โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ครูสาวย้ายสอนภาษา รร.มัธยมญี่ปุ่น ช็อกวัฒนธรรม ชีวิตพัง ปีเดียวลาออกบินกลับบ้าน

Thaiger

อัพเดต 8 กรกฎาคม 2569 เวลา 3.01 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thaiger ข่าวไทย

ครูสาวไฟแรงสอนย้ายสอนภาษาอังกฤษที่ รร.มัธยมชนบทญี่ปุ่น ช็อกเจอวัฒนธรรมสุดตึง ระบบของฝาก-วันลาป่วย ซ้ำเจอแรงกดดันโอทีฟรี สุดท้ายลาออก ตัดสินใจบินกลับลอนดอน รักษาชีวิตที่พอดี

โซเชียลแห่แชร์เรื่องราวของสาวชาวอังกฤษวัย 20 ปีต้น ๆ ตัดสินใจย้ายจากเมืองหลวงที่วุ่นวายอย่างลอนดอน มาทำงานเป็นครูสอนภาษาอังกฤษระดับมัธยมปลายในเมืองชนบทกลางหุบเขาของประเทศญี่ปุ่น คาดหวังถึงชีวิตที่เรียบง่ายและสงบสุข เดินเล่นตามคันนาในยามบ่าย แม้จะเตรียมใจรับมือกับความแตกต่างเรื่องอาหารและกำแพงภาษามาบ้างแล้ว แต่กลับไม่คาดคิดมาก่อนว่าวัฒนธรรมการทำงานในออฟฟิศญี่ปุ่นจะแตกต่างจากลอนดอนและสร้างความกดดันได้มากขนาดนี้

เริ่มต้นที่ ธรรมเนียมของฝากที่กลายเป็นภาระ ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงาน เพื่อนครูหลายคนเดินแจกคุกกี้ห่อเล็ก ๆ พร้อมรอยยิ้ม เธอสงสัยจนต้องสะกิดถามเพื่อนร่วมงานว่าขนมเหล่านี้คืออะไร เพื่อนครูอธิบายว่าเป็นธรรมเนียมการให้ของฝากเวลาพนักงานลางาน ถือเป็นการขอบคุณที่ช่วยทำงานแทนและขอโทษที่หยุดพัก เพื่อนร่วมงานชี้ให้ดูคนที่เดินแจกขนมพร้อมบอกว่าคนนั้นเพิ่งลางานไปร่วมงานศพเมื่อสัปดาห์ก่อน

เมื่อลองนับจำนวนคนในห้องมีประมาณ 40 คน เธอถามกลับว่าต้องซื้อแจกทุกคนเลยหรือไม่ เพื่อนร่วมงานยิ้มและตอบว่าเป็นเรื่องปกติ แม้ว่าค่าใช้จ่ายจะค่อนข้างสูงก็ตาม ตอนแรกตนเองมองว่าเป็นธรรมเนียมที่น่ารัก แต่ความรู้สึกนั้นก็หายไปอย่างรวดเร็ว เพราะทุกครั้งที่ไปเที่ยวจะต้องซื้อของฝากกลับมาให้คน 40 คนในออฟฟิศ จนกลายเป็นสาเหตุทำให้ลดความสนุกในการท่องเที่ยว เธอเสียดายเงินและกังวลเรื่องขยะพลาสติกจนอยากบอกทุกคนว่าไม่ต้องให้ของฝากตนเองแล้ว เพื่อที่เธอจะได้ไม่ต้องทำตามธรรมเนียมนี้เช่นกัน

ต่อมาคือประเด็น ความซับซ้อนของการลางานและวันลาป่วย ในวันแรกของทำงาน หัวหน้างานมอบสัญญาจ้างและแจ้งว่ามีวันหยุดพักผ่อนประจำปี 20 วัน ซึ่งน้อยกว่าในอังกฤษที่มี 25 วัน แต่เธอก็รับได้ จากนั้นหัวหน้างานแนะนำให้เก็บวันหยุด 10 วันไว้สำหรับใช้ลาป่วย เพราะหากใช้วันหยุดหมดแล้วเกิดป่วยขึ้นมาจะไม่ได้รับค่าจ้างในวันนั้น

เธอถามกลับทันทีว่าไม่มีสิทธิลาป่วยแยกต่างหากหรือ หัวหน้างานอธิบายว่าระบบลาป่วยมีอยู่จริง แต่พนักงานต้องไปโรงพยาบาลเพื่อขอใบรับรองแพทย์มายืนยันเสมอ

หลังจากทำงานได้ 3 เดือน เธอป่วยและต้องหยุดงาน 2 สัปดาห์ส่งผลให้วันหยุดประจำปีหายไปครึ่งหนึ่งทันที นอกจากนี้ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนที่ไม่มีนักเรียนมาเรียน ครูทุกคนก็ยังต้องมาทำงานตามปกติโดยไม่มีใครลางานเลย หลังเธอบ่นเรื่องนี้ให้เพื่อนร่วมงานฟัง เพื่อนครูคนนั้นเปิดสมุดบันทึกการลางานให้ดู ทำเอาเจ้าตัวช็อกเพราะอีกฝ่ายมีวันหยุดสะสมที่ไม่ได้ใช้มากถึง 120 วัน พร้อมบอกว่าตลอด 6 ปีที่ผ่านมาไม่เคยหยุดงานเลยแม้แต่วันเดียว

นอกเรื่องเรื่องวันลาแล้ว แรงกดดันจากโอทีฟรี เป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ มาจากความกดดันในการทำงานแต่ละวัน ครูคนอื่น ๆ ทำงานวันละ 12 ชั่วโมง และอยู่ดูแลกิจกรรมชมรมหลังเลิกเรียนทุกวันจนเธอเริ่มรู้สึกกดดันและไม่อยากให้ใครมองว่าเป็นคนขี้เกียจจึงเลิกกลับบ้านตอน 5 โมงเย็น และนั่งทำงานต่อจนถึง 6 โมงเย็น แม้จะไม่มีงานต้องทำแล้วก็ตาม

หลังจากทำงานตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็นมาได้ระยะหนึ่ง เพื่อนครูชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งเดินมาชมเขาว่า เริ่มปรับตัวเข้ากับที่ทำงานของญี่ปุ่นได้แล้ว เธอทำได้เพียงกัดฟันและฝืนยิ้มรับคำชมนั้น

เมื่อทำงานครบ 1 ปี เธอตัดสินใจลาออก ไม่ได้มองว่าระบบการทำงานของญี่ปุ่นผิดพลาดหรือล้มเหลว เพราะระบบนี้มีระเบียบตามตรรกะและความคาดหวังของสังคมญี่ปุ่น แต่เวลาผ่านไปทำให้ตนเองตระหนักถึงการยึดถือคุณค่าเรื่องการทำงาน การพักผ่อน และหน้าที่ เธอเข้าใจแล้วว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่วัฒนธรรมออฟฟิศญี่ปุ่น แต่อยู่ที่ตัวเองซึมซับแนวคิดเรื่องเวิร์กไลฟ์บาลานซ์แบบอังกฤษมาแบบฝังรากลึก

ประสบการณ์ครั้งนี้สอนให้รู้ว่าขอบเขตของคำว่า “ชีวิตที่พอดี” ไม่ได้กำหนดโดยตัวเราเอง แต่มาจากวัฒนธรรมของประเทศที่เติบโตมา และการทิ้งค่านิยมที่ฝังรากลึกในจิตใจเป็นเรื่องยากมาก

ปัจจุบันเธอกลับมาใช้ชีวิตในอังกฤษ แม้จะคิดถึงงานที่ญี่ปุ่นอยู่บ้างในบางครั้ง แต่ก็มั่นใจแล้วว่าวัฒนธรรมออฟฟิศในลอนดอนคือสิ่งที่เหมาะสมกับตนเองที่สุด

ข้อมูลจาก : businessinsider

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...