โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘เงินเดือนใช้หนี้ โอทีใช้กิน’ เสียงสะท้อนจากแรงงานยานยนต์ในวันที่ EV จีนรุกคืบ

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
‘เงินเดือนใช้หนี้ โอทีใช้กิน’ เสียงสะท้อนจากแรงงานยานยนต์ในวันที่ EV จีนรุกคืบ

เมื่อมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของภาครัฐ กำลังกลายเป็น ‘ยาเร่ง’ ที่บดขยี้โครงสร้างแรงงานดั้งเดิมกว่า 750,000 ชีวิตให้ ‘ตายทั้งเป็น’ น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอัดอั้นของ ทศพร คูณศรี ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย สะท้อนให้เห็นว่าเบื้องหลังยอดจดทะเบียนรถ EV ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด คือคราบน้ำตาของแรงงานไทยในอุตสาหกรรมสันดาป

ประเด็นสำคัญ

  • ‘เงินเดือนใช้หนี้ โอทีใช้กิน’ สัญญาณชีพที่แผ่วลงของแรงงานสันดาป
  • ซัพพลายเชน ‘ดองเค็ม’ และภาพจำใหม่ที่ระยอง: ‘โรงงาน EV จีน ที่ไม่มีคนไทย’
  • 4 ข้อเรียกร้องยื่นกระทรวงแรงงาน ยื้อลมหายใจคนยานยนต์
  • ความหวังสุดท้ายบนสังเวียน ‘ไฮบริด’ และคำเตือนถึง ‘หมูอ้วน’

‘เงินเดือนใช้หนี้ โอทีใช้กิน’ สัญญาณชีพที่แผ่วลงของแรงงานสันดาป

จากอุตสาหกรรมที่เป็น ‘อู่ข้าวอู่น้ำ’ และสร้างรายได้เข้าประเทศเป็นอันดับต้นๆ วันนี้เมฆหมอกแห่งความไม่แน่นอนกำลังเข้าปกคลุมโรงงานผลิตรถยนต์ฝั่งญี่ปุ่นอย่างเห็นได้ชัด ทศพรฉายภาพสถานการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นในนิคมอุตสาหกรรมยานยนต์ว่า หลายค่ายเริ่มปรับตัวด้วยการลดชั่วโมงการทำงาน ลดยอดการผลิต และที่ร้ายแรงที่สุดคือเริ่มมีการ ‘ยุบกะทำงาน’ จากสองกะเหลือเพียงกะเดียว

“มันมีคำคำนึงนะ ที่เราใช้กันอยู่ตลอดในหมู่พวกเรา ‘เงินเดือนใช้หนี้ โอทีใช้กิน’ รายได้ของคนยานยนต์ เดือนหนึ่งจะมาจากโอทีกับค่ากะ เงินก้อนจะมาจากโบนัส พอโอทีมันหายไป รายได้ที่เขาเคยมีอยู่มันจะหายไปครึ่งต่อครึ่ง จากที่เคยรับ 40,000 บาท มันก็จะเหลือแค่ 18,000-20,000 บาท แล้วเขาจะอยู่กันอย่างไร”

สิ่งที่สอดคล้องกับภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปในประเทศ คือ ตัวเลขประมาณการยอดผลิตรถยนต์ของไทยดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่เคยแตะระดับเกือบ 2 ล้านคันต่อปี ปัจจุบันถูกหั่นคาดการณ์ลงเหลือเพียง 1.4 ล้านคัน และมีแนวโน้มจะถูกปรับลดลงอีกในไตรมาสที่ 3 หลังจากค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง โตโยต้า และ อีซูซุ ปรับลดเป้าหมายลงตามสภาวะตลาดชะลอตัว

แม้ในเวลานี้ ผู้ประกอบการฝั่งญี่ปุ่นจะพยายามแบกรับภาระต้นทุนเพื่อรักษาพนักงานไว้ แต่ทศพรเตือนว่าหากสถานการณ์ยังลากยาวไปมากกว่านี้ กลุ่มพนักงานซับคอนแทรค (Subcontract) จะเป็นกลุ่มแรกที่ต้องเผชิญกับการเลิกจ้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ซัพพลายเชน ‘ดองเค็ม’ และภาพจำใหม่ที่ระยอง: ‘โรงงาน EV จีน ที่ไม่มีคนไทย’

ความแตกต่างทางเทคโนโลยีระหว่างรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำลายห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) อย่างรุนแรง รถยนต์สันดาปหนึ่งคันต้องใช้ชิ้นส่วนในการประกอบมากถึงประมาณ 30,000 ชิ้น ในขณะที่รถ EV ใช้ชิ้นส่วนเพียง 3,000-5,000 ชิ้นเท่านั้น ชิ้นส่วนที่หายไปกว่า 80% หมายถึงความตายของโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในกลุ่ม Tier 2 และ Tier 3 เช่น ผู้ผลิตท่อไอเสีย หม้อน้ำ หรือระบบเบรก

“มันเหมือนตายทั้งเป็นอ่ะ มันเลือดเย็น ดองเค็มกันไปเรื่อยๆ ถ้านโยบายภาครัฐยังเปิดอ้าซ่าไว้แบบนี้อยู่ มันเหมือนเป็นตัวที่มาฆ่าเครื่องยนต์สันดาปแบบทันท่วงที โดยไม่ยืดระยะเวลาให้แรงงานและซัพพลายเชนได้ปรับตัวตามกลไกตลาด”

ยิ่งไปกว่านั้น การเข้ามาตั้งฐานการผลิตของกลุ่มทุน EV จากจีน ภายใต้มาตรการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กลับไม่ได้ช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบแรงงานไทยอย่างที่ควรจะเป็น ทศพรเล่าถึงประสบการณ์ตรงจากการลงพื้นที่เซอเวย์ในแถบพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ไว้อย่างเจ็บปวดว่า

“ถ้ามีพรรคพวกอยู่แถวอีสเทิร์นซีบอร์ด ระยอง ลองไปลงพื้นที่ดูได้เลย คุณจะเห็นแถวนั้น โรงงาน EV จีน ไม่มีคนไทยเลย แม้แต่เมนูอาหารในร้านอาหารตามสั่งยังเป็นเมนูภาษาจีน ปัจจุบันซัพพลายเชนก็ไม่มีไทยเข้าไปยุ่งเกี่ยว ในโรงงานนอกเหนือจากสเตปแรกที่เขาจ้างแรงงานไทยแบบชั่วคราวสัญญาจ้าง 3 เดือนแล้วเลิกเลย ที่เหลือที่เขาจ้างยาวๆ ก็คือ รปภ. กับแม่บ้านเท่านั้น”

ทศพรยังเปรียบเทียบเค้กส่วนแบ่งการตลาดที่เปลี่ยนไปว่า “เมื่อก่อน รถ 100 คัน จะเป็นสัดส่วนของ อีซูซุ โตโยต้า ฮอนด้า มิตซูบิชิ แย่งกันอยู่แค่ค่ายญี่ปุ่น แต่ ณ ปีนี้ รถ 100 คัน EV จีนแย่งเอาไปแล้ว 30 คัน เหลือ 70 คันให้คนสันดาปมาแบ่งกัน จีนผลิต ไทยซื้อ แถมจีนได้ BOI ได้ส่วนลดกระตุ้นอะไรเยอะแยะไปหมด เราเลยมองว่ามันไม่เป็นธรรมกับคน (ธุรกิจยานยนต์สันดาป) ที่สร้างฐานเศรษฐกิจให้ประเทศมา 50 ปี”

4 ข้อเรียกร้องยื่นกระทรวงแรงงาน ยื้อลมหายใจคนยานยนต์

เพื่อไม่ให้อุตสาหกรรมที่เป็นเสาหลักเศรษฐกิจไทยต้องล่มสลาย สภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าได้เข้ายื่นหนังสืออย่างเป็นทางการต่อ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โดยมีข้อเรียกร้องเชิงนโยบายที่เร่งด่วน 4 ประการ

  • ทบทวนนโยบาย BOI: ขอให้หยุดมาตรการส่งเสริมการลงทุนยานยนต์ไฟฟ้าไว้ที่เวอร์ชัน 3.5 เท่านั้น และต้องไม่มีการคลอดเวอร์ชัน 4.0 ออกมาอีก เพื่อชะลอการเข้ามาแบบก้าวกระโดดที่กำลังบดขยี้อุตสาหกรรมดั้งเดิม
  • กำหนดโควตาจ้างงานแรงงานไทย: ออกกฎหมายบังคับให้ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนต้องมีสัดส่วนการจ้างงานแรงงานไทยในสายการผลิตเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ชัดเจน และควบคุมการใช้สัญญาจ้างระยะสั้นที่ไม่เป็นธรรม
  • มาตรการอุ้มรถยนต์สันดาปและไฮบริด: เสนอให้รัฐบาลคลอดมาตรการช่วยเหลือฝั่งรถยนต์สันดาปและไฮบริดที่ช่วยพยุงแรงงานไทยอยู่ เช่น โครงการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ แบบไม่จำกัดประเภทรถยนต์แค่เฉพาะ EV หรือการลดภาษีสรรพสามิต เพื่อสร้างเวทีการแข่งขันที่เท่าเทียม
  • เพิ่มค่าชดเชยเลิกจ้างเป็น 2 เท่า: ขอให้ปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองแรงงาน หากแรงงานต้องถูกเลิกจ้างจากการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีหรือระบบอัตโนมัติ (AI & EV) ให้ได้รับเงินชดเชยเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า (เช่น จากสูงสุด 400 วัน เพิ่มเป็น 800 วัน) เพื่อให้พนักงานมีเงินก้อนสุดท้ายกลับไปตั้งหลักในภาคเกษตรกรรมที่ต่างจังหวัด โดยรัฐต้องช่วยรองรับตลาดผลผลิตด้วย

ความหวังสุดท้ายบนสังเวียน ‘ไฮบริด’ และคำเตือนถึง ‘หมูอ้วน’

อย่างไรก็ตาม ทศพรมองว่าอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปในไทยจะยังไม่สูญพันธุ์ไปในทันที เนื่องจากค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของไทย และตั้งเป้าให้ไทยเป็น ‘Hub การผลิตรถยนต์สันดาปแหล่งสุดท้ายของโลก’ ในอีก 10 ปีข้างหน้า เนื่องจากประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคอาเซียนและแอฟริกายังไม่มีความพร้อมด้านสถานีชาร์จและระบบโครงสร้างพื้นฐานรองรับ EV แบบ 100% โดยกลยุทธ์หลักของค่ายญี่ปุ่นหลังจากนี้คือการขยับไปสู่ยานยนต์ ‘ไฮบริด’ (Hybrid)

ทศพรยังฝากคำเตือนและข้อคิดสำคัญส่งตรงถึงพี่น้องแรงงานยานยนต์ไทยทุกคน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับคลื่นความเปลี่ยนแปลงลูกใหญ่ที่กำลังซัดเข้ามา

“วินัยทางการเงินเราต้องปรับใหม่หมด ตอนนี้เราไม่ใช่ ‘หมูอ้วน’ เหมือนเมื่อก่อนแล้ว อุตสาหกรรมนี้มันพร้อมที่จะเกิด Accident เลิกจ้างเราได้ตลอดเวลา ความมั่นคงในอาชีพยานยนต์ไม่เหมือน 20 ปีที่ผ่านมาแล้ว สิ่งเดียวที่ทำได้คือทุกคนต้องตื่นตัว เร่ง Upskill/Reskill ตัวเองให้เป็นที่ต้องการของตลาด และเตรียมแผนสำรองให้กับชีวิตเสมอ”

หลังจากนี้ สภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์ฯ มีกำหนดการขยายแนวร่วมเพื่อเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในเดือนหน้า โดยจะเข้าพบสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.), รัฐสภา, คณะกรรมาธิการการแรงงาน และผู้นำฝ่ายค้าน เพื่อส่งเสียงเตือนของแรงงานไทยให้ดังไปถึงทำเนียบรัฐบาล ก่อนที่ลมหายใจของคนยานยนต์ไทยจะหมดลงไปจริงๆ

ภาพ:เมื่อโอทีหาย…

ภาพโรงงานผลิตรถยนต์ที่มีหุ่นยนต์ทำงาน แสดงถึงผลกระทบต่อแรงงานยานยนต์ไทยจากเทคโนโลยี EV 1
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...