โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พ้อการเมืองโหดร้าย ‘ลูกเนวิน’เคลียร์ปมแม่ บี้‘อธิบดีปค.’แจงสภาฯ

ไทยโพสต์

อัพเดต 11 มิถุนายน 2569 เวลา 4.11 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“ศาล รธน.” ยังรอความเห็นพยานผู้เชี่ยวชาญ-ผลศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ปมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง “อนุทิน” ปัดตอบคอมเมนต์แซวรีดเงินเดือนละ 5 ล้าน “ศุภจี” ไม่ท้อตกเป็นเป้าโจมตี บอก "สบายมาก" "ไชยชนก" เปิดใจครั้งแรกดรามาเรื่องแม่-วุฒิการศึกษา ย้ำไม่เคยปิดบัง “สว.พิสิษฐ์” ชี้ข่าวลือวุฒิสภาจะสอบ "นันทนา" อภิปรายกระแนะกระแหนลูกเนวิน แค่คุยแนวทางมารยาทไม่เจาะจงใคร “ปชน.-ปชป.” ขย่ม TH-AI ตั้งเวทีฟอกขาวโครงการ “กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ” เรียก “ป.ป.ช.-กกต.-อธิบดีปกครอง” แจงแชตหลุด "ช่วยน้ำเงินด้วย" 11 มิ.ย.นี้ “เสรีพิศุทธ์-คปท.” ร้องนายกฯ ทวงคืนเขากระโดง

เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2569 ศาลรัฐธรรมนูญมีการพิจารณาคำร้อง ในคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินรับเรื่องร้องเรียนจำนวน 22 คำร้อง ขอให้พิจารณายื่นคำร้องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะ ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)เป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน รวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 4, มาตรา 25, มาตรา 32, มาตรา 34, มาตรา 50 (7), มาตรา 83 วรรคสอง, มาตรา 85, มาตรา 95 และมาตรา 224

โดยศาลฯ เห็นว่า ให้รอความเห็นของพยานผู้เชี่ยวชาญ ถ้อยคำพยาน ความเห็นและพยานเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา ให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวสั้นๆ กรณีไปคอมเมนต์แซว “อิอิ ทายกี่ทีก็ถูกว่าเป็นใคร” ในบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ที่ระบุว่ามีกลุ่มบุคคลพยายามขุดคุ้ยข้อมูลนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม และ PT เพื่อรีดเงินเดือนละ 5 ล้านบาท แต่ไม่ได้รับตามที่ต้องการ โดยยิ้มพร้อมระบุว่า “ดูแอ็กเคาต์เหรอ พูดถึงอะไรผมไม่เข้าใจ”

ซักว่า เรื่องรีดเงิน 5 ล้านได้ตอบเองหรือไม่ นายกฯหยุดฟังแต่ไม่ได้ตอบคำถาม ก่อนเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า

ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์กรณีมีผู้ตั้งข้อสังเกตสามแม่ครัว (แทคโนเครต) ของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ถูกลอยแพ จึงควรตั้งทีมสื่อสารมาช่วยในการชี้แจงหรือไม่ว่า ในเรื่องของข้อมูลข่าวสารมีเยอะ เช่นเดียวกับข้อเท็จจริง ฉะนั้นเวลาที่อธิบายมันมีขั้นตอน ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ก็อาจจะมีคนหยิบประเด็นว่าทำไมไม่แก้ไขตรงนี้ ซึ่งก็ต้องอธิบายทั้งผ่านโฆษกรัฐบาล โฆษกพรรค และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ ที่จะช่วยดูแลเรื่องการสื่อสาร พร้อมทั้งขอฝากสื่อมวลชนช่วยสื่อสารข่าวสารและข้อเท็จจริงให้ครบถ้วน

ถามว่า ดรามาที่เกิดขึ้นทำให้ท้อใจในการทำงานหรือไม่ นางศุภจีกล่าวว่าไม่ แต่เป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องปรับปรุง เน้นเรื่องการสื่อสารให้คนได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น ซึ่งเราต้องมีหน้าที่ที่จะสื่อสาร โดยเราก็มีการปรับปรุงโดยงานของกระทรวงพาณิชย์ก็จะมีการสื่อสารผ่านอินโฟกราฟิก เนื่องจากเป็นกระบวนการทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ผู้ผลิต คนกลางและผู้ส่งออก เราก็ต้องพยายามสื่อสารให้ครบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการสัมภาษณ์นางศุภจีได้ทำท่ายกมือทั้ง 2 ข้างขึ้น แล้วบอกว่าสบายมาก

ไชยชนกแจงยิบปมดรามา

ด้านนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกระแสโจมตีเกี่ยวกับเรื่องมารดาว่า ขอชี้แจงเพียงรอบเดียว เพราะเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมที่จะดึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง ความสัมพันธ์กับคุณแม่นั้น ตนทราบว่าได้หย่ากับนายเนวิน ชิดชอบ บิดาตั้งแต่ตนอายุประมาณ 2-3 ขวบ ซึ่งยังจำความอะไรไม่ได้เลย และเมื่อจำความได้คุณแม่กรุณา ชิดชอบ เป็นผู้เลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กจนโต

“เคยถามเรื่องมารดาที่ให้กำเนิดกับคุณพ่อหรือไม่ เป็นคำถามที่คุณพ่อไม่สบายใจที่จะตอบ จึงไม่ได้ถามต่อถึงเหตุผลว่าทำไมถึงเลิกรากัน โดยทราบว่าคุณแม่มีครอบครัวใหม่และมีความสุขดี คบกันมายาวนานหลายสิบปีแล้ว สื่อมวลชนที่มีจุดประสงค์จะทำลายอนาคตทางการเมืองของผม หรือดิสเครดิตผม ขอให้โฟกัสให้ถูกจุด อย่าเบี่ยงไปเรื่องอื่น เพราะคุณแม่ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ ต่างคนต่างอยู่ ต่างครอบครัว และทุกคนก็มีความสุขอยู่แล้ว” นายไชยชนกกล่าว

เมื่อถามว่า ตั้งแต่เกิดเรื่องคุณพ่อได้ให้คำแนะนำอะไรหรือไม่ นายไชยชนกกล่าวว่า ต้องอดทนเพราะเราเป็นเป้า และเป็นเรื่องปกติ ต้องเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง อยู่ให้ได้ ที่ตนเลี่ยงการเมืองมาตั้งแต่เด็กจนโต เพราะรู้ว่าการเมืองโหดร้าย และเมื่อเข้ามาเองก็ต้องยอมรับ เชื่อมั่นในสิ่งที่คุณพ่อสอนว่า หากมีเจตนาทำดี ก็ให้ยึดมั่นและทำต่อไป

ถามถึงกรณีวุฒิการศึกษาที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศถึง 17 ปี แต่เหตุใดจึงมาจบปริญญาตรีที่จังหวัดบุรีรัมย์ นายไชยชนกกล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่เคยปิดบัง เคยเรียน prep school และ high school ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัยมีการซ้ำชั้น มีฝึกงาน และสุดท้ายจึงออกจากการเรียนเพื่อไปทำสนามแข่งรถ ทั้งที่ยังเรียนไม่จบ ทั้งหมดไม่มีสิ่งใดที่เคยปิดบัง ทั้งเรื่องครอบครัวและการศึกษา

ซักว่า จะใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อปกป้องตนเองหรือไม่ นายไชยชนกกล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยได้มอบหมายฝ่ายกฎหมายไปดูแล หากรับได้ก็อาจไม่จำเป็นต้องดำเนินการ เพราะไม่อยากก่อกรรมเพิ่ม แต่จะขอปรึกษาทีมกฎหมายก่อน

นายไชยชนกกล่าวถึงเรื่องที่ดินเขากระโดงว่า ขอให้ปล่อยไปตามกระบวนการกฎหมาย ขอยืนยันเหมือนเดิมตามที่เคยบอกในเรื่องของสิทธิและความถูกต้อง การขุดเรื่องของนายชัย ชิดชอบขึ้นมา ตนอยากให้ไปเช็กข้อมูลด้วยตัวเอง ไม่ต้องฟังจากปากตน เรื่องเนื้อที่ที่ปู่ชัยเซ็นเพราะไม่มีเอกสารสิทธิมีเพียง 6 ไร่ และเห็นแล้วว่าหากไม่มีเอกสารสิทธิครอบครัวของเราก็เซ็นอยู่ อะไรที่ไม่มีสิทธิ์และไม่ถูกต้อง เราต้องยึดมั่นในความถูกต้อง แต่พื้นที่ที่เหลือมันมีเอกสารสิทธิ และเราครอบครองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ก็ขอปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย

ถามว่า ประเด็นดังกล่าวจะเป็นจุดอ่อนของรัฐบาลใช่หรือไม่ นายไชยชนกยืนยันว่า "ผมคิดว่าไม่"

รมว.ดิจิทัลฯ กล่าวถึงการเปิดรับฟังความคิดเห็นโครงการ TH-AI PASSPORT ในวันที่ 11 มิ.ย.ว่า เจตนาคืออยากรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่สนใจและใส่ใจต่อโครงการนี้ เพื่อที่จะถึงมือประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่าและเป็นประโยชน์สูงสุด ซึ่งความคาดหวังมีอยู่ในใจอยู่แล้ว คืออยากปรับเปลี่ยนให้มีความชัดเจนมากขึ้นในการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า แต่อยากรอรับฟังความคิดเห็นก่อน

ซักว่า เมื่อรับฟังความคิดเห็นแล้วจะสามารถนำไปเปลี่ยนแปลงรูปแบบโครงการถึงขั้นไหน รมว.ดิจิทัลฯ กล่าวว่า เท่าที่ศึกษาและได้ปรึกษากับปลัดกระทรวงดีอี ในสิ่งที่ทำได้ต้องอยู่ในกรอบทีโออาร์เดิม แต่เราสามารถทำบันทึกแนบท้ายเพื่อเจรจากับคู่สัญญาได้ คิดว่าทำได้เยอะพอสมควร ตามความเข้าใจของคนหลายอย่างที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในโครงการ ขอให้รอสรุปทีเดียวเพื่อความชัดเจน

“จริงๆ ทุกสัญญาต้องสามารถตอบได้ทุกอย่าง แล้วหากตอบได้ทุกอย่างแล้วรู้สึกว่าอย่างไรก็จะนำไปสู่โครงการที่เป็นประโยชน์ คุ้มภาษีประชาชน เป็นธรรม ผมคิดว่าสมควรที่จะเดินต่อ เพราะเมื่อตรวจสอบในเชิงกระบวนการถูกต้องตามกฎหมาย แต่ถ้าไม่เป็นแบบนั้นผมก็พร้อมทุกทางไม่ได้ยึดติด” รมว.ดิจิทัลฯ กล่าว

วุฒิฯ ปัดสอบนันทนาแขวะ รมต.

ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีกระแสข่าวสมาชิกวุฒิสภา (สว.) บางส่วนไม่พอใจ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. ที่อภิปรายกระทู้ถามสดพาดพิงนายไชยชนก โดยใช้คำที่กระแนะกระแหน เสียดสีหรือดูหมิ่นดูแคลนต่อผู้ชี้แจงในการอภิปรายต่อ ป.ป.ช.ในเรื่องจริยธรรมและคณะกรรมการจริยธรรม วุฒิสภา

ล่าสุด นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ชี้แจงกระแสข่าวดังกล่าวว่า เราไม่ได้เป็นประเด็นกับใครคนใดคนหนึ่ง จริงๆ แล้วเราได้คุยกันในที่ประชุมวิปวุฒิสภา โดยท่านประธานอยากจะขอความร่วมมือให้ สว.ทุกคน ขออย่าให้ใช้คำที่กระแนะกระแหน เสียดสี หรือดูหมิ่นดูแคลนต่อผู้ชี้แจงในการอภิปราย ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม จะเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรี หรือหน่วยงานราชการต่างๆ ที่เข้ามาชี้แจง ขอความร่วมมือให้สมาชิกทุกท่านใช้คำพูดให้ระมัดระวังในเรื่องนี้เป็นพิเศษ

“โดยมารยาทการอภิปราย การที่หน่วยงานเข้ามาชี้แจง เราขอความร่วมมือให้ สว.ทุกท่านระมัดระวังในการใช้คำพูดกับผู้ที่มาชี้แจงครับ โดยเฉพาะการใช้คำดูหมิ่นดูแคลน เสียดสี กระแนะกระแหน ขอให้ไม่มีคำเหล่านี้ ขอให้อยู่ในกรอบในเนื้อหาสาระ เป็นสิ่งที่วิปวุฒิสภาได้พูดคุยกัน แต่ถามว่าไประบุตัวตนใครหรือไม่ ต้องตอบเลยว่าไม่มี ไม่ได้ระบุใครเลย ไม่ได้พุ่งเป้าไปอาจารย์นันทนา ไม่พุ่งเป้ามาที่ผม สว.พิสิษฐ์ก็ไม่มี” นายพิสิษฐ์กล่าว

ถามว่า กระแสข่าว สว.ไม่พอใจถึงขั้นจะยื่นต่อ ป.ป.ช.จริงหรือไม่ นายพิสิษฐ์กล่าวว่า ไม่ทราบว่ากระแสข่าวดังกล่าวมาจากไหน ยืนยันว่าในวิปวุฒิสภาไม่มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้

ด้านนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงการเปิดรับฟังความคิดเห็นของโครงการ TH-AI Passport ว่า การรับฟังครั้งนี้เป็นการดึงคนโดยเฉพาะคนในวงการเข้าไปเพื่อฟอกขาว สร้างความชอบธรรมรับความเห็น แล้วบอกว่าจะนำความเห็นมาปรับปรุงให้ดีขึ้น แต่สุดท้ายก็ปรับปรุงไม่ได้ เป็นการสะท้อนให้เห็นชัดว่าโครงการนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากความต้องการของประชาชน โครงการนี้เริ่มต้นจากมีเงินเหลือ แล้วจะเอาเงินเหลือออกมาจากกองทุนได้อย่างไร ฉะนั้นกระบวนการของ TOR ทุกอย่างเพื่อให้เกิดคอร์รัปชัน เกิดการโกงกินในโครงการนี้

“จะมีบริษัทเทคโนโลยีในประเทศไทยกี่บริษัทที่มีความสามารถในการรับโครงการลักษณะนี้ได้ ซึ่งมีไม่เกิน 15 บริษัทในประเทศไทยเท่านั้น และ15 บริษัทนี้ก็รู้จักกันดี จึงส่อให้เห็นถึงการฮั้ว การทำเป็นกลุ่มก้อน เป็นการรวมตัวกันเข้าไปเพื่อเอาเม็ดเงินส่วนนี้ออกมา นั่นคือสิ่งที่เห็นได้ชัด ทำไมถึงไม่ลดเพดานการประมูลงานครั้งนี้ลงมา เพื่อให้ผู้ประกอบการเอกชนที่ทำงานด้านเทคโนโลยีในระดับกลางสามารถเข้าประมูลได้ ที่สำคัญ TOR ระบุชัดว่าต้องซื้อสื่อ ซึ่งผมคาดการณ์ว่าคนที่ได้โครงการนี้อาจเป็นคนที่เขียน TOR เองด้วยซ้ำไป ฉะนั้นโครงการนี้ยิ่งตอกย้ำว่าเป็นโครงการฮั้ว และเป็นการทำโครงการขึ้นมาเพื่อต้องการดึงเงินออกจากระบบ" นายภาวุธกล่าว

ถามว่า บริษัทที่เข้าประมูลเป็นบริษัทฝั่งน้ำเงินใช่หรือไม่ สส.พรรค ปชน.รายนี้กล่าวว่า หากดูจากกลุ่มบริษัทเหล่านี้ มีกลุ่มบริษัทที่ทำราคากลางประมาณ 3 กลุ่มบริษัท นอกจากนี้ยังมีบริษัทที่เข้าไปประมูลโครงการนี้ ถ้าหากดูโครงการนี้โครงการเดียวยังไม่เห็นความสัมพันธ์เท่าไหร่ แต่ถ้าดูกว้างๆ มีโครงการลักษณะนี้อีกเป็น 10 โครงการ และหน้าตาของผู้ประกอบการที่เข้ามาร่วมประมูลแข่งขันล้วนเป็นหน้าเดิมทั้งนั้น มีการสลับกันได้โครงการโดยไม่มีผู้ประกอบการหน้าใหม่

“สุดท้ายก็จะเกิดการส่งมอบเงินเหล่านี้ให้เครือข่ายพรรคการเมือง ซึ่งเราเรียกกลุ่มทุนนี้ว่ากลุ่มทุนสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบอบสีน้ำเงิน และวันนี้เรารู้อยู่แล้วว่าระบอบน้ำเงิน ครอบคลุมไปถึงสภาสูง สภาล่าง องค์กรอิสระ และยังครอบคลุมไปถึงนักธุรกิจที่เป็นกลไกสำคัญ ในการที่จะส่งเม็ดเงินเข้าไป เพื่อทำให้ระบอบสีน้ำเงินหมุนเวียนอยู่ได้" สส.ปชน.รายนี้ระบุ

เช่นเดียวกับนางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวภายหลังประชุมร่วมกับคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด (กมธ.ปปง.) สภาผู้แทนราษฎร ว่าตนได้รับแจ้งจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยตรงว่า งานงวด 1 ได้มีการส่งมอบแล้วจริง คือรายงานดำเนินการอย่างละเอียด แต่การตรวจรับยังอยู่ในกระบวนการ นั่นคืองานงวดแรกยังไม่ได้จ่ายเงินออกไป ฉะนั้นตนคิดว่าเรายังมีโอกาสทบทวนความเหมาะสมของโครงการนี้ ซึ่งตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ มาตรา 97 ระบุว่าถ้าโครงการนั้นสามารถแก้ไขเพื่อประโยชน์แก่หน่วยงานของรัฐ และประโยชน์ของสาธารณะได้ จึงมีโอกาสที่จะทบทวนโครงการดังกล่าว ไม่ใช่เหมือนที่หลายฝ่ายเข้าใจว่าโครงการดังกล่าวไม่สามารถยับยั้งได้แล้ว

“ในวันที่ 11 มิ.ย. กระทรวงดีอีมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตนขอเชิญชวนให้ไปสะท้อนถึงความกังวลกับโครงการที่เกิดขึ้น เพื่อได้มีการปรับ TOR ให้มีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น” สส.ปชป.รายนี้ระบุ

เรียก 'ปค.' แจงแชตช่วยน้ำเงิน

ส่วน น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปชน. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ในวันที่ 11 มิ.ย.เวลา 09.30 น.การประชุม กมธ.ฯ จะพิจารณาเรื่องไลน์หลุด "ช่วยน้ำเงินด้วย" โดยหน่วยงานที่เชิญมาชี้แจงนั้น มีทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจิตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.), อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โดยได้มีการระบุไว้แล้วว่า ถ้าอธิบดีไม่สะดวกก็ขอให้ตัวแทนของกรมฯ มาชี้แจง ยังไม่มีหน่วยงานใดตอบรับมา ซึ่งเราคิดว่าขอให้มีสักหน่วยงานควรเข้ามาชี้แจงต่อ กมธ.ฯ

“การชี้แจงต่อ กมธ.ฯ เราไม่ได้มีธงจะตัดสินหรือจะเชื่อไปทางไหน เพียงแต่วันนี้ต้องยอมรับว่าตั้งแต่แชตหลุด ช่วยน้ำเงินด้วยออกมา ประชาชนทั้งประเทศตั้งคำถาม แล้วคุณในฐานะคนที่ถูกตั้งคำถาม ไม่คิดจะแก้ข้อครหาเหล่านั้นเลยหรือ หรือต่อให้คุณไม่ต้องการที่จะแก้ข้อครหาด้วยตัวบุคคล เพราะคุณคิดว่าคุณไม่สนไม่แคร์อยู่แล้ว คุณเส้นใหญ่หรืออะไรก็ตาม แต่คุณน่าจะสนใจให้เกียรติกับข้าราชการปกครองทั้ง 76 จังหวัดของประเทศบ้าง” น.ส.ภคมนกล่าว

วันเดียวกัน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย เดินทางมาที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เพื่อขอให้ตรวจสอบติดตามการปฏิบัติหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดินและข้าราชการตำรวจ ในการดำเนินคดีเพิกถอนที่ดินเขากระโดง โดยมีนายสมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับ

นอกจากนี้ นายพิชิต ไชยมงคล พร้อมด้วยนายนัสเซอร์ ยีหมะ แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) รวมไปถึงตัวแทนสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย ก็เดินทางมาที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล ยื่นหนังสือต่อนายกฯ และ รมว.มหาดไทย เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการตามคำพิพากษาคดีที่ดินเขากระโดง รวมทั้งรักษามาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

นายพิชิตกล่าวว่า ปัญหาที่ดินเขากระโดงไม่ใช่เพียงข้อพิพาทด้านกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่เป็นบททดสอบสำคัญของหลักนิติรัฐ หลักธรรมาภิบาล และความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรมไทย โดยยกข้อเท็จจริงสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ที่ดินบริเวณเขากระโดงเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) มาตั้งแต่ปี 2462 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่กรมที่ดินจะออกเอกสารสิทธิให้แก่เอกชน จึงเห็นว่าเอกสารสิทธิที่ออกภายหลังอาจขัดต่อกฎหมาย

“คปท.จึงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีย้ายชื่อออกจากทะเบียนบ้านดังกล่าวทันที รวมถึงหยุดหรือหลีกเลี่ยงพฤติกรรมใดๆ ที่อาจถูกมองว่าเป็นการรับรอง หรือเอื้อประโยชน์ต่อการบุกรุก หรือละเมิดที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลและสถาบันทางการเมือง” นายพิชิตกล่าว

แกนนำ คปท.กล่าวตอนท้ายว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของบุคคลหรือพรรคการเมืองใด แต่เป็นการยืนยันหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ การเคารพความศักดิ์สิทธิ์ของคำพิพากษาและการคุ้มครองทรัพย์สินของรัฐ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องมีมาตรฐานจริยธรรมที่สูงกว่าประชาชนทั่วไป และการบังคับใช้กฎหมายต้องเป็นไปอย่างเสมอภาคกับทุกคน โดยไม่มีข้อยกเว้นสำหรับผู้มีอำนาจหรือผู้มีอิทธิพลทางการเมือง.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...