
โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงทำเลเชิงยุทธศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ตามด้วยแรงงานที่มีทักษะ และสิทธิประโยชน์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ก็เป็นปัจจัยสำคัญด้วย
อย่างไรก็ตาม จรีพรเตือนว่า ยังมีอุปสรรคที่ต้องเร่งแก้ไขเพื่อดึงดูดการลงทุนให้มากขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยเห็นว่าเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จะทบทวนและตัดกฎระเบียบหรือกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อการลงทุนออก และเดินหน้าปรับปรุงผังเมือง และจัดการความมั่นคงด้านพลังงานให้แน่นอน
ขณะที่ภาคเอกชนได้เร่งพัฒนาศักยภาพและเตรียมรองรับการขยายตัวอย่างเต็มที่ หากภาครัฐเร่งแก้ไขประเด็นเหล่านี้ จะยิ่งเป็นแรงขับเคลื่อนให้การลงทุนใน EEC เติบโตต่อเนื่องและยั่งยืนในอนาคต
Tech Data center ยานยนต์ การแพทย์ หนุนทุนสิงคโปร์ เบียดแซงญี่ปุ่น
จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) บอกกับ THE STANDARD WEALTH เสริมว่า ภาพรวมการดึงดูดการลงทุนในพื้นที่ EEC ปัจจุบันอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการลงทุนสูงที่สุดในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา คือ กลุ่ม Data Center ซึ่งถือเป็นฐานของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี (Tech) ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นด้านการแพทย์ ยานยนต์ ไบโอเทค และบริการที่เกี่ยวข้องกับ AI
“7-8 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนรายใหญ่ใน EEC คือ ประเทศจีน แต่ปัจจุบันเริ่มเห็นการลงทุนจากสิงคโปร์เพิ่มขึ้นและมีแนวโน้มแซงญี่ปุ่น เนื่องจากมีการลงทุนผ่านโครงสร้าง Data Center และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามากขึ้น”
ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังมีบทบาทในการสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการรองรับการลงทุนใหม่ ๆ ซึ่งส่งผลให้การลงทุนใน EEC มีทั้งในเชิงปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
บูมลงทุนอู่ตะเภาและเมืองการบิน
นอกจากนี้ จุฬา ยังกล่าวถึงอุตสาหกรรมอื่นนอกเหนือจากดิจิทัลว่า ยังมีการลงทุนในภาคบริการ และโครงการขนาดใหญ่ที่สำคัญ ได้แก่ การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบิน ซึ่งจะมีการพัฒนาเมืองใหม่ในพื้นที่ประมาณ 24 ตารางกิโลเมตร เพื่อรองรับการลงทุนและการท่องเที่ยว รวมถึงการพัฒนาเป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นเขตพัฒนาเมืองการบิน (Aerotropolis) คล้ายกับบางประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อดึงดูดการลงทุนและกระจายความเจริญในพื้นที่ EEC
จุฬายังกล่าวถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ว่า ปัจจุบัน EEC มีการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังในฐานะประตูขนส่งสินค้าคอนเทนเนอร์ ท่าเรือมาบตาพุดสำหรับรองรับก๊าซธรรมชาติและพลังงาน
รวมถึงสนามบินอู่ตะเภาในฐานะประตูทางอากาศ ซึ่งทั้งหมดจะต้องเชื่อมโยงกันผ่านระบบถนน มอเตอร์เวย์ และโครงข่ายคมนาคม เพื่อให้การขนส่งสินค้าและการเดินทางมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เปิด 3 อันดับทุนนอกขนเงินลงทุน EEC
พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ให้ข้อมูล THE STANDARD WEALTH ว่า ในปี 2568 มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในพื้นที่ EEC 313 ราย คิดเป็น 29% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้นจากปี 2567 จำนวน 12 ราย (4%) (ปี 2568 ลงทุน 313 ราย / ปี 2567 ลงทุน 301 ราย)
โดยมีมูลค่าการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 106,461 ล้านบาท คิดเป็น 33% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจาก
- จีน 83 ราย ลงทุน 19,263 ล้านบาท
- ญี่ปุ่น 67 ราย ลงทุน 33,840 ล้านบาท
3.สิงคโปร์ 46 ราย ลงทุน 23,238 ล้านบาท
- ประเทศอื่นๆ 117 ราย ลงทุน 30,120 ล้านบาท
โดยมีอันดับธุรกิจ ดังนี้
- ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม โดยการออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์
- ธุรกิจบริการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์
- ธุรกิจบริการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อให้บริการดิจิทัล / บริการ Data Center
- ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์, ยางสังเคราะห์สำหรับอุตสาหกรรม, ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป และชิ้นส่วนยานพาหนะ เป็นต้น
5 เดือนแรกของปีนี้ 2569 ทุนจีนยังนำโด่ง
สำหรับเดือนมกราคม- พฤษภาคม มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 161 ราย คิดเป็น 30% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 32 ราย (25%) (เดือน ม.ค.-พ.ค. 2569 ลงทุน 161 ราย / เดือน ม.ค.-พ.ค. 2568 ลงทุน 129 ราย)
ทั้งนี้ มีมูลค่าการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 59,939 ล้านบาท คิดเป็น 39% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจาก
- จีน 53 ราย ลงทุน 24,640 ล้านบาท
- ญี่ปุ่น 23 ราย ลงทุน 8,419 ล้านบาท
- สิงคโปร์ 20 ราย ลงทุน 9,940 ล้านบาท
- ประเทศอื่นๆ 65 ราย ลงทุน 16,940 ล้านบาท
โดยมีอันดับธุรกิจ ดังนี้
- ธุรกิจซ่อมบำรุง Aircraft Nacelle และชิ้นส่วนของ Nacelle ของอากาศยานทางการทหาร
- ธุรกิจค้าส่งสินค้า เช่น พัดลมที่เป็นส่วนประกอบในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, วัสดุและเคมีภัณฑ์, เครื่องมือแพทย์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นต้น
- ธุรกิจบริการซ่อมแซมและบำรุงรักษาสินค้า อุปกรณ์โทรคมนาคมสำหรับระบบใยแก้วนำแสง
- ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศ, เครื่องจักรอัตโนมัติ, Printed Circuit Board Assembly (PCBA)/