โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

หมอยังเตือน! 5 เมนูตอนเช้า อันตรายที่ไม่ควรแตะตอนท้องว่าง หิวแค่ไหนก็จะไม่กินเด็ดขาด

News In Thailand

เผยแพร่ 27 พ.ค. เวลา 01.22 น. • oum
หมอยังเตือน! 5 เมนูตอนเช้า อันตรายที่ไม่ควรแตะตอนท้องว่าง หิวแค่ไหนก็จะไม่กินเด็ดขาด

จากเว็บต่างประเทศ ได้รายงานว่า ดร.ปาร์ค วอนจุง (Park Won-jung) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศเกาหลีใต้ ได้ออกมาแจ้งเตือนผ่านช่องทางยูทูบส่วนตัวเกี่ยวกับอันตรายร้ายแรงจากพฤติกรรมการกินมื้อเช้าแบบผิด ๆ โดยระบุว่า ในช่วงที่ท้องว่าง กระเพาะอาหารจะมีความสามารถในการดูดซึมที่รวดเร็วเป็นพิเศษ ดังนั้น การรับประทาน 5 เมนูดังต่อไปนี้ในตอนเช้า จึงเป็นการทำลายสุขภาพโดยตรงที่คุณควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่วันนี้:

5 เมนูอันตรายที่ไม่ควรแตะตอนท้องว่าง

1. ขนมปังขาวและเบเกอรี หลายคนนิยมทานขนมปังขาว คุกกี้ หรือขนมเค้กในมื้อเช้าเพราะสะดวกและอิ่มท้องเร็ว แต่ ดร.ปาร์ค วอนจุง เตือนว่าอาหารกลุ่มนี้เป็นแป้งขัดสีที่ถูกสกัดเอาไฟเบอร์ธรรมชาติออกไปจนหมด ทำให้มีปริมาณน้ำตาลสูงมาก

ผลกระทบ: เมื่อกินตอนท้องว่าง ร่างกายจะดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็วจนเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงเฉียบพลัน (Blood Sugar Spike) ตับอ่อนต้องทำงานหนักเพื่อหลั่งอินซูลินออกมากดน้ำตาลลง แต่หลังจากนั้นไม่นาน ระดับน้ำตาลจะดิ่งวูบลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สมองขาดพลังงาน ทำให้คุณรู้สึกเพลีย ง่วงซึม มึนงง ไม่มีสมาธิ และหิวบ่อยขึ้น ซึ่งเป็นทางลัดไปสู่โรคเบาหวานประเภทที่ 2

2. น้ำผลไม้กล่องพร้อมดื่ม หรือน้ำผลไม้สกัดแยกกาก การดื่มน้ำผลไม้เย็น ๆ ในมื้อเช้าอาจฟังดูเหมือนการดีท็อกซ์ร่างกายที่ดี แต่ความจริงแล้วเป็นสิ่งที่แพทย์กังวลที่สุด เนื่องจากกระบวนการคั้นหรือสกัดแยกกากได้ทำลายเส้นใยอาหาร (Fiber) คุณภาพสูงไปหมดแล้ว

ผลกระทบ: เมื่อไม่มีไฟเบอร์ที่ทำหน้าที่เป็น "ตาข่าย" คอยชะลอการดูดซึม น้ำตาลฟรักโทส (Fructose) ปริมาณมหาศาลจากน้ำผลไม้จะพุ่งเข้าสู่กระแสเลือดและตับโดยตรงทันที ทำให้ระบบเผาผลาญรวนและกระตุ้นให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงเร็วกว่าการรับประทานผลไม้สดเป็นลูก ๆ หลายเท่า

3. ของทอดและอาหารอมน้ำมัน เมนูยอดฮิตอย่างปาท่องโก๋ กล้วยทอด หรือมันฝรั่งทอด เป็น "ระเบิดเวลา" ที่อัดแน่นไปด้วยไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ (Trans Fat)

ผลกระทบ: เมื่อไขมันที่ย่อยยากเหล่านี้ตกถึงกระเพาะที่กำลังว่างเปล่า มันจะเข้าไปทำให้ระบบการบีบตัวของลำไส้หยุดชะงัก ร่างกายต้องดึงเลือดและพลังงานจากส่วนอื่น ๆ รวมถึงสมอง มารวมกันที่กระเพาะอาหารเพื่อจัดการกับคราบน้ำมันหนาเตอะ ส่งผลให้สมองขาดออกซิเจนชั่วคราว คุณจึงรู้สึกเฉื่อยชาและง่วงนอนตลอดทั้งเช้า นอกจากนี้ยังกระตุ้นการอักเสบในหลอดเลือด เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง

4. อาหารแปรรูปที่มีโซเดียมสูง ไส้กรอก เบคอน แฮม หรืออาหารกระป๋องพร้อมทาน เป็นตัวเลือกที่สะดวกแต่แฝงไปด้วยโซเดียมและสารกันบูดจำนวนมาก

ผลกระทบ: อาหารกลุ่มนี้มีสารประกอบ "ไนไตรต์" (Nitrite) สูง เมื่อสารนี้สัมผัสกับกรดในกระเพาะอาหารที่มีความเข้มข้นสูงในช่วงที่ท้องว่าง มันจะทำปฏิกิริยากลายเป็นสาร "ไนโตรซามีน" (Nitrosamine) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งร้ายแรงที่องค์การอนามัยโลก (WHO) สั่งเตือน ยิ่งไปกว่านั้น โซเดียมที่สูงเกินไปจะทำให้หลอดเลือดหดตัวกะทันหัน ส่งผลให้ความดันโลหิตพุ่งสูงขึ้นในตอนเช้า

5. นมสดและผลิตภัณฑ์จากนม การดื่มนมสดสักแก้วตอนท้องว่างเพราะคิดว่าจะได้สารอาหารเร็วที่สุดเป็นความเข้าใจที่ผิด เนื่องจากในตอนเช้ากระเพาะอาหารจะมีสภาวะเป็นกรดสูงมาก

ผลกระทบ: โปรตีนในนมเมื่อเจอกับกรดเข้มข้นจะเกิดการตกตะกอนกลายเป็นก้อนแข็งจับตัวกันในกระเพาะ ดร.ปาร์ค วอนจุง อธิบายว่ากระบวนการนี้สร้างภาระหนักหน่วงให้ระบบย่อยอาหาร ทำลายสมดุลของจุลินทรีย์ดีในลำไส้ ส่งผลให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และสำหรับผู้ที่มีภาวะย่อยน้ำตาลแลคโตสบกพร่อง (Lactose Intolerance) จะกระตุ้นให้เกิดอาการปวดบิดและท้องเสียเฉียบพลันทันที

ดร.ปาร์ค วอนจุง แนะนำว่า สิ่งแรกที่ควรทำหลังตื่นนอนคือ "การดื่มน้ำอุ่น 1 แก้ว" เพื่อปลุกระบบขับถ่ายและเติมน้ำให้ร่างกาย จากนั้นควรรับประทานมื้อเช้าภายใน 1 ชั่วโมงหลังตื่นนอน และไม่ควรเกินเวลา 09.00 น. โดยมื้อเช้าที่ดีต่อสุขภาพต้องประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่:

-คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน: เน้นอาหารประเภท ข้าวต้ม โจ๊ก หรือธัญพืชไม่ขัดสี (เช่น ข้าวโอ๊ต) ที่ช่วยให้พลังงานสม่ำเสมอและอิ่มนาน

-โปรตีนไขมันต่ำ: เลือกรับประทาน ไข่ต้ม โยเกิร์ตรสธรรมชาติ หรือเนื้อสัตว์ไม่ติดมันในปริมาณที่พอเหมาะ

-ใยอาหาร: ต้องมีผักใบเขียว หรือปิดท้ายด้วยผลไม้สดที่มีรสหวานน้อยและไม่เปรี้ยวจัด เช่น แอปเปิ้ลเขียว หรือฝรั่ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...