โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ปัจจัยเสี่ยงโลก’โจทย์ใหญ่ศก.ไทย

ไทยโพสต์

อัพเดต 16 กรกฎาคม 2569 เวลา 3.05 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกยังคงเป็นปัจจัยที่ทุกประเทศจับตาอย่างใกล้ชิด หลังความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดทางการค้า และความผันผวนของราคาพลังงาน ยังคงส่งผลต่อทิศทางการค้า การลงทุน และต้นทุนการผลิตของหลายประเทศ ขณะที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังไม่คลี่คลาย ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกมีความเปราะบางและแตกต่างกันในแต่ละประเทศ

ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าว หลายประเทศเริ่มปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตในระยะข้างหน้า ขณะที่ประเทศที่ยังพึ่งพาอุปสงค์ภายในหรือภาคการผลิตแบบดั้งเดิม ยังคงเผชิญข้อจำกัดจากต้นทุนที่อยู่ในระดับสูงและกำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง

สำหรับ ‘ประเทศไทย’ แม้จะมีปัจจัยหนุนจากการลงทุนและการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมากขึ้น แต่การขยายตัวของเศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยเสี่ยงภายนอกและภายในประเทศ โดยเฉพาะผลกระทบจากเงินเฟ้อที่อาจกดดันกำลังซื้อของภาคครัวเรือน ต้นทุนที่ทยอยส่งผ่านสู่ผู้บริโภค และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งยังเป็นปัจจัยและตัวแปรสำคัญต่อแนวโน้มการเติบโตในระยะต่อไป

โดย วิจัยกรุงศรีได้ระบุข้อมูลว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2569 จาก 3.1% เหลือ 3.0% เพื่อสะท้อนผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความตึงเครียดทางการค้า ซึ่งต่ำกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยในปี 2567-2568 ที่ 3.5% ขณะเดียวกันยังได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อสู่ระดับ 4.7% จาก 4.1% ในปี 2568

นอกจากนี้ การค้าโลกคาดว่าจะชะลอลงเหลือ 3.5% จาก 5.0% ในปี 2568 โดย IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของประเทศผู้ส่งออกพลังงานและประเทศที่ได้รับอานิสงส์จาก AI อย่างไรก็ตาม การเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านระลอกใหม่ของสหรัฐ อาจส่งผลให้ราคาพลังงานมีแนวโน้มผันผวนและเพิ่มความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกมากขึ้นในระยะข้างหน้า

ในมิติของเศรษฐกิจไทย IMF ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2569 สู่ระดับ 1.9% จาก 1.5% ซึ่งคาดการณ์ในเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา แม้เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์อันเป็นผลจากสงคราม แต่สามารถเติบโตได้ดีกว่าคาดปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากการที่ไทยเชื่อมโยงกับห่วงโซ่มูลค่าเทคโนโลยีโลก (Global technology Value Chain) มากขึ้น และได้รับการจัดอยู่ในกลุ่ม 4 ประเทศผู้ส่งออกสุทธิฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI สูงสุดของโลก ร่วมกับไต้หวันเกาหลีใต้ และมาเลเซีย อีกทั้งยังได้แรงหนุนเพิ่มเติมจากมาตรการทางการคลังและการขยายตัวของการลงทุน

โดย วิจัยกรุงศรีคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 1.9% ในปี 2569 สอดคล้องกับประมาณการล่าสุดของ IMF อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวยังมีลักษณะเปราะบางและไม่ทั่วถึง (Uneven Growth) ขณะที่กำลังซื้อของครัวเรือนได้รับแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากการทยอยส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการไปสู่ผู้บริโภค (Pass-through Effect) อีกทั้งยังมีความเสี่ยงจาก Payback Effect ต่อการบริโภคภายหลังสิ้นสุดมาตรการไทยช่วยไทยพลัสในไตรมาส 4

สำหรับ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญนั้น ถือเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุนผ่านโครงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศภายใต้กรอบวงเงิน 2 แสนล้านบาท โดยยังต้องติดตามรายละเอียดของโครงการในแง่มุมต่างๆ เช่น ประสิทธิผลของมาตรการแนวโน้มการนำเข้าสินค้าภายใต้โครงการ รวมทั้งผลกระทบต่อดุลการค้าและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

อย่างไรก็ดี แม้เศรษฐกิจไทยจะยังมีแรงหนุนจากการลงทุน การเชื่อมโยงกับห่วงโซ่มูลค่าเทคโนโลยีโลก และมาตรการภาครัฐ แต่การฟื้นตัวยังเผชิญความท้าทายจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก เงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และกำลังซื้อภาคครัวเรือนที่ยังเปราะบาง ขณะที่ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และความตึงเครียดทางการค้ายังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจกระทบต่อทิศทางเศรษฐกิจและการค้าโลกในระยะข้างหน้า ดังนั้น การเติบโตของเศรษฐกิจไทยจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยความสามารถในการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อสร้างการเติบโตที่มีเสถียรภาพและทั่วถึงมากขึ้นในระยะยาว.

ครองขวัญ รอดหมวน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...