อังคณา-อัญชนา ชนะคดีIOโจมตี สั่งลบข้อมูล7วัน
"อังคณา-อัญชนา" ชนะอุทธรณ์คดี IO กอ.รมน.โจมตีคุกคาม ให้สำนักนายกฯ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวม 2.1 แสนบาท พร้อมลบข้อมูลละเมิดภายใน 7 วัน “รอมฎอน" เผยวงประชุม กมธ.ทหาร "เหล่าทัพ" ให้ข้อมูล "ปฏิบัติการไอโอ" สวนทาง "คำพิพากษา"
เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีที่ นางอังคณา นีละไพจิตร และนางอัญชนา หีมมิหน๊ะ นักสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะหน่วยงานควบคุม (กอ.รมน.) และกองทัพบก เป็นจำเลยที่ 1-2 กรณีถูกเผยแพร่ข้อมูลโจมตีผ่านปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO บนสื่อออนไลน์จากเว็บไซต์ Pulony.blogspot.com อยู่ภายใต้การควบคุม กำกับดูแลระบบ และการจัดการข้อมูลของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า
โดยศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้สำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งกำกับดูแลกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จำเลยที่ 1 ลบข้อความและนำภาพถ่ายออกจากเว็บไซต์ pulony.blogspot.com ภายใน 7 วันนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด นอกจากนี้ยังให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่นางอังคณา เป็นเงิน 120,000 บาท และชดใช้ค่าเสียหายแก่ น.ส.อัญชนา เป็นเงิน 90,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 210,000 บาท
ทางด้านนางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า “ชนะคดีประวัติศาสตร์ฟ้อง #คดีIO ศาลอุทธรณ์ออกคำบังคับ #กอรมน. ชดใช้ค่าเสียหายให้กับนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และลบข้อความละเมิดศักดิ์ศรี ภายใน 7 วัน นับแต่คดีถึงที่สุด”
ที่รัฐสภา นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ กมธ.การทหารได้เชิญผู้แทนเหล่าทัพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในชุดปฏิบัติการข่าวสารเข้ามาชี้แจงในที่ประชุม โดยระบุว่า ทุกหน่วยที่เข้ามาชี้แจงพูดในลักษณะเดียวกัน แต่น่าสนใจว่ามีข้อเท็จจริงหลายประการ เช่น การถูกโจมตีในโซเชียลมีเดีย มีการบิดเบือนข้อเท็จจริง รวมถึงประเด็นของสื่อมวลชนที่ถูกโจมตีจาก IO ซึ่งขณะที่มีการประชุมในเรื่องนี้ ก็มีความคืบหน้าจากฝั่งตุลาการ เนื่องจากศาลแพ่งมีการอ่านคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์ ในคดีของนางอังคณา นีละไพจิตร สว. ในฐานะนักสิทธิมนุษยชนที่ฟ้อง กอ.รมน. จากพฤติการณ์ที่มีการเผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จ ซึ่งวันนี้ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้ กอ.รมน.ลบข้อความนั้นออก รวมทั้งจ่ายค่าเสียหายให้กับนางอังคณามูลค่านับแสนบาท แต่ข้อเท็จจริงในห้องกรรมาธิการกลับเป็นข้อมูลที่สวนทางกัน เพราะทางเหล่าทัพยืนยันว่าไม่มีปฏิบัติการข่าวสารเชิงลบต่อประชาชน
นายรอมฎอนกล่าวต่อว่า การมีปฏิบัติการข่าวสารเหล่านี้ หากยึดตามหลักการเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่หลายปีที่ผ่านมา หน่วยงานความมั่นคงมักจะมีปฏิบัติการเหล่านี้ เราก็จะติดตามกรณีเหล่านี้อย่างใกล้ชิด ซึ่งหลังจากนี้ กมธ.จะมีการเรียกเอกสารเพิ่มเติม และตนได้เสนอให้มีการเรียกดูเอกสารคู่มือราชการสนามที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการจิตวิทยา และปฏิบัติการข่าวสารมาตรวจสอบด้วย ว่ามีหลักการที่คงเส้นคงวาขนาดไหน
นอกจากนั้นยังแถลงถึงการทำงานของคณะอนุกรรมาธิการ (อนุ กมธ.) พิจารณาแนวทางส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ใน กมธ.การกฎหมายฯ ว่า มีการประชุมไปแล้ว 2 ครั้ง ในกรอบ 45 วัน โดยเป้าหมายในการตั้งคณะอนุฯ ชุดนี้ เพื่อจัดทำข้อเสนอไปยังฝ่ายบริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยจะนำข้อเสนอแนะของคณะคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาเรื่องการสร้างสันติภาพในชายแดนใต้ของสภาชุดก่อนมาพิจารณาด้วย ซึ่งขณะนี้มีความคืบหน้าที่น่าสนใจ ด้วยทางฝั่งรัฐบาลในขณะนี้เริ่มมีความชัดเจนเกี่ยวกับการผลักดันกระบวนการสันติภาพให้เดินหน้า โดยตั้งนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรอง เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุข ที่ได้เดินสายพูดคุย และมีคณะผู้แทนพิเศษโดยมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การต่างประเทศ ที่มีการประชุมนัดแรกแล้ว
"ล่าสุดจะได้มีการพบปะพูดคุยกับตัวแทนขบวนการบีอาร์เอ็นที่มาเลเซียเร็วๆ นี้ ได้ฝากสื่อมวลชนติดตาม โดยสภาจะพยายามติดตามเกาะติดการทำงานของรัฐบาลและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และพัฒนาข้อเสนอเดิมที่เคยมีจากคณะกรรมาธิการวิสามัญทำงานนานถึง 690 วันในสภาชุดก่อน แต่ไม่สามารถนำส่งรายงานให้กับสภาได้เพราะยุบสภาก่อน จะเอาข้อเสนอเหล่านั้นมาปรับปรุง และทำเป็นข้อสังเกตของคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้" นายรอมฎอนกล่าว
นายรอมฎอนกล่าวต่อว่า มีเหตุการณ์ใหม่ที่น่ากังวลเกิดขึ้นในช่วงนี้ โดยเฉพาะการลอบยิง สส. ที่สร้างความสั่นสะเทือนและกระทบจิตใจ ความไว้วางใจ ความเชื่อมั่นของประชาชน และหลังจากนี้จะนำเสนอรายงานเข้าสู่ที่ประชุมกรรมาธิการการกฎหมายฯ ก่อนที่จะส่งให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาและส่งให้รัฐบาลต่อไป ขณะเดียวกัน มีการเสนอญัตติให้มีการพิจารณาตั้งกรรมาธิการวิสามัญอีกชุดหนึ่งคู่ขนานกันไป ซึ่งขณะนี้มี 3 พรรคการเมืองคือ พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ เสนอญัตติให้ที่ประชุมสภาตั้งกรรมาธิการฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ภายหลังการประชุมคณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นัดแรก เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. มีรายงานว่า ในที่ประชุมมีการหารือถึงกรอบการทำงานของคณะผู้แทนฯ และจะรายงานให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบ เพื่อติดตามงานจากฝ่ายต่างๆ ทั้งงานด้านความมั่นคง ด้านการพัฒนา ด้านการข่าวและการเจรจา โดยคณะกรรมการชุดนี้จะตั้งคณะอนุกรรมการเป็นคณะทำงาน 1-2 ชุด ซึ่งขึ้นอยู่กับเลขานุการของคณะกรรมการผู้แทนพิเศษฯ เป็นผู้ตั้ง ทั้งนี้ การประชุมของคณะผู้แทนพิเศษฯ จะประชุมกันเดือนละ 1 ครั้ง
โดยในที่ประชุมได้มีการหารือในหลายประเด็น และมีการเสนอความปลอดภัยในพื้นที่ ทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างยั่งยืน ซึ่งทางฝ่ายเลขาฯ ได้ทำบันทึกเอาไว้ว่าเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการ เพราะประชาชนในพื้นที่มองว่าหากประชาชนไม่ปลอดภัย การพัฒนาในพื้นที่ก็จะยาก ซึ่งหัวใจในการนำเสนอคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ไม่ใช่เฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่รวมไปถึงทุกคนในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องหลักที่จะต้องมาคิดกันอีกครั้งหนึ่ง และต้องมีการให้ประชาชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความปลอดภัยด้วย ต้องไม่ยึดฝ่ายความมั่นคงอย่างเดียว ส่วนจะทำอย่างไรต้องหารือกันในการประชุมครั้งต่อไป.