"ขันทีจีนโบราณ" หลังถูกตอน ขับถ่ายอย่างไร? เรื่องรันทดในวังหลวงที่ซีรีส์ไม่ได้บอก
เจาะลึกประวัติศาสตร์ด้านมืด! "ขันที" ในวังหลวงจีนโบราณ หลังถูกตอนแล้ว "ขับถ่าย" อย่างไร
ในระบอบฟิวดัลหรือสังคมศักดินาของจีนโบราณ "ขันที" คือกลุ่มบุคคลสำคัญที่มีหน้าที่รับใช้ใกล้ชิดเชื้อพระวงศ์ในวังหลวง และเพื่อเป็นการรับประกันว่าสายเลือดของราชวงศ์จะบริสุทธิ์ผุดผ่อง เด็กชายที่มาจากครอบครัวยากจนเหล่านี้จึงต้องเข้ารับการ "ตอน" หรือผ่าตัดแปลงเพศก่อนเข้าวัง ทำให้พวกเขาถูกตัดขาดจากวิถีของเพศชายโดยสิ้นเชิง
แต่การผ่าตัดที่โหดเหี้ยมนี้ นอกจากจะสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสรีระแล้ว ยังนำมาซึ่งปัญหาสุดแสนรันทดในชีวิตประจำวัน นั่นคือ "พวกเขามีวิธีขับถ่ายปัสสาวะอย่างไรหลังสูญเสียแกนกายไปแล้ว"
กระบวนการผ่าตัดสุดทรมาน เสี่ยงเสียชีวิตและทิ้งแผลเป็นตลอดชีวิต
กระบวนการตอนขันทีในอดีตเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและอันตรายถึงชีวิต ก่อนเริ่มลงมีดผู้เข้ารับการผ่าตัดจะได้รับเพียงเหล้าแรงๆ เพื่อช่วยบรรเทาความเจ็บปวดเท่านั้น
และทันทีที่การผ่าตัดเสร็จสิ้น "แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะรีบเสียบท่อระบายปัสสาวะที่ทำจากขี้ผึ้งสีขาวเข้าไปในท่อปัสสาวะทันที" เพื่อเปิดทางให้ท่อปัสสาวะคงรูปและไม่ตีบตัน เพราะหากปล่อยให้แผลสมานกันจนรูเปิดปิดสนิท ขันทีคนนั้นจะต้องเข้ารับการลงมีดผ่าเปิดรูใหม่อีกครั้งซึ่งทรมานเจียนตาย
ในช่วงที่บาดแผลกำลังสมานตัว ขันทีฝึกหัดมักจะเผชิญกับอาการไข้ขึ้นสูงและติดเชื้อในกระแสเลือด ทำให้เด็กชายจำนวนมากต้องเสียชีวิตลงตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าวัง และต่อให้รอดชีวิตมาได้ พวกเขาก็ต้องเผชิญกับภาวะหูรูดอักเสบเรื้อรัง รวมถึงอาการอั้นปัสสาวะไม่อยู่ไปตลอดชีวิต
ภาพจากภาพยนตร์เรื่อง
เปิดโปง "ตระกูลนักตอน" แห่งปักกิ่งและพิธีกรรม "ชา 72"
เบื้องหลังศัลยกรรมอันโหดร้ายนี้ มีการบริหารจัดการที่เป็นระบบและเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ในสมัยราชวงศ์ชิง มีตระกูลลึกลับในปักกิ่งที่สืบทอดวิชาการตอนขันทีอยู่ 2 ตระกูลใหญ่ ได้แก่ ตระกูลของ "เหลาอู่" แห่งถนนหนานฉาง และตระกูล "เสี่ยวเต้าหลิว" แห่งตรอกฟางจวน นอกประตูตี่อันเหมิน ซึ่งคนกลุ่มนี้ได้รับความไว้วางใจจากราชสำนักให้ส่งตัวขันทีฝึกหัดจำนวนหลายสิบคนเข้าสู่กรมมหาดเล็กเป็นประจำทุกปี
ขั้นตอนหลังการผ่าตัดยังถูกยกระดับให้เป็นพิธีกรรมโบราณที่เรียกว่า "ฉีเอ้อฉา" หรือ พิธีชา 72 ซึ่งหมายถึงการคงท่อระบายปัสสาวะขี้ผึ้งไว้ในร่างกายเป็นเวลา 7 วันเต็ม ควบคู่ไปกับการดื่มน้ำชาตามลำดับและสูตรเฉพาะเพื่อช่วยปลอบประโลมและควบคุมระบบขับถ่ายรวมถึงอารมณ์ของผู้ป่วย
ซุนเหยาถิง ขันทีคนสุดท้ายในประเทศจีน
วิวัฒนาการการขับถ่าย: ก่อนและหลังยุคจักรพรรดิเฉียนหลง
ระบบการขับถ่ายของขันทีมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญตามยุคสมัย โดยสามารถแบ่งออกได้เป็นสองช่วงหลักดังนี้:
ยุคสมัย วิธีการและเครื่องมือในการขับถ่ายปัสสาวะของขันที ก่อนราชวงศ์หมิงและชิง ขันทีส่วนใหญ่ใช้วิธีนั่งยองๆ เหมือนผู้หญิง หรือใช้วิธีโน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อควบคุมทิศทางการไหลของปัสสาวะ เนื่องจากเนื้อเยื่อรอบบาดแผลยังไม่หดตัวมากนัก หลังยุคจักรพรรดิเฉียนหลง (ราชวงศ์ชิง) เมื่อแผลหายดี เนื้อเยื่อมักหดรัดจนรูเปิดบุ๋มลงไป ทำให้ปัสสาวะพุ่งกระจายเลอะเทอะ จึงเริ่มมีการประดิษฐ์อุปกรณ์ช่วยขับถ่าย เช่น ท่อหรือกรวยขนาดเล็กที่ทำจากโลหะ เงิน หรือกระดูกสัตว์ สำหรับสวมต่อจากรูกลางเป้าเพื่อช่วยบังคับทิศทางน้ำปัสสาวะให้พุ่งออกไปด้านหน้าได้เหมือนคนปกติ
แม้ว่าในสมัยราชวงศ์ชิง เทคโนโลยีทางการแพทย์จะได้รับการพัฒนาจนช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากการผ่าตัดลงได้มาก แต่การเลือกเดินเส้นทางเป็น "ขันที" ก็ยังคงเป็นโศกนาฏกรรมและตราบาปในชีวิตของเด็กชายยากจนจำนวนมาก ที่ถูกความอดอยากบีบคั้นให้ต้องสละความเป็นชายเพื่อความอยู่รอดของครอบครัว
แม้หลายคนจะโชคดีได้ลาภยศสรรเสริญในวังหลวง แต่ลึกๆ แล้วพวกเขากลับต้องแบกรับความทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจ เป็นกลุ่มคนที่ส่งเสียงได้เบาที่สุดและน่าเวทนาที่สุดภายใต้ระบบจักรพรรดิของจีนโบราณ