‘ปัจจัยเสี่ยงโลก’โจทย์ใหญ่ศก.ไทย
ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกยังคงเป็นปัจจัยที่ทุกประเทศจับตาอย่างใกล้ชิด หลังความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดทางการค้า และความผันผวนของราคาพลังงาน ยังคงส่งผลต่อทิศทางการค้า การลงทุน และต้นทุนการผลิตของหลายประเทศ ขณะที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังไม่คลี่คลาย ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกมีความเปราะบางและแตกต่างกันในแต่ละประเทศ
ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าว หลายประเทศเริ่มปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตในระยะข้างหน้า ขณะที่ประเทศที่ยังพึ่งพาอุปสงค์ภายในหรือภาคการผลิตแบบดั้งเดิม ยังคงเผชิญข้อจำกัดจากต้นทุนที่อยู่ในระดับสูงและกำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง
สำหรับ ‘ประเทศไทย’ แม้จะมีปัจจัยหนุนจากการลงทุนและการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมากขึ้น แต่การขยายตัวของเศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยเสี่ยงภายนอกและภายในประเทศ โดยเฉพาะผลกระทบจากเงินเฟ้อที่อาจกดดันกำลังซื้อของภาคครัวเรือน ต้นทุนที่ทยอยส่งผ่านสู่ผู้บริโภค และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งยังเป็นปัจจัยและตัวแปรสำคัญต่อแนวโน้มการเติบโตในระยะต่อไป
โดย วิจัยกรุงศรีได้ระบุข้อมูลว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2569 จาก 3.1% เหลือ 3.0% เพื่อสะท้อนผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความตึงเครียดทางการค้า ซึ่งต่ำกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยในปี 2567-2568 ที่ 3.5% ขณะเดียวกันยังได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อสู่ระดับ 4.7% จาก 4.1% ในปี 2568
นอกจากนี้ การค้าโลกคาดว่าจะชะลอลงเหลือ 3.5% จาก 5.0% ในปี 2568 โดย IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของประเทศผู้ส่งออกพลังงานและประเทศที่ได้รับอานิสงส์จาก AI อย่างไรก็ตาม การเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านระลอกใหม่ของสหรัฐ อาจส่งผลให้ราคาพลังงานมีแนวโน้มผันผวนและเพิ่มความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกมากขึ้นในระยะข้างหน้า
ในมิติของเศรษฐกิจไทย IMF ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2569 สู่ระดับ 1.9% จาก 1.5% ซึ่งคาดการณ์ในเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา แม้เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์อันเป็นผลจากสงคราม แต่สามารถเติบโตได้ดีกว่าคาดปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากการที่ไทยเชื่อมโยงกับห่วงโซ่มูลค่าเทคโนโลยีโลก (Global technology Value Chain) มากขึ้น และได้รับการจัดอยู่ในกลุ่ม 4 ประเทศผู้ส่งออกสุทธิฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI สูงสุดของโลก ร่วมกับไต้หวันเกาหลีใต้ และมาเลเซีย อีกทั้งยังได้แรงหนุนเพิ่มเติมจากมาตรการทางการคลังและการขยายตัวของการลงทุน
โดย วิจัยกรุงศรีคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 1.9% ในปี 2569 สอดคล้องกับประมาณการล่าสุดของ IMF อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวยังมีลักษณะเปราะบางและไม่ทั่วถึง (Uneven Growth) ขณะที่กำลังซื้อของครัวเรือนได้รับแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากการทยอยส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการไปสู่ผู้บริโภค (Pass-through Effect) อีกทั้งยังมีความเสี่ยงจาก Payback Effect ต่อการบริโภคภายหลังสิ้นสุดมาตรการไทยช่วยไทยพลัสในไตรมาส 4
สำหรับ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญนั้น ถือเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุนผ่านโครงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศภายใต้กรอบวงเงิน 2 แสนล้านบาท โดยยังต้องติดตามรายละเอียดของโครงการในแง่มุมต่างๆ เช่น ประสิทธิผลของมาตรการแนวโน้มการนำเข้าสินค้าภายใต้โครงการ รวมทั้งผลกระทบต่อดุลการค้าและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
อย่างไรก็ดี แม้เศรษฐกิจไทยจะยังมีแรงหนุนจากการลงทุน การเชื่อมโยงกับห่วงโซ่มูลค่าเทคโนโลยีโลก และมาตรการภาครัฐ แต่การฟื้นตัวยังเผชิญความท้าทายจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก เงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และกำลังซื้อภาคครัวเรือนที่ยังเปราะบาง ขณะที่ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และความตึงเครียดทางการค้ายังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจกระทบต่อทิศทางเศรษฐกิจและการค้าโลกในระยะข้างหน้า ดังนั้น การเติบโตของเศรษฐกิจไทยจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยความสามารถในการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อสร้างการเติบโตที่มีเสถียรภาพและทั่วถึงมากขึ้นในระยะยาว.
ครองขวัญ รอดหมวน