ไทยพร้อมเต็มร้อย เจ้าภาพประชุม IMF-World Bank 2026 คาดผู้นำการเงินโลก-นักลงทุนร่วม 2 หมื่นคน ยืนหนึ่งศูนย์กลางอาเซียน
วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง เป็นประธานเปิดการประชุมเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ (Diplomatic Briefing) สำหรับเตรียมการการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ณ ห้องประชุมกำปั่นทอง ชั้น 21 อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศ จัดประชุม Diplomatic Briefing ต้อนรับเอกอัครราชทูตและผู้แทนทางการทูตจากทั่วโลก เพื่อชี้แจงความพร้อมขั้นสูงสุดในการที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศประจำปี 2026 (AM2026) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
นายวินิจกล่าวว่า ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลกนี้เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งครั้งแรกมีขึ้นเมื่อปี 2534 หรือ เมื่อ 35 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นปีเปิดตัวศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์แห่งแรก ในปี 2569 นี้ ประเทศไทยจะใช้ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ทั้งหมดจนเหมือนเป็นสถานที่แห่งใหม่ ในการรองรับผู้เข้าร่วมประชุม
นายวินิจกล่าววว่า เมื่อ 35 ปีที่แล้ว ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ถูกใช้จัดงานฉลองครบรอบ 120 ปีการสถาปนากระทรวงการคลัง และล่าสุดเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ก็ใช้ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เป็นสถานที่จัดงานฉลองครบรอบ 150 ปีการสถาปนากระทรวงการคลังไปเช่นกัน
- จากปี 2534 สู่ 2569: ไทยโชว์พัฒนาการ 35 ปี รับบทเจ้าภาพประชุมประจำปี IMF-กลุ่มธนาคารโลก รอบใหม่
- ไทยเตรียมก้าวสู่ขอบฟ้าใหม่ โชว์วิสัยทัศน์ เวที2026 IMF-World Bank Group Spring Meetings
การประชุมนี้จะมุ่งเน้นการแบ่งปันประสบการณ์และการเรียนรู้ร่วมกันในหัวข้อ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” เพื่อหาวิธีการสร้างความยืดหยุ่นและเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ประชาชนในการก้าวผ่านวิกฤติต่าง ๆ ที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน
แม้ว่าเนื้อหาและการดำเนินงานหลักจะเป็นสิทธิ์ของ IMF และธนาคารโลก แต่ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพ (Host Country) ได้ปฏิบัติตามคู่มือการจัดงานที่มีความหนากว่า 300 หน้าอย่างเคร่งครัด เพื่ออำนวยความสะดวกและประสานงานในทุกมิติให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ซึ่งผลการประเมินความคืบหน้าที่ผ่านมาได้รับคะแนนในระดับยอดเยี่ยม (A Grade)
รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับงานนี้เป็นอย่างมาก โดยมีคณะกรรมการระดับชาติที่มี นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งจะมีการประชุมใหญ่ร่วมกันทุกเดือน และมีคณะอนุกรรมการที่มี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน คอยประชุมติดตามงานอย่างใกล้ชิดทุก ๆ 2 สัปดาห์ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน
ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนการจัดงาน รัฐบาลได้ประกาศให้วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2569 เป็นวันหยุดราชการเนื่องจากเป็นวันประชุมใหญ่ (Plenary) และมีนโยบายให้ทำงานจากที่บ้าน ในวันที่ 12, 14 และ 15 ตุลาคม 2569 อีกด้วย และจะมีงานเลี้ยงรับรองโดยรัฐบาลไทย ณ One Bangkok
“การประชุมครั้งนี้ถือเป็นเวทีระดับโลกของผู้นำด้านการเงิน ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจาก 191 ประเทศ และผู้ว่าการธนาคารกลางจาก 189 ประเทศ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานรวมคณะทำงานและนักลงทุนสถาบันจากทั่วโลกประมาณ 15,000 ถึง 20,000 คน” นายวินิจกล่าว
ด้านเนื้อหาประเทศไทยพร้อมนำเสนอแนวคิด “Empowering People” และ “Building Resilience” โดยจะมีการยกตัวอย่างความสำเร็จของไทยในเวทีโลก เช่น ระบบ “พร้อมเพย์” และแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เข้าถึงประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพและพร้อมรับกับวิกฤต
นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยในระดับมัธยมปลายและมหาวิทยาลัยเข้าร่วมแข่งขันออกแบบนโยบายผ่านโครงการ Young Fiscal Policy Designer เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานประวัติศาสตร์นี้ด้วย
ในมิติของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว กระทรวงการคลังเน้นย้ำว่าเป้าหมายหลักไม่ใช่เพียงรายได้จากการใช้จ่ายในสัปดาห์ที่จัดงาน แต่เป็นการปักหมุดสปอตไลท์และแสดงจุดยืนความพร้อมของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางของอาเซียนสู่สายตานักลงทุนและสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ทั่วโลก
โดยขณะนี้โรงแรมที่เป็นทางการ (Official Hotels) ทั้ง 21 แห่งถูกจองเต็มล่วงหน้าแล้ว ทางคณะผู้จัดงานได้เตรียมกิจกรรมรองรับความต้องการของผู้แทนประเทศต่าง ๆ ที่นิยมเดินทางมาท่องเที่ยวก่อนและหลังการประชุม โดยเฉพาะในจังหวัดยอดนิยมอย่างเชียงใหม่และภูเก็ต พร้อมทั้งเตรียมนำเสนอวัฒนธรรมอาหารและโปรแกรมพิเศษ เช่น การเข้าชมพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน (Night Museum) เพื่อสร้างความประทับใจในฐานะเจ้าภาพแบบครบวงจร
สำหรับข้อมูลที่ชี้แจงในการประชุมเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ (Diplomatic Briefing) ต่อเตรียมการการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกของไทย ได้แก่
การดูแลแบบครบวงจร (Delegate Journey): ทีมงานไทยได้เตรียมพร้อมชี้แจงแนวทางปฏิบัติและระบบโลจิสติกส์ทั้งหมดเพื่อให้ความเข้าใจตรงกัน โดยครอบคลุมตั้งแต่ช่วงก่อนเริ่มงาน ระหว่างงาน จนถึงจบงาน ได้แก่:
- ระบบการลงทะเบียน (Registration)
- ขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองและวีซ่า (Immigration & Visa)
- การคมนาคมขนส่ง (Transportation) และระบบรถรับส่ง
- การจัดสรรเจ้าหน้าที่ประสานงานส่วนตัว (Liaison Officers)
- มาตรการรักษาความปลอดภัย (Security) และการบริการทางการแพทย์ (Medical)
- การจัดตั้งโต๊ะช่วยเหลือ (Help Desk) ณ สนามบิน เพื่ออำนวยความสะดวกและส่งผู้แทนทุกท่านเดินทางกลับประเทศอย่างปลอดภัย
ภาพรวมและความสำคัญของการจัดประชุม
การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประจำปี 2026 (AM2026) จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร. การจัดงานในครั้งนี้ขับเคลื่อนภายใต้แนวคิดหลักคือ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานทั้งคณะผู้แทนและสภาผู้ว่าการกว่า 15,000 คนจากทั่วโลก รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจาก 189 ประเทศสมาชิกธนาคารโลก และผู้ว่าการธนาคารกลางจาก 191 ประเทศสมาชิก IMF และจะมีการประชุมในรอบที่เป็นทางการมากกว่า 1,000 รอบ
โดยภายในศูนย์ฯ สิริกิติ์ จะมีการปรับปรุงพื้นที่และสร้างห้องประชุมย่อยเพิ่มอีก 22 ห้อง รวมถึงสำนักงานขนาดเล็กอีกกว่า 750 ห้องเพื่อรองรับการประชุมคู่ขนานของกลุ่มธนาคารและองค์กรต่าง ๆ
ขั้นตอนการลงทะเบียนและการรับบัตรประจำตัว
ระบบลงทะเบียนออนไลน์จะเปิดตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2569 โดยการลงทะเบียนสำหรับองค์กรภาคประชาสังคม (CSO) และผู้ติดตาม (Guest) จะปิดในวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ผู้เข้าร่วมงานทุกคนจะต้องผ่านการตรวจสอบและรับรองสิทธิ์ก่อน จึงจะสามารถรับบัตรประจำตัว (Badge) ได้ โดยสามารถรับบัตรได้ตั้งแต่วันที่ 11–18 ตุลาคม 2569 ส่วนผู้ติดตาม ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชนไทย สามารถรับได้ล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 8–10 ตุลาคม 2569 ณ โรงงานผลิตยาสูบแห่งประเทศไทย โรงที่ 5 ซึ่งอยู่ห่างจากสถานที่จัดงานประมาณ 240 เมตร เมื่อลงทะเบียนสำเร็จ ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับจดหมายยืนยัน (Confirmation Letter) ทางอีเมล ซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการขอวีซ่าและใช้แสดงเพื่อขึ้นรถรับส่งอย่างเป็นทางการ
ข้อกำหนดด้านวีซ่าและการจัดเตรียมระบบตรวจคนเข้าเมือง ณ สนามบิน
การเดินทางเข้าประเทศไทยของผู้เข้าร่วมประชุมจะแบ่งตามประเภทหนังสือเดินทางและข้อตกลงทวิภาคี โดยผู้ที่ถือหนังสือเดินทางธรรมดา ข้าราชการ หรือทูต จากประเทศที่มีข้อตกลงยกเว้นวีซ่ากับไทย จะได้รับยกเว้นการขอวีซ่าตามเงื่อนไข สำหรับประเทศที่ไม่มีข้อตกลงยกเว้นวีซ่า ผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาที่ได้รับเชิญจากหน่วยงานรัฐบาลไทยจะได้รับสิทธิ์ Courtesy Visa ส่วนผู้ถือหนังสือเดินทางทูตหรือราชการจะได้รับ Official Visa โดยไม่มีค่าธรรมเนียม และพำนักได้ไม่เกิน 90 วันผ่านระบบ e-Visa ในส่วนของการเดินทางมาถึง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานดอนเมืองจะทำหน้าที่เป็นสนามบินหลักในการต้อนรับ โดยจะมีการจัดช่องทางตรวจคนเข้าเมืองพิเศษ (Dedicated Immigration Lanes) และมีทีมสนับสนุนส่วนกลางคอยดูแลความสะดวกในทุกขั้นตอน
การคมนาคมขนส่งและเจ้าหน้าที่ประสานงาน (Liaison Officers)
ผู้จัดงานได้จำแนกการดูแลการคมนาคมตามระดับของผู้เข้าร่วมประชุมอย่างเป็นระบบ โดยกลุ่มผู้นำระดับสูง เช่น ประธานธนาคารโลก และผู้อำนวยการจัดการ IMF จะได้รับการต้อนรับจากผู้บริหารกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย พร้อมรถยนต์ประจำตำแหน่งและขบวนรถนำ ในขณะที่คณะผู้ว่าการ (Governors) แต่ละประเทศ จะได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ประสานงาน (Liaison Officers:LO) ประจำตัว 1 คน (กระทรวงการคลังดูแลธนาคารโลก และธนาคารแห่งประเทศไทยดูแล IMF) โดย LO จะไปรอต้อนรับ ณ ประตู 10 อาคารผู้โดยสารขาเข้า สนามบินสุวรรณภูมิ พร้อมรถยนต์ซีดานที่จัดเตรียมไว้ให้ประเทศละ 1 คัน ส่วนผู้แทนทั่วไป (Delegates) สามารถใช้บริการรถรับส่งไฟฟ้า (EV Shuttle Bus) และรถตู้ที่กระจายตามจุดบริการต่าง ๆ ได้
การบริการทางการแพทย์และการรักษาความปลอดภัย
รัฐบาลไทยได้เตรียมพร้อมมาตรการดูแลสุขอนามัยและความปลอดภัยอย่างครบครัน นอกจากจะระดมเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว 1,155 นายแล้ว ยังมีคลินิกแพทย์เปิดให้บริการภายในศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างเวลา 07.30 – 17.30 น. ตั้งแต่วันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 และมีทีมแพทย์ฉุกเฉินสแตนบาย ณ One Bangkok Forum ในช่วงงานเลี้ยงอาหารค่ำ (Gala Dinner) วันที่ 16 ตุลาคม 2569 นอกจากนี้ ยังมีสายด่วนฉุกเฉินนอกเวลาทำการ และความร่วมมือกับโรงพยาบาลชั้นนำใกล้เคียง เช่น โรงพยาบาลเมดพาร์ค บำรุงราษฎร์ ตำรวจ และสมิติเวช สุขุมวิท อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่เกิดขึ้น ณ โรงพยาบาล ผู้เข้าร่วมงานจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบเอง เอกสารจึงแนะนำให้ผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ จัดทำประกันสุขภาพที่ครอบคลุมการรักษาระดับสากลไว้ล่วงหน้า