โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เตือนภัย "หมอเถื่อน" วุฒิ ม.6 แอบอ้างฉีดโบท็อกซ์-ฟิลเลอร์

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ประสานงานกับตำรวจและแพทยสภา เพื่อดำเนินคดีกับผู้แอบอ้างเป็นแพทย์ฉีดสารเสริมความงาม หลังมีการจับกุมผู้กระทำผิด 2 รายที่เปิดบ้านพักให้บริการโดยไม่มีใบอนุญาต

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) และตำรวจสอบสวนกลาง ได้บุกเข้าจับกุมผู้แอบอ้างเป็นแพทย์ 2 ราย ซึ่งมีวุฒิการศึกษาเพียงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 (ม.6) และประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) โดยอาศัยประสบการณ์จากการทำงานในคลินิกมาก่อน

ผู้ต้องหาทั้งสองรายได้ดัดแปลงบ้านพักเป็นสถานที่รับฉีดสารเสริมความงาม เช่น โบท็อกซ์และฟิลเลอร์ โดยเสนอโปรโมชันเพื่อหลอกลวงเหยื่อ และสามารถสร้างรายได้สูงถึงเดือนละกว่า 100,000 บาท

นอกจากนี้ ยังมีรายงานการจับกุมชายหนุ่มผู้จบการศึกษาสาขานิเทศศาสตร์ ซึ่งสวมรอยเป็นแพทย์ให้บริการฉีดฟิลเลอร์และโบท็อกซ์ในคลินิกเสริมความงามย่านสวนหลวง

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแล สคบ. ได้ติดตามกรณีดังกล่าวร่วมกับนายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ, ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีฯ และนายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ.

นางสาวศุภมาสกล่าวว่า กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงรูปแบบใหม่ของธุรกิจเสริมความงาม ที่ขยับจากคลินิกในระบบไปสู่นอกระบบ โดยผู้ที่ไม่ได้เป็นแพทย์ใช้ช่องทางออนไลน์เข้าถึงประชาชน และเปิดสถานที่ให้บริการโดยไม่ได้รับการควบคุมตามกฎหมาย เพื่อยกระดับการควบคุมธุรกิจเสริมความงามและคุ้มครองผู้บริโภค

นางสาวศุภมาสได้สั่งการให้ สคบ. ติดตามเฝ้าระวังธุรกิจที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค และประสานส่งต่อข้อมูลหรือเบาะแสให้แพทยสภา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่กับผู้แอบอ้างเป็นแพทย์อย่างถึงที่สุด

การดำเนินการนี้เป็นการสานต่อนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นอันดับแรก และต่อยอดจากมาตรการที่นางสาวศุภมาสได้สั่งการไว้ก่อนหน้านี้ หลังเกิดกรณีผู้เสียชีวิตในคลินิกเสริมความงามที่จังหวัดนครปฐมเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

โดยได้สั่งให้ สคบ. ตรวจสอบคลินิกเสริมความงามทั่วประเทศ และจัดทำสัญญามาตรฐานตามกฎหมาย รวมถึงลงพื้นที่ตรวจด้วยตนเองที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาเมื่อเดือนมิถุนายน

สำหรับข้อกฎหมาย ผู้ที่ประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากแพทยสภา มีความผิดตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 มาตรา 26 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 43 หากมีการเปิดสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีความผิดตามกฎหมายสถานพยาบาลเพิ่มเติม ส่วน สคบ.

มีอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคในธุรกิจเสริมความงามในฐานะธุรกิจควบคุมสัญญา หากผู้ประกอบการฝ่าฝืนไม่จัดทำสัญญามาตรฐานและส่งมอบให้ผู้รับบริการ จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นางสาวศุภมาส ย้ำเตือนว่า การฉีดโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่ต้องใช้ความรู้ด้านกายวิภาค การวินิจฉัยและการช่วยชีวิตในภาวะฉุกเฉิน หากทำโดยคนที่ไม่ใช่แพทย์ ราคาที่ถูกในวันนี้อาจแลกมาด้วยใบหน้าเสียโฉมถาวร หรือร้ายแรงถึงชีวิต ประชาชนควรตรวจสอบ 2 เรื่องก่อนรับบริการทุกครั้ง คือ แพทย์เป็นแพทย์จริงหรือไม่ โดยตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์แพทยสภา https://checkmd.tmc.or.th/v3 และสถานที่ให้บริการเป็นสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาตหรือไม่

หากพบการแอบอ้างเป็นแพทย์ หรือได้รับความเสียหายจากบริการเสริมความงาม สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ www.ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัด ซึ่ง สคบ. จะส่งต่อทุกเบาะแสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป

รายละเอียดการจับกุม มีดังนี้

- จับกุมผู้ต้องหา 2 ราย ลักลอบใช้บ้านพักฉีดเสริมความงามให้ประชาชน ตรวจยึดของกลางทั้ง ยา เวชภัณฑ์ วัสดุ อุปกรณ์ ทางการแพทย์ จำนวน 66 รายการ รวมกว่า 1,110 ชิ้น มูลค่ากว่า 200,000 บาท

- พฤติการณ์ สืบเนื่องจากกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ได้รับหนังสือจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน ให้ตรวจสอบบุคคลที่ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ ลักลอบให้บริการฉีด โบท๊อกซ์ ฟิลเลอร์ และฉีดยาบำรุงผิว โดยผู้ฉีดไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม (หมอเถื่อน) เมื่อมีผู้บริโภคสนใจจะให้ติดต่อผ่านข้อความส่วนตัว โดยหลังโอนเงินมัดจำจะนัดหมายให้มารับบริการ ในบ้านพักส่วนตัวซึ่งถูกดัดแปลงเป็นคลินิกเถื่อน ในเขตพื้นที่ กรุงเทพมหานคร และ จ.สมุทรปราการ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงลงพื้นที่ตรวจสอบจนแน่ชัดว่ามีการกระทำผิดกฎหมายจริง และจนนำไปสู่การวางแผนจับกุมผู้กระทำความผิดจำนวน 2 ราย ดังนี้

1. บ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ นำหมายค้นของศาลอาญาเข้าตรวจค้น ขณะตรวจค้น พบ น.ส.ธัญญาธร (สงวนนามสกุล) อายุ 31 ปี กำลังให้บริการฉีดโบท๊อกบริเวณใบหน้าให้กับลูกค้า จากการตรวจสอบพบว่าสถานที่ดังกล่าวไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการ และไม่มีใบอนุญาตดำเนินการสถานพยาบาล อีกทั้งผู้ที่ให้บริการฉีดรักษาไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมแต่อย่างใด

จากการสอบถาม น.ส.ธัญญาธร ฯ รับว่า ตนเองจบการศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จากนั้น ได้ไปทำงานตามคลินิกและสถานพยาบาลเสริมความงามต่างๆ โดยทำมาประมาณ 6-7 ปี มีความรู้การฉีดยา โดยศึกษาการใช้ยา และวิธีฉีด ด้วยตนเอง จากแพทย์ประจำคลินิก หลังจากเลิกทำงานตามคลินิก ได้นำความรู้ที่ได้ มาให้บริการกับลูกค้า โดยการโฆษณาหาลูกค้าผ่านเฟซบุค ด้วยการจัดโปรโมชั่น ความสวยความงาม ฉีด โบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ ฉีดผิวครบวงจร ราคาเริ่มต้น 790 บาท ถึง 4,990 บาท เปิดให้บริการมาแล้วกว่า 2 ปี มีลูกค้ามารับบริการวันละประมาณ 2 – 5 คน รายได้ต่อเดือนประมาณ 100,000-120,000 บาท สำหรับยาที่นำมาใช้ สั่งจากออนไลน์

เจ้าหน้าที่จึงร่วมกันจับกุม นางสาว ธัญญาธร ฯ พร้อมด้วยของกลาง 1. ยาแผนปัจจุบัน ที่ขึ้นทะเบียนตำรับยา จำนวน 24 รายการ รวม 667 ชิ้น, 2. ยาแผนปัจจุบัน ที่ยังไม่ขึ้นทะเบียนตำรับยา จำนวน 5 รายการ รวม 11 ชิ้น และ 3. เวชภัณฑ์ วัสดุ อุปกรณ์ทางการแพทย์ จำนวน 15 รายการ รวม 358 ชิ้น นำส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปคบ.เพื่อดำเนินคดี

2. บ้านพักแห่งหนึ่งพื้นที่ ต.สำโรงเหนือ อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่

2 กรกฎาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. เข้าตรวจ ขณะเข้าตรวจค้น พบ น.ส.นวพร (สงวนนามสกุล) อายุ 25 ปี กำลังให้บริการฉีดโบท๊อกบริเวณใบหน้าให้กับลูกค้า จากการตรวจสอบพบว่า จากการตรวจสอบพบว่าสถานที่ดังกล่าวไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการ และไม่มีใบอนุญาตดำเนินการสถานพยาบาล อีกทั้งผู้ที่ให้บริการฉีดรักษาไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมแต่อย่างใด

จากการสอบถาม น.ส.นวพรฯ รับว่า ตนเองจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 หลังจากจบการศึกษาแล้ว ไปทำงานตามคลินิก สถานพยาบาลเสริมความงามอยู่หลายปี มีความรู้การฉีดยา โดยศึกษาการใช้ยาและวิธีฉีดด้วยตนเองจากแพทย์ประจำคลินิก หลังจากเลิกทำงานตามคลินิก ได้นำความรู้ที่ได้และเมื่อมีความชำนาญมากขึ้น จึงเริ่มรับลูกค้าเอง โดยส่วนใหญ่จะเป็นเพื่อนและมาจากบอกต่อกันในกลุ่ม มีบริการฉีด โบท็อก ฟิลเลอร์ ฉีดผิวหน้าใสครบวงจร ราคาเริ่มต้น 1,000-5,000 บาท โดยทำมาแล้วประมาณ 2 ปี มีลูกค้ามารับบริการวันละประมาณ 2 – 5 คน รายได้ต่อเดือน มีรายได้ประมาณ 30,000 บาท

เจ้าหน้าที่จึงร่วมกันจับกุม น.ส.นวพรฯ พร้อมด้วยของกลาง 1. ยาแผนปัจจุบัน ที่ยังไม่ขึ้นทะเบียนตำรับยา จำนวน 4 รายการ รวม 9 ชิ้น, 2. เครื่องสำอาง ไม่มีเลขจดแจ้ง จำนวน 12 รายการ รวม 51 ชิ้น, 3. เครื่องมือแพทย์ ไม่ขึ้นทะเบียน 4 ราย รวม 75 ชิ้น และ 4. เวชภัณฑ์ วัสดุ อุปกรณ์ทางการแพทย์ จำนวน 2 รายการ รวม 102 ชิ้น นำส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปคบ. ดำเนินคดี

รวมตรวจค้น 2 จุด จับกุมผู้ต้องหาโดยเป็นแพทย์เถื่อน 2 ราย ตรวจยึดของกลาง รวมกว่า 205 รายการ มูลค่ากว่า 280,000 บาท โดยเป็นยามีทะเบียนตำรับยา จำนวน 24 รายการ, ยาที่ไม่มีทะเบียนตำรับยา 9 รายการ, เครื่องมือแพทย์ จำนวน 4 รายการ, เครื่องสำอางที่แสดงฉลากไม่ถูกต้อง จำนวน 12 รายการ, เวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ จำนวน 17 รายการ รวมทั้งสิ้นจำนวน 66 รายการ รวมกว่า 1,110 ชิ้น มูลค่ากว่า 200,000 บาท

โดยผู้ทำการรักษาจบระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 1 ราย, ปวช. จำนวน 1 ราย โดยผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพตลอดทุกข้อกล่าวหา

อนึ่ง การปล่อยให้บุคคลที่มิใช่แพทย์มาให้บริการรักษา ผู้ดำเนินการสถานพยาบาลจะถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ฐาน “ปล่อยปละละเลยให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่ผู้ประกอบวิชาชีพทำการประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาล” ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจมีคำสั่งทางปกครองให้ปิดสถานพยาบาลเป็นการชั่วคราว หรืออาจถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตได้ โด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...