โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไม่เจอทางตันแน่! ดีเอสไอ ลุยสอบคดีอั้งยี่-ฟอกเงินสว. ชี้มติอนุกกต.อุ้ม229ราย ไร้ผล

Khaosod

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ไม่เจอทางตันแน่! ดีเอสไอ ลุยสอบคดีอั้งยี่-ฟอกเงินสว. ชี้มติอนุกกต.อุ้ม229ราย ไร้ผล

ดีเอสไอ มั่นใจไม่เจอทางตัน คดีอั้งยี่-ฟอกเงินสว. ขอลุยสอบตามหลักฐาน-คำให้การพยาน ตามคำสั่งอัยการคดีพิเศษ ระบุรอมติบอร์ด กกต. พิจารณาสำนวนคดีฮั้วสว. ยกหมดหรือฟ้อง 229 ราย

เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.2569 สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 12 มี.ค.2569 ปรากฏรายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุถึงความคืบหน้าในคดีฮั้วสว. ตามกฎหมายเลือกตั้ง ว่าคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ได้มีมติ 5:2 ให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย

ประกอบด้วย สว.ชุดปัจจุบัน 138 ราย กรรมการบริหารพรรค สส. สมาชิกพรรค และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องอีก 91 ราย ไม่มีมูลความผิดในคดี ส่วนอีก 2 มติ เห็นควรให้ชี้มูล 134 รายในกลุ่ม สว.ปัจจุบัน 138 ราย

ต่อมาวันที่ 9 มิ.ย. นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ได้ยืนยันว่าความคืบหน้าในคดีฮั้ว สว. ได้เริ่มการพิจารณาครั้งแรกไปเมื่อวันที่ 8 มิ.ย.69 และจะมีการประชุมร่วมกันทุกวันจันทร์เว้นจันทร์ (กรอบประชุมทั้งหมด 12 ครั้ง) เพื่อให้ กกต. มีเวลาดูข้อมูลเอกสารอย่างละเอียด รวมถึงอาจจะแบ่งพิจารณาตามกลุ่มจังหวัด หรือตามข้อกล่าวหา

อาทิ กกต. ได้เริ่มพิจารณาในส่วนของ จ.สุราษฎร์ธานี ไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนผลการพิจารณาคดีจะออกพร้อมกันหมดทุกคน และเป็นการลงมติพร้อมกันในครั้งเดียว

ขณะที่สำนวนคดีความผิดอาญาที่ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ได้ถูกตีกลับสำนวนจากอัยการคดีพิเศษ หลังสั่งฟ้องผู้ต้องหาล็อตแรก 8 ราย ประกอบด้วย สว.ตัวจริง 2 ราย และอีก 6 ราย เป็นเครือข่ายของพรรคดัง โดยอัยการคดีพิเศษได้สั่งการสอบสวนเพิ่มเติมให้ครบถ้วน และให้รวบรวมข้อมูลจากสำนวนของ กกต. ที่สืบสวนสอบสวนคณะบุคคล 7 กลุ่มที่มีความเกี่ยวข้องในคดีฮั้ว สว. เข้าสู่สำนวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอด้วยนั้น

ล่าสุด รายงานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ปัจจุบันคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ยังคงเดินหน้าสอบปากคำพยาน และรวบรวมเอกสารพยานหลักฐาน ตามที่อัยการคดีพิเศษมีคำแนะนำ 5 ข้อ มาประกอบสำนวนด้วย

ทั้งความเห็นของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ที่เคยมีมติให้ดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย และความเห็นของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ที่เคยมีมติไม่ดำเนินคดีทั้ง 229 ราย เนื่องด้วยไม่มีมูลความผิด ก่อนที่ความเห็นของทั้ง 2 คณะอนุฯ จะถูกส่งไปยังชั้น กกต.ในตอนนี้

อย่างไรก็ตาม ในการสอบสวนปากคำพยานที่ผ่านมา พยานยังคงยืนยันในหลักฐานเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับขบวนการผู้ถูกกล่าวหา แต่ตามขั้นตอนแล้ว เพื่อความเป็นธรรม คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จำเป็นต้องรอผลการมีมติของ กกต. ที่จะพิจารณาว่าเห็นควรหรือไม่เห็นควรดำเนินคดีผู้กระทำความผิดรายใดบ้างตามกฎหมายการเลือกตั้ง

ท้ายสุดไม่ว่ามติกกต.จะออกมาอย่างไร คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็ต้องนำมาประกอบเข้าสำนวนการสอบสวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.เช่นกัน จึงยืนยันว่า ระหว่างนี้การสอบสวนยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง ซึ่งสัปดาห์ที่แล้ว คณะพนักงานสอบสวนได้ประชุมร่วมกับพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน เพื่อรายงานความคืบหน้าคดีระหว่างกันทั้งสองหน่วยงาน เช่น ได้สอบปากคำพยานรายใหม่ ที่ไม่เคยปรากฏในสำนวนมาก่อน

ยืนยันไม่ได้เจอทางตันแต่อย่างใด เพราะดีเอสไอต้องสอบสวนและชี้ข้อเท็จจริง ตามพยานหลักฐานและคำให้การของพยาน และไม่สามารถสรุปได้เลยทันทีว่า ผลการพิจารณาของ กกต.จะมีผลกระทบต่อสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ของดีเอสไอทั้งหมด เพราะต้องนำความเห็นพิจารณาประกอบกันก่อน

ยกตัวอย่าง หากมติ กกต.เห็นพ้องว่าทั้ง 229 ราย ไม่มีความผิดในเรื่องฮั้วเลือก สว. ตามกฎหมายเลือกตั้ง ประเด็นนี้อาจจะมีผลในเรื่องข้อพิจารณาสำนวนอั้งยี่-ฟอกเงินของดีเอสไอได้ เพราะคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ก็ถือเป็นคดีมูลฐานไปแล้ว

ฉะนั้น การจะมีความเห็นสั่งคดีของคณะพนักงานสอบสวน ก็ต้องมีพยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงินเป็นหลัก จากนั้นเป็นขั้นตอนของพนักงานอัยการคดีพิเศษ ที่จะตรวจสอบสำนวนของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษต่อไปตามที่เคยมองว่าขาดข้อสมบูรณ์ของคน 7 กลุ่ม ว่าครบถ้วนหรือไม่อย่างไรจากที่มีคำสั่งให้ไปสอบสวนเพิ่มเติม

รายงานจากดีเอสไอ เผยอีกว่า ต้องยอมรับว่าในการตรวจสอทุจริตการเลือกตั้งต่างๆ ที่ผ่านมา กฎหมายของการเลือกตั้งที่เป็นความรับผิดชอบของ กกต. ค่อนข้างเข้มข้นไม่ต่างจากคดีอาญา ที่พนักงานสอบสวนทำ หาก กกต.สืบสวนไต่สวนแล้วพบว่ามีการกระทำความผิดของรายใดในกฎหมายเลือกตั้ง กกต.ก็จะมีแนวทางการดำเนินการเป็นตัวอย่างมาก่อนแล้ว

ส่วนการจะตอบเลยว่า ท้ายสุดแล้วสำนวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงินของดีเอสไอ จะมีความเห็นทางคดีเหมือน สอดคล้อง หรือแตกต่างกับมติของ กกต. คงไม่สามารถทำได้ เพราะดีเอสไอมีหน้าที่ต้องนำเอาผลการพิจารณาของ กกต.มาประกอบดูในสำนวนคดีอาญาตามคำสั่งของอัยการคดีพิเศษ และไม่ใช่ประเด็นในเรื่องของลำดับศักดิ์กฎหมายการเลือกตั้งที่จะมีผลต่อกฎหมายคดีอาญาแต่อย่างใด

เนื่องจากดีเอสไอจะรับผิดชอบเรื่องโทษทางอาญา ขณะที่ กกต.จะรับผิดชอบโทษตามกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งมันก็เป็นกฎหมายคนละฉบับ อีกทั้งดีเอสไอยังมีกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องที่ใช้พิจารณาร่วมได้ ซึ่งมันก็ไม่ได้ซ้ำซ้อนในเรื่องของอำนาจหน้าที่ระหว่างสองหน่วยงาน แต่เพียงแค่พยานหลักฐานบางรายการอาจต้องใช้ร่วมกัน

ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ดีเอสไอเองก็ต้องนำความเห็นผลพิจารณาของบอร์ด กกต. มาพิจารณาประกอบในสำนวน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ไม่เจอทางตันแน่! ดีเอสไอ ลุยสอบคดีอั้งยี่-ฟอกเงินสว. ชี้มติอนุกกต.อุ้ม229ราย ไร้ผล

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...