ยกระดับปฐมภูมิทั่วประเทศ คุมคุณภาพหน่วยบริการรัฐ-เอกชน
กำหนดพื้นที่เปิดหน่วยบริการตามความจำเป็น เดินหน้าปรับโครงสร้างอนุกรรมการ สปสช. เน้นความสมดุลระหว่างภาครัฐและเอกชน ส่วน อปสข. เขต 13 รอผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่พิจารณา
วันนี้ (8 ก.ค. 69) พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการระบบสุขภาพปฐมภูมิ ครั้งที่ 2/2569 ถึงความคืบหน้าการปรับโครงสร้างคณะอนุกรรมการของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ว่า ขณะนี้การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการชุดต่าง ๆ ใกล้แล้วเสร็จ โดยหลักสำคัญคือการจัดองค์ประกอบให้มีความสมดุลระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคเอกชน
ในอดีตอาจมีข้อสังเกตว่าองค์ประกอบของคณะอนุกรรมการเอนเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง แต่การปรับครั้งนี้จะไม่ให้เกิดการเอนกลับไปอีกฝั่งอย่างสุดโต่ง เพราะการทำงานด้านระบบสุขภาพจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย และทุกการตัดสินใจจะยึดหลักวิชาการเป็นสำคัญ
สำหรับข้อกังวลเรื่องการดึงตัวแทนภาคเอกชนเข้ามาเป็นกรรมการ อาจเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนนั้น พัฒนา เชื่อมั่นว่าคณะอนุกรรมการทุกชุดจะพิจารณาเรื่องต่าง ๆ อย่างเหมาะสมและโปร่งใส โดยปลัดกระทรวงสาธารณสุขเข้าร่วมประชุมทุกครั้ง และที่ผ่านมามีการประชุมคณะอนุกรรมการแล้วถึง 16 ครั้งภายในเวลาเพียง 1 เดือน สะท้อนถึงการทำงานที่เข้มข้น
ส่วน คณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับเขตพื้นที่ กรุงเทพมหานคร (อปสข. เขต 13) ซึ่งยังไม่มีการปรับเปลี่ยน พัฒนา อธิบายว่า เป็นคณะอนุกรรมการฯ ที่เกี่ยวข้องกับกรุงเทพมหานครโดยตรง จึงต้องรอให้ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เข้ามาพิจารณาแนวทางร่วมกันก่อน โดยได้มีการหารือเบื้องต้นไว้แล้ว
เร่งปรับระบบบัตรทอง ปี 2570 ไม่ของบฯ เพิ่ม
พัฒนา กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของการปรับระบบบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คือการทำให้งบประมาณปี 2570 มีความสมดุล โดยไม่จำเป็นต้องของบประมาณเพิ่มเติม พร้อมทั้งฟื้นฟูฐานะการเงินของโรงพยาบาลให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น
ทั้งนี้ งบประมาณที่ได้รับเพิ่มเติมในปีนี้ จะจัดสรรให้โรงพยาบาลเป็นลำดับแรก ทั้งในส่วนบริการผู้ป่วยใน (IP) และผู้ป่วยนอก (OP) เพื่อเสริมสภาพคล่องของหน่วยบริการ
พร้อมกันนี้ จะเร่งปรับกระบวนการทำงานของคณะอนุกรรมการให้รวดเร็วขึ้น ไม่ปล่อยให้เรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการพิจารณาสิทธิประโยชน์ใหม่ ใช้เวลาค้างอยู่ในคณะอนุกรรมการนานหลายเดือน หากเรื่องใดพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายในกรอบเวลาที่กำหนด จะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการชุดใหญ่เพื่อให้ตัดสินใจได้ทันที
“ระบบใหม่จะเปิดโอกาสให้เสียงสะท้อนจากประชาชนถูกนำเข้าสู่การพิจารณาในระดับนโยบายมากขึ้น ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้เลขาธิการ สปสช. รวบรวมวาระที่ค้างอยู่ในคณะอนุกรรมการทุกชุด เพื่อนำกลับมาทบทวนและเร่งรัดการตัดสินใจ”
พัฒนา พร้อมพัฒน์
เดินหน้าบังคับใช้ พ.ร.บ.ระบบสุขภาพปฐมภูมิเต็มรูปแบบ
พัฒนา ระบุด้วยว่า ที่ประชุมได้หารือแนวทางขับเคลื่อนพระราชบัญญัติระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. 2562 ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการยกระดับระบบบริการปฐมภูมิให้เป็นฐานของระบบสาธารณสุขไทย จึงเห็นชอบให้จัดตั้งคณะอนุกรรมการระดับจังหวัด เพื่อกำหนดมาตรฐาน คุณภาพ และประสิทธิภาพของหน่วยบริการปฐมภูมิในแต่ละพื้นที่ ก่อนเสนอให้คณะกรรมการชุดใหญ่รับรองเป็นมาตรฐานกลางของประเทศ
นอกจากนี้ ยังมอบหมายฝ่ายเลขานุการศึกษาหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนหน่วยบริการปฐมภูมิ รวมถึงหน่วยบริการนวัตกรรม โดยกำหนดกระบวนการประเมินที่ชัดเจน ทั้งกรณีผ่านและไม่ผ่านการประเมิน เพื่อใช้เป็นกลไกควบคุมคุณภาพของหน่วยบริการทุกแห่ง
พัฒนา ย้ำว่า ตาม พ.ร.บ.ระบบสุขภาพปฐมภูมิ หน่วยบริการที่อยู่ในระบบ สปสช. ถือเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิทั้งหมด จึงต้องอยู่ภายใต้การกำกับมาตรฐานเดียวกัน หากไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด อาจส่งผลต่อการรับรองสถานะหน่วยบริการ หรือการเบิกจ่ายงบประมาณในอนาคต
เตรียมทำแผนที่บริการสุขภาพทั่วประเทศ
อีกประเด็นสำคัญ คือ การจัดทำแผนที่บริการสุขภาพ (Mapping) โดยจะนำฐานข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข สปสช. และหน่วยงานด้านสาธารณสุขทั้งหมด มาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อประเมินว่าพื้นที่ใดมีหน่วยบริการเพียงพอ หรือพื้นที่ใดยังขาดแคลนบริการด้านสุขภาพ
ข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำไปใช้กำหนดการเปิด ยกระดับ หรือปรับเปลี่ยนหน่วยบริการปฐมภูมิในแต่ละพื้นที่ รวมถึงการกำหนดประเภทบริการที่จำเป็นให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน โดยจะมีการทบทวนข้อมูลเป็นระยะ อาจทุกปีหรือทุก 2 ปี ตามความเหมาะสม
“การจัดทำ Mapping จะครอบคลุมหน่วยบริการทั้งหมด ทั้งหน่วยบริการของรัฐ หน่วยบริการที่ถ่ายโอน รวมถึงหน่วยบริการเอกชนที่อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยจะมีการแยกประเภทข้อมูลอย่างชัดเจน ก่อนนำไปกำหนดกรอบการพัฒนาระบบบริการในอนาคต”
พัฒนา พร้อมพัฒน์
ทั้งนี้ การกำหนดพื้นที่เปิดหน่วยบริการใหม่ โดยเฉพาะหน่วยบริการนวัตกรรม จะอ้างอิงจากข้อมูลความจำเป็นของพื้นที่เป็นหลัก เพื่อให้การใช้งบประมาณและการจัดบริการสุขภาพมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ใช่การเปิดหน่วยบริการแบบถาวรหรือไม่มีการประเมินความจำเป็นในแต่ละพื้นที่