โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เตือนแรงงานไทยเสี่ยง ‘สงคราม-รถอีวี-AI’ เขย่าจ้างงาน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังเต็มไปด้วยความเสี่ยง ทั้งปัจจัยภายนอกที่เข้ามากระทบ อย่างความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น จนกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ตลอดจนสงครามการค้าที่ยังคุกรุ่น ขณะที่ในประเทศ สถานการณ์หนี้ครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับที่น่ากังวล ล่าสุดสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงถึง “ภาวะสังคมไทย” ในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ซึ่งยังมีหลายปัจจัยที่น่าห่วง

Q1 คนไทยว่างงานเพิ่มขึ้น

โดย “ดนุชา พิชยนันท์” เลขาธิการ สศช.กล่าวว่า ในไตรมาสแรกปีนี้ประเทศไทยมีผู้มีงานทำอยู่ทั้งสิ้น 41.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) แบ่งเป็นภาคเกษตรกรรม 11.3 ล้านคน เพิ่มขึ้น 6.2% และนอกภาคเกษตร 29.9 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4%

“แรงงานนอกภาคเกษตร ส่วนที่เพิ่มขึ้นมาจากเซ็กเตอร์ค้าส่งค้าปลีกประมาณ 7.3% ขนส่ง/เก็บสินค้า 4.5% การผลิต 2.2% โรงแรมหรือภัตตาคาร 1.5% ก่อสร้าง 0.4%”

ขณะที่ชั่วโมงการทำงานทรงตัว ส่วนค่าจ้างแรงงานในภาพรวมลดลง 0.6% อยู่ที่ 18,145 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งในส่วนลูกจ้างในระบบอยู่ที่ 15,675 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มขึ้น 0.7% และกลุ่มอาชีพอิสระอยู่ที่ 16,852 บาทต่อคนต่อเดือน ลดลง 2.5%

“คนเคยทำงาน” ตกงานพุ่ง

ทั้งนี้ อัตราการว่างงานรวมเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 0.94% หรือมีผู้ว่างงาน 3.9 แสนคน เพิ่มขึ้นจากช่วงไตรมาส 4 ปี 2568 ที่อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.7% หรือว่างงานเพิ่มขึ้นประมาณ 9.9% โดยเป็นกลุ่มที่เคยทำงานมาก่อน 2.39 แสนคน เพิ่มขึ้น 44.8% ส่วนกลุ่มที่ไม่เคยทำงานมาก่อนอยู่ที่ 1.54 แสนคน ลดลง 20%

“ขณะที่ผู้ว่างงานระยะยาวตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้น 27% อยู่ที่กว่า 8.7 หมื่นคน ด้านอัตราการว่างงานในระบบประกันสังคมก็เพิ่มขึ้น โดยผู้ว่างงานที่ขอรับประโยชน์ทดแทนอยู่ที่ 2.42 แสนคน เพิ่มจาก 1.78 แสนคนในไตรมาสก่อนหน้า”

นอกจากนี้ ผู้เสมือนว่างงานยังเพิ่มขึ้น 3% อยู่ที่ 4.4 ล้านคน จากการเพิ่มขึ้นของผู้เสมือนว่างงานนอกภาคเกษตรกรรมประมาณ 3 ล้านคนเพิ่มขึ้น หรือ 9.6% ด้านผู้ว่างงานระยะยาวเพิ่มขึ้น 27%

3 ความเสี่ยงกระทบแรงงานไทย

เลขาธิการ สศช.กล่าวว่า ประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังด้านแรงงานมี 3 เรื่อง ได้แก่ 1) การรองรับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อการจ้างงานและรายได้ของแรงงานที่อาจลดลง ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเร่งเตรียมมาตรการช่วยเหลือ โดยเฉพาะการจับคู่การจ้างงานในสาขาที่มีความต้องการแรงงาน

“แน่นอนว่าค่าครองชีพคงสูงขึ้นและเรื่องต้นทุนต่าง ๆ ทั้งภาคขนส่ง ภาคก่อสร้าง และภาคการผลิตก็คงเพิ่มขึ้น และภาคการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวก็ชะลอการเดินทาง ฉะนั้นปัญหาที่จะเกิดขึ้นคือ แรงงานอาจจะยังไม่ได้ถูกเลิกจ้าง แต่ว่าจะมีการลดชั่วโมงการทำงานลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรายได้ โดยเฉพาะการลดโอทีลง และการที่ช่วงถัดไปเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น ดังนั้น รายได้ก็อาจจะไม่พอรายจ่ายการครองชีพได้”

2) การว่างงานแฝงมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยในปี 2568 มีจำนวนกว่า 2.2 แสนคน เพิ่มขึ้น 17.8% จากปี 2567 ส่วนใหญ่มีการศึกษาไม่สูงและอยู่ในภาคเกษตร ซึ่งรายได้จะต่ำกว่าภาพรวม จึงควรเร่งยกระดับผลิตภาพและสร้างอาชีพเสริม เพื่อเพิ่มชั่วโมงการทำงานและรายได้

และ 3) ความเสี่ยงต่อการจ้างงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เนื่องจากการผลิตรถยนต์สันดาปลดลงต่อเนื่อง ทำให้แรงงานในอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์สันดาปมีความเสี่ยงต้องย้ายไปทำงานในอุตสาหกรรมอื่น

“จะไม่ได้กระทบเฉพาะตัวแรงงานในโรงงานผลิตรถยนต์อย่างเดียว แต่อาจจะรวมถึงซัพพลายเชนด้วย เพราะซัพพลายเชนดั้งเดิมค่อนข้างกว้างและลึกมาก ดังนั้นคงต้องเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบ โดยอาจจะต้องปรับแรงงานไปสู่อุตสาหกรรมใหม่อื่น ๆ ที่จะเข้ามาในช่วงถัดไป”

2.2 ล้านคนส่อถูก AI แย่งงาน

นอกจากนี้ จากที่ สศช.จัดทำรายงานสถานการณ์ทางสังคมที่สำคัญในไตรมาส 1 ปี 2569 “ดนุชา” กล่าวว่า มีเรื่อง “วิกฤตและโอกาส : อนาคตตลาดแรงงานไทยภายใต้การเข้ามาของ AI” ซึ่งพบว่าแรงงานไทยมีความเสี่ยงจาก AI มากขึ้น เนื่องจากมีการใช้ AI ในการทำงานมากขึ้น ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยความเสี่ยงจะมีทั้งในแง่ที่ AI จะเข้ามาทดแทน และช่วยเสริมการทำงาน

“การเข้ามาของ AI ส่งผลให้แรงงานทั่วโลกมีความเสี่ยงมากขึ้น โดย 74.5% เป็นโปรแกรมเมอร์ 57.2% เป็นนักวิเคราะห์ทางการเงิน และ 51.9% เป็นนักทดสอบซอฟต์แวร์ สำหรับประเทศไทยจากผลสำรวจ พบว่ากำลังแรงงานไทยทั้งหมด 40.1 ล้านคนเข้าข่ายได้รับผลกระทบจาก Gen AI 8.7 ล้านคน หรือ 21.8%”

ทั้งนี้ กลุ่มที่มีความเสี่ยงถูกทดแทนจะมีประมาณ 2.2 ล้านคน หรือ 5.4% ของแรงงาน อายุเฉลี่ย 36.5 ปี 55.8% จบปริญญาตรีขึ้นไป และ 41.8% จบสาขาบริหารธุรกิจ รายได้เฉลี่ย 27,820 บาท/เดือน และ 53% อยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล

ซึ่งจะแบ่งเป็นกลุ่มที่มีทักษะปากกลางรวม 1.9 ล้านคน โดยราวครึ่งหนึ่ง 52.5% จะเป็นเสมียน เลขานุการ และงานสนับสนุนสำนักงาน อีก 58.4% เป็นงานบริการลูกค้า ต้อนรับ และการประชาสัมพันธ์ และพนักงานบัญชี ส่วนกลุ่มทักษะสูงจะได้รับผลกระทบ 3.3 แสนคน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโฆษณาและการตลาดราว 31.1% งานวิเคราะห์การเงิน/ที่ปรึกษาการลงทุน 24.7% และงานเทคโนโลยีสารสนเทศ 23.7%

ส่วนกลุ่มที่นำ AI มาสนับสนุนการทำงานจะมีประมาณ 6.5 ล้านคน โดยเป็นกลุ่มทักษะปานกลางประมาณ 5.9 ล้านคน ได้แก่ พนักงานขาย 47.2% เจ้าของร้านค้า 20.1% และ พนักงานขับรถยนต์ 17.2% ทักษะสูง 6 แสนคน ได้แก่ กลุ่มผู้จัดการและผู้บริหาร 53.7% งานบริหารจัดการและบุคลากร 13.5% และ งานประชาสัมพันธ์ 9.1%และทักษะต่ำ 6.7 หมื่นคน ได้แก่ พนักงานขนส่ง 82% และ พนักงานจดมาตรวัด 18%

“ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีก็เป็นความท้าทายในตลาดแรงงาน โดยเฉพาะเด็กจบใหม่ เพราะองค์กรที่จะรับคนเข้าทำงานก็อาจจะต้องการคนที่มีทักษะสูงขึ้น ขณะเดียวกันก็มีความท้าทายในเรื่องการโยกย้ายแรงงานทักษะสูงไปสู่งานทักษะต่ำที่ได้รับผลกระทบจาก AI น้อยกว่า อีกเรื่องที่ท้าทายก็คือความรวดเร็วในการผลิตกำลังคนและยกระดับทักษะให้ทันต่อเทคโนโลยี”

เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า ดังนั้น การเตรียมพร้อมรับมือก็ต้องพัฒนาทั้งด้านทักษะ และด้านโครงสร้างพื้นฐานให้สามารถเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้น ขณะเดียวกันต้องปรับบทบาทของแรงงานทักษะสูงสู่การเป็นผู้บริหารจัดการ AI และต้องมีการพัฒนากรอบกฎหมายและธรรมาภิบาลดิจิทัลและการใช้ AI ด้วย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เตือนแรงงานไทยเสี่ยง ‘สงคราม-รถอีวี-AI’ เขย่าจ้างงาน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...