โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เริ่มต้นด้วยความระแวง

ไทยโพสต์

อัพเดต 2 มิถุนายน 2569 เวลา 5.15 น. • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เดือนหน้าวันที่ ๗-๘ กรกฎาคม ที่ประชุมรัฐสภาเขาจะพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญกันแล้วครับ

ร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยพรรคการเมืองก็เป็นเข่งอยู่

ภาพรวมมันสะท้อนให้เห็นว่า ไร้เอกภาพในการแก้ไข

การแก้ไขครั้งนี้มิใช่แก้กันธรรมดา แต่เป็นการแก้ไขเพื่อฉีกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันทิ้ง โดยเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ หน้าตาเป็นอย่างไร ยังไม่มีใครรู้ครับ

มีการประโคมว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เทียบได้กับการเขียนรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ที่ได้ชื่อว่าเป็นฉบับประชาชน แต่ดูแล้วไม่น่าจะเทียบได้เลย

สาเหตุหลักคือ พรรคการเมือง ประชาชน มิได้ตกผลึกร่วมกันเหมือนเมื่อครั้งต้องการมีรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐

บรรยากาศเทียบกันไม่ได้เลยครับ

แม้ครั้งนี้จะมีการทำประชามติ และประชาชนเสียงส่วนใหญ่ต้องการให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ความคลุมเครือนั้นมากมายเหลือเกิน

ประชาชนจำนวนมากตอบไม่ได้ด้วยซ้ำว่ารัฐธรรมนูญที่ต้องการนั้นเป็นอย่างไร

ส่วนที่รู้ก็มีความเห็นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ครั้งนี้หลายพรรคการเมืองต่างพยายามเสนอแนวคิดการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปในทิศทางที่ตัวเองเชื่อ บนความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน

พรรคฝ่ายค้านเกรงว่ารัฐบาลจะกินรวบเพราะมีเสียงสนับสนุนมากกว่า

ส่วนพรรครัฐบาลก็เกรงการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจนำไปสู่การปรับเปลี่ยนโครงสร้างหลักในรัฐธรรมนูญที่ใช้ติดต่อกันมาร่วม ๙๔ ปี

นี่แค่เริ่มต้นนะครับ

ฉะนั้นก็ขอให้รับรู้ว่าเราเริ่มต้นจากความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน

ไปดูเนื้อหาในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของแต่ละพรรคการเมืองกันหน่อยครับ

ทุกพรรคมีเหมือนกันคือการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ เพื่อเปิดทางให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มาจัดทำรัฐธรรมนูญบับใหม่ แต่รายละเอียดนั้นแตกต่างกัน

พรรคภูมิใจไทยวางโครงสร้างและที่มาของ ส.ส.ร. จำนวน ๑๐๐ คน ไว้ดังนี้

ส.ส.ร.ตัวแทนจังหวัด ๗๗ คน คัดเลือกจากผู้สมัครในแต่ละจังหวัด โดยเปิดรับสมัครผ่านคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จังหวัดละ ๑ คน

ส.ส.ร.ผู้เชี่ยวชาญ ๒๓ คน แบ่งตามสาขาความรู้ ได้แก่ กฎหมายมหาชน ๗ คน, รัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ๘ คน และผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน หรือการร่างรัฐธรรมนูญอีก ๘ คน

กลไกการคัดเลือกที่ประชุมรัฐสภาซึ่งประกอบด้วย สส.และ สว. จะเป็นผู้ลงมติคัดเลือกจากบัญชีรายชื่อผู้สมัคร โดยไม่มีขั้นตอนการจัดคูหาให้ประชาชนเลือกตั้งโดยตรง

ยังมีบัญชีรายชื่อสำรองไว้อีก ๓ เท่า คือ ๓๐๐ คน

จากนั้น ส.ส.ร.จะไปตั้งคณะกรรมาธิการ อีก ๒ ชุด เพื่อดำเนินการยกร่าง โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือห้ามแตะต้องหมวด ๑ และหมวด ๒

จำเป็นต้องได้คะแนนเสียงเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๔ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา

สูตรของพรรคภูมิใจไทยถูกฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนมองว่า “กินรวบ”

ขณะที่พรรคประชาชน เสนอ ๒ ร่าง มีเนื้อหาที่เหมือนกันในแทบทุกประเด็น ยกเว้นเรื่องกระบวนการเลือกตั้ง ส.ส.ร.

เสนอ ส.ส.ร. ๑๕๐ คน

ร่างที่ ๑ ประชาชนเข้าคูหาเลือกตั้ง และเลือกจนได้แคนดิเดต ส.ส.ร. ทั้งหมด ๑๕๐ คน โดย ๑๐๐ คน มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง เป็นเสมือนตัวแทนเชิงพื้นที่ และอีก ๕๐ คนมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง

แล้วส่งรายชื่อนี้ให้รัฐสภาพิจารณารับรอง

ร่างที่ ๒ ประชาชนเข้าคูหาเลือกตั้ง และเลือกจนได้แคนดิเดต ส.ส.ร. ทั้งหมด ๓๐๐ คน แบ่งเป็น ๒๐๐ คน มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต โดยใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง เป็นเสมือนตัวแทนเชิงพื้นที่ และแคนดิเดต ส.ส.ร. ๑๐๐ คน ที่มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ โดยใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง

ส่งรายชื่อนี้ให้รัฐสภาพิจารณาคัดเลือกเหลือ ๑๕๐ คน

สรุปคือร่างแรกเป็นการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ซึ่งขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ส่วนร่างที่ ๒ พรรคประชาชนตีความว่ามิใช่เลือกตั้งโดยตรงเพราะนำรายชื่อให้รัฐสภาเลือกอีกครั้งหนึ่ง

มาถึงร่างของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เสนอ ๒ ร่างเช่นกัน

ร่างที่ ๑ เสนอให้มี ส.ส.ร. จำนวน ๑๐๐ คน โดยให้มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตจังหวัด และห้ามไม่ให้พรรคการเมืองส่งผู้สมัคร เพื่อป้องกันการครอบงำ

หมวดที่ไม่สามารถแก้ไขได้คือ หมวด ๑ และ ๒ คือบททั่วไปและหมวดพระมหากษัตริย์ เหมือนร่างของพรรคภูมิใจไทย

ร่างที่ ๒ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรายมาตรา โดยลดอำนาจ สว. เป็นการปลดล็อกมาตรา ๒๕๖ แก้ไขเงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้สามารถแก้ไขได้ง่ายขึ้น

จากเดิมต้องใช้เสียง สว. ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ให้เหลือเพียงใช้เสียงเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของที่ประชุมรัฐสภา

นอกจากนี้ตัดอำนาจยับยั้งของ สว. เสนอปรับเกณฑ์การลงมติพิจารณาร่างกฎหมาย เสียงข้างมากร่วมกัน ๓ ใน ๕ เป็นระบบเสียงข้างมากปกติ

และยกเลิกอำนาจวีโตหรือยับยั้งของสมาชิกวุฒิสภา

ครับ…นี่คือภาพรวมการแก้ไขรัฐธรรมนูญ บนความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน

และเป็นหนึ่งในสาเหตุมีการโจมตี “ระบอบสีน้ำเงิน” อย่างกว้างขวางก่อนหน้านี้ทั้งจากพรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์

มาถึงคำถามสำคัญ

ประเทศจะก้าวไปข้างหน้าจากความคาดหวังการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้หรือไม่

เพราะพรรคการเมืองโดยเฉพาะพรรคประชาชน ประโคมมาอย่างต่อเนื่องว่า ปัญหาของประเทศจะแก้ไขได้ด้วยการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ขณะที่จุดเริ่มต้นเต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน

รวมทั้งโจมตีทางการเมืองกันอย่างดุเดือดด้วยปม “ระบอบสีน้ำเงิน”

นี่ยังไม่นับรวม เมื่อตั้ง ส.ส.ร.มาแล้ว บุคคลกลุ่มนี้จะมีแนวคิดการยกร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร ภายใต้อิทธิพลทางความคิดของพรรคการเมืองไหน

ก็อยากให้เห็นภาพกว้างๆ แบบนี้ครับ

สำหรับผม มองว่าเป็นเรื่องเสียเวลาประเทศ ตราบที่ยังไม่ตกผลึกร่วมกันก็อย่าคิดไปแก้กติกาหลักของประเทศ เพราะสุดท้ายมันจะเป็นระเบิดเวลา

สุดท้ายนักการเมืองไม่รับผิดชอบกับความฉิบหายที่เกิดขึ้นหรอกครับ

ไม่ต้องเชื่อก็ได้ แต่อยากให้รอดู.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...