โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอมีเสมหะ ช่วงอากาศเปลี่ยน เกิดจากอะไร? สาเหตุและวิธีดูแลตัวเอง

GedGoodLife

อัพเดต 02 มิ.ย. เวลา 16.09 น. • เผยแพร่ 28 พ.ค. เวลา 04.57 น. • GED good life ชีวิตดีดี เว็บไซต์เพื่อสุขภาพ ปรึกษาปัญหาสุขภาพ ฟรี

อาการ ไอมีเสมหะ ช่วงอากาศเปลี่ยน มักเกิดขึ้นบ่อยครั้งเมื่อร่างกายต้องปรับตัวตามสภาพภูมิอากาศ การมีเสมหะในลำคอจนต้องไอออกมานั้น เป็นผลมาจากการที่ระบบทางเดินหายใจเกิดการระคายเคืองหรืออักเสบ ร่างกายจึงกระตุ้นการหลั่งสารคัดหลั่งออกมากรองสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรค ซึ่งนอกจากจะสร้างความรำคาญใจแล้ว หากปล่อยทิ้งไว้อาจส่งผลเสียต่อหลอดลมและปอดได้

gedgoodlife จะพาทุกคนมาเจาะลึกถึงสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการไอมีเสมหะ ในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง พร้อมแนวทางการดูแลตัวเองและวิธีเลือกใช้ยาอย่างเหมาะสม

สาเหตุอาการไอมีเสมหะช่วงอากาศเปลี่ยน

อาการไอมีเสมหะในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวน มักเกิดจากปัจจัยใกล้ตัวและสิ่งแวดล้อมรอบตัว ดังนี้

  • ฝุ่นละออง PM2.5และมลภาวะ: การสัมผัสกับมลภาวะ ควันรถ หรือฝุ่นขนาดเล็กอย่าง PM2.5 จะกระตุ้นเยื่อบุทางเดินหายใจให้เกิดการระคายเคือง ร่างกายจึงต้องผลิตเสมหะเพิ่มขึ้นเพื่อดักจับสิ่งแปลกปลอม
  • เชื้อไวรัสทางเดินหายใจ: ช่วงอากาศเปลี่ยนเป็นช่วงที่ไวรัสเจริญเติบโตได้ดี เมื่อภูมิคุ้มกันของร่างกายลดต่ำลง จะทำให้เกิดการติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัด ส่งผลให้ทางเดินหายใจอักเสบและเกิดเสมหะ
  • อากาศเย็นหรืออากาศแห้ง: สภาพอากาศที่แห้งและเย็นเกินไป โดยเฉพาะการนอนในห้องแอร์ จะทำให้ลำคอและหลอดลมสูญเสียความชุ่มชื้น ร่างกายจึงหลั่งเสมหะอกมาเคลือบชดเชย จนเกิดอาการระคายคอและไอ
  • ภูมิแพ้อากาศ: การเปลี่ยนแปลงของความชื้นและทิศทางลม มักพัดพาเอาสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น หรือขนสัตว์ ให้ฟุ้งกระจาย ร่างกายของผู้ป่วยภูมิแพ้จะหลั่งสารฮิสตามีน ทำให้มีน้ำมูกไหลลงคอและกลายเป็นเสมหะเหนียวข้น
  • ควันบุหรี่และสารเคมี: การสูดดมควันบุหรี่หรือสารเคมีบ่อย ๆ จะเข้าไปทำลายเซลล์ขนกวัดในหลอดลม ทำให้ไม่สามารถปัดกวาดสิ่งสกปรกได้ ร่างกายจึงต้องอาศัยการผลิตเสมหะ
    และการไอแรง ๆ เพื่อขับสิ่งสกปรกออก

อาการไอมีเสมหะส่งผลเสียอย่างไรต่อร่างกาย?

หากปล่อยให้อาการไอมีเสมหะเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง อาจส่งผลกระทบต่อร่างกายได้มากกว่าที่คิด เช่น ทำให้กล้ามเนื้อหน้าอกและลำคอเกิดการอักเสบจนมีอาการระบม เจ็บคอ เสียงแหบ และปวดศีรษะ นอกจากนี้ การไอขัดจังหวะในช่วงกลางคืนยังส่งผลเสียต่อคุณภาพการนอนหลับ ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย และหากมีอาการไอเรื้อรังนานเกิน 8 สัปดาห์ อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคทางเดินหายใจที่รุนแรงขึ้น ซึ่งควรรีบเข้าพบแพทย์

วิธีบรรเทาอาการไอมีเสมหะ ด้วยตัวเอง

  • ดื่มน้ำอุ่นในปริมาณมาก – น้ำอุ่นจะช่วยลดความเหนียวข้นของเสมหะ ทำให้เสมหะอ่อนตัวและขับออกจากลำคอได้ง่ายขึ้น
  • กลั้วคอด้วยน้ำเกลือ – ผสมเกลือป่นเล็กน้อยกับน้ำอุ่น กลั้วคอวันละ 2-3 ครั้ง ช่วยลดการอักเสบและล้างเมือกเหนียว ๆ ที่เกาะคอออกไป
  • หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นระคายเคือง – งดดื่มน้ำเย็นจัด งดอาหารรสเผ็ดจัด คาเฟอีน และแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจทำให้ลำคออักเสบมากขึ้น
  • ใช้เครื่องเพิ่มความชื้นในอากาศ – โดยเฉพาะในห้องนอน เพื่อป้องกันไม่ให้ลำคอแห้งและระคายเคืองในช่วงเวลากลางคืน

ควรกินยาอะไรเมื่อมีอาการไอมีเสมหะ?

การเลือกใช้ยาให้ตรงกับลักษณะอาการไอเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อการบรรเทาอาการอย่างตรงจุดและปลอดภัยครับ

เพื่อสุขภาพดี ๆ และทางเดินหายใจที่โล่งสบาย

อาการไอมีเสมหะในช่วงอากาศแปรปรวน สามารถบรรเทาและรักษาให้หายได้ด้วยการใส่ใจดูแลตนเองตั้งแต่เนิ่น ๆ การดื่มน้ำอุ่นอย่างเพียงพอ การหลีกเลี่ยงมลภาวะ และการเลือกใช้ยาแก้ไอละลายเสมหะที่มีตัวยาเหมาะสม เช่น คาร์โบซิสเทอีน จะช่วยคืนความโล่งสบายให้กับลำคอของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์ หรือมีอาการรุนแรง ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพื่อชีวิตดี ๆ ที่มีความสุขและไม่มีสะดุดในทุก ๆ วัน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง (References):

สมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์: แนวทางการวินิจฉัยและการรักษาอาการไอและโรคระบบทางเดินหายใจ
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล: บทความให้ความรู้เรื่องอาการไอแห้ง คันคอ และไอมีเสมหะ
คลังข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล: ข้อมูลดรรชนียาและกลไกการออกฤทธิ์ของตัวยาคาร์โบซิสเทอีน (Carbocisteine) และยาในระบบทางเดินหายใจ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...