ครูสาวย้ายสอนภาษา รร.มัธยมญี่ปุ่น ช็อกวัฒนธรรม ชีวิตพัง ปีเดียวลาออกบินกลับบ้าน
ครูสาวไฟแรงสอนย้ายสอนภาษาอังกฤษที่ รร.มัธยมชนบทญี่ปุ่น ช็อกเจอวัฒนธรรมสุดตึง ระบบของฝาก-วันลาป่วย ซ้ำเจอแรงกดดันโอทีฟรี สุดท้ายลาออก ตัดสินใจบินกลับลอนดอน รักษาชีวิตที่พอดี
โซเชียลแห่แชร์เรื่องราวของสาวชาวอังกฤษวัย 20 ปีต้น ๆ ตัดสินใจย้ายจากเมืองหลวงที่วุ่นวายอย่างลอนดอน มาทำงานเป็นครูสอนภาษาอังกฤษระดับมัธยมปลายในเมืองชนบทกลางหุบเขาของประเทศญี่ปุ่น คาดหวังถึงชีวิตที่เรียบง่ายและสงบสุข เดินเล่นตามคันนาในยามบ่าย แม้จะเตรียมใจรับมือกับความแตกต่างเรื่องอาหารและกำแพงภาษามาบ้างแล้ว แต่กลับไม่คาดคิดมาก่อนว่าวัฒนธรรมการทำงานในออฟฟิศญี่ปุ่นจะแตกต่างจากลอนดอนและสร้างความกดดันได้มากขนาดนี้
เริ่มต้นที่ ธรรมเนียมของฝากที่กลายเป็นภาระ ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงาน เพื่อนครูหลายคนเดินแจกคุกกี้ห่อเล็ก ๆ พร้อมรอยยิ้ม เธอสงสัยจนต้องสะกิดถามเพื่อนร่วมงานว่าขนมเหล่านี้คืออะไร เพื่อนครูอธิบายว่าเป็นธรรมเนียมการให้ของฝากเวลาพนักงานลางาน ถือเป็นการขอบคุณที่ช่วยทำงานแทนและขอโทษที่หยุดพัก เพื่อนร่วมงานชี้ให้ดูคนที่เดินแจกขนมพร้อมบอกว่าคนนั้นเพิ่งลางานไปร่วมงานศพเมื่อสัปดาห์ก่อน
เมื่อลองนับจำนวนคนในห้องมีประมาณ 40 คน เธอถามกลับว่าต้องซื้อแจกทุกคนเลยหรือไม่ เพื่อนร่วมงานยิ้มและตอบว่าเป็นเรื่องปกติ แม้ว่าค่าใช้จ่ายจะค่อนข้างสูงก็ตาม ตอนแรกตนเองมองว่าเป็นธรรมเนียมที่น่ารัก แต่ความรู้สึกนั้นก็หายไปอย่างรวดเร็ว เพราะทุกครั้งที่ไปเที่ยวจะต้องซื้อของฝากกลับมาให้คน 40 คนในออฟฟิศ จนกลายเป็นสาเหตุทำให้ลดความสนุกในการท่องเที่ยว เธอเสียดายเงินและกังวลเรื่องขยะพลาสติกจนอยากบอกทุกคนว่าไม่ต้องให้ของฝากตนเองแล้ว เพื่อที่เธอจะได้ไม่ต้องทำตามธรรมเนียมนี้เช่นกัน
ต่อมาคือประเด็น ความซับซ้อนของการลางานและวันลาป่วย ในวันแรกของทำงาน หัวหน้างานมอบสัญญาจ้างและแจ้งว่ามีวันหยุดพักผ่อนประจำปี 20 วัน ซึ่งน้อยกว่าในอังกฤษที่มี 25 วัน แต่เธอก็รับได้ จากนั้นหัวหน้างานแนะนำให้เก็บวันหยุด 10 วันไว้สำหรับใช้ลาป่วย เพราะหากใช้วันหยุดหมดแล้วเกิดป่วยขึ้นมาจะไม่ได้รับค่าจ้างในวันนั้น
เธอถามกลับทันทีว่าไม่มีสิทธิลาป่วยแยกต่างหากหรือ หัวหน้างานอธิบายว่าระบบลาป่วยมีอยู่จริง แต่พนักงานต้องไปโรงพยาบาลเพื่อขอใบรับรองแพทย์มายืนยันเสมอ
หลังจากทำงานได้ 3 เดือน เธอป่วยและต้องหยุดงาน 2 สัปดาห์ส่งผลให้วันหยุดประจำปีหายไปครึ่งหนึ่งทันที นอกจากนี้ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนที่ไม่มีนักเรียนมาเรียน ครูทุกคนก็ยังต้องมาทำงานตามปกติโดยไม่มีใครลางานเลย หลังเธอบ่นเรื่องนี้ให้เพื่อนร่วมงานฟัง เพื่อนครูคนนั้นเปิดสมุดบันทึกการลางานให้ดู ทำเอาเจ้าตัวช็อกเพราะอีกฝ่ายมีวันหยุดสะสมที่ไม่ได้ใช้มากถึง 120 วัน พร้อมบอกว่าตลอด 6 ปีที่ผ่านมาไม่เคยหยุดงานเลยแม้แต่วันเดียว
นอกเรื่องเรื่องวันลาแล้ว แรงกดดันจากโอทีฟรี เป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ มาจากความกดดันในการทำงานแต่ละวัน ครูคนอื่น ๆ ทำงานวันละ 12 ชั่วโมง และอยู่ดูแลกิจกรรมชมรมหลังเลิกเรียนทุกวันจนเธอเริ่มรู้สึกกดดันและไม่อยากให้ใครมองว่าเป็นคนขี้เกียจจึงเลิกกลับบ้านตอน 5 โมงเย็น และนั่งทำงานต่อจนถึง 6 โมงเย็น แม้จะไม่มีงานต้องทำแล้วก็ตาม
หลังจากทำงานตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็นมาได้ระยะหนึ่ง เพื่อนครูชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งเดินมาชมเขาว่า เริ่มปรับตัวเข้ากับที่ทำงานของญี่ปุ่นได้แล้ว เธอทำได้เพียงกัดฟันและฝืนยิ้มรับคำชมนั้น
เมื่อทำงานครบ 1 ปี เธอตัดสินใจลาออก ไม่ได้มองว่าระบบการทำงานของญี่ปุ่นผิดพลาดหรือล้มเหลว เพราะระบบนี้มีระเบียบตามตรรกะและความคาดหวังของสังคมญี่ปุ่น แต่เวลาผ่านไปทำให้ตนเองตระหนักถึงการยึดถือคุณค่าเรื่องการทำงาน การพักผ่อน และหน้าที่ เธอเข้าใจแล้วว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่วัฒนธรรมออฟฟิศญี่ปุ่น แต่อยู่ที่ตัวเองซึมซับแนวคิดเรื่องเวิร์กไลฟ์บาลานซ์แบบอังกฤษมาแบบฝังรากลึก
ประสบการณ์ครั้งนี้สอนให้รู้ว่าขอบเขตของคำว่า “ชีวิตที่พอดี” ไม่ได้กำหนดโดยตัวเราเอง แต่มาจากวัฒนธรรมของประเทศที่เติบโตมา และการทิ้งค่านิยมที่ฝังรากลึกในจิตใจเป็นเรื่องยากมาก
ปัจจุบันเธอกลับมาใช้ชีวิตในอังกฤษ แม้จะคิดถึงงานที่ญี่ปุ่นอยู่บ้างในบางครั้ง แต่ก็มั่นใจแล้วว่าวัฒนธรรมออฟฟิศในลอนดอนคือสิ่งที่เหมาะสมกับตนเองที่สุด
ข้อมูลจาก : businessinsider
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง