โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

มองผ่านมุม ‘บุพเพสันนิวาส 2’ เศรษฐกิจสยามสมัยรัชกาลที่ 3 เจริญขนาดไหน

Reporter Journey

อัพเดต 05 ส.ค. 2565 เวลา 04.21 น. • เผยแพร่ 05 ส.ค. 2565 เวลา 04.15 น. • Reporter Journey

หากใครได้มีโอกาสไปชมภาพยนตร์เรื่องบุพเพสันนิวาส 2 ซึ่งกำลังเป็นกระแสโด่งดังอยู่ในขณะนี้ คงจะได้เห็นภาพของลำน้ำเจ้าพระยาที่เต็มไปด้วยเรือสินค้าของพ่อค้าวาณิชทั้งที่เป็นชาวสยามด้วยกันเอง และพ่อค้าวาณิชนานาชาติที่คึกคักไปทั่ว ทั้งนี้เนื่องจากรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ถือเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่บ้านเมืองสงบสุขและการค้าเจริญรุ่งเรือง

ในช่วงรัชกาลที่ 3 (พ.ศ.2367 – 2394) กรุงรัตนโกสินทร์เริ่มต้นสถาปนามาได้ประมาณกึ่งศตวรรษแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่กรุงรัตนโกสินทร์มีความเจริญมั่นคงอย่างโดดเด่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ก็เป็นรากฐานมาจากความพยายามก่อร่างสร้างเมืองและฟื้นฟูความเจริญรุ่งเรืองต่าง ๆ ที่สยามเคยมีมาในสมัยอยุธยาให้ฟื้นคืนกลับมาอยู่ในกรุงรัตนโกสินทร์ทั้งในแง่กายภาพและจิตวิทยาตลอดรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) และพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ข้อความที่ว่ากรุงรัตนโกสินทร์ดำรงสถานะอย่างโดดเด่นในภูมิภาคนั้นไม่ใช่เรื่องเกินจริงแต่อย่างใด

เนื่องจากบรรดาหมู่เกาะตั้งแต่มลายู สิงคโปร์ และชวาต่างก็ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษและดัตช์ ลาวยังเป็นเมืองประเทศราชของสยาม เขมรยังคงอยู่ภายใต้การครอบงำของสยามและญวน พม่าเองก็กำลังต้องเผชิญกับการรุกคืบอย่างหนักหน่วงของอังกฤษและเริ่มสูญเสียเมืองท่าทางตอนใต้ให้แก่อังกฤษไป ส่วนญวนเองก็ต้องเผชิญกับอิทธิพลของฝรั่งเศสที่กำลังเถลิงอำนาจเหนือญวน เพราะฉะนั้นกรุงรัตนโกสินทร์จึงถือว่าเป็นเมืองที่มีความโดดเด่นในฐานะเมืองเอกราช มีความเข้มแข็งทางด้านการเมืองและการค้า และในขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากรุงรัตนโกสินทร์ก็ย่อมเป็น “ที่หมายปอง” ของบรรดาชาติตะวันตกที่กำลังล่าอาณานิคมในเวลานั้นด้วย

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3)

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีส่วนสำคัญมากในการกำหนดพระบรมราโชบายในการบริหารพระราชอาณาจักรให้อยู่รอดท่ามกลางภัยจักรวรรดินิยมที่รุนแรงขึ้นในภูมิภาค และในรัชกาลนี้ยังปรากฏเรื่องราวเกี่ยวกับความเจริญทางเศรษฐกิจที่น่ารู้อีกมากมาย ซึ่งความเจริญทางเศรษฐกิจนี้เองที่กลายมาเป็นรากฐานสำคัญให้รัชกาลต่อ ๆ มาสามารถนำพาบ้านเมืองไปสู่ความทันสมัยมากขึ้น และแบ่งรับแบ่งสู้กับการคุกคามของชาติตะวันตกจนกระทั่งสามารถผ่อนหนักให้กลายเป็นเบา เอาประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์นานามาได้

ภาพจำของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวในฐานะพระมหากษัตริย์นักการค้ายังคงปรากฏอยู่มากมาย เช่น การที่พระองค์มีพระราชสมัญญานามว่า “เจ้าสัว” หรือเรื่องเล่าเกี่ยวกับการเก็บเงินจากการค้าขายเอาไว้ในถุงแดง รวมถึงชื่อ “ถนนพระรามที่ 3” ที่เป็นชื่อถนนซึ่งตัดผ่าน “ท่าเรือ” ซึ่งนำรายได้ทางการค้าเข้าประเทศเป็นจำนวนมหาศาลในปัจจุบันด้วย

มีหลายปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจในสมัยรัชกาลที่ 3 เจริญเติบโต ในที่นี้จะขอสรุปอย่างง่าย ๆ เพื่อให้ผู้อ่านทุกท่าย โดยเฉพาะท่านที่อาจจะไม่คุ้นเคยกับประวัติศาสตร์มากนักสามารถเข้าใจได้ไม่ยาก เพื่อที่ท่านจะได้รู้จักกับรัชกาลแห่งการค้าสมัยต้นรัตนโกสินทร์มากขึ้น โดยจะแบ่งปัจจัยแห่งความเจริญเติบโต้นั้นออกเป็นปัจจัยภายในและภายนอกประเทศตามลำดับโดยสังเขป ดังนี้

ปัจจัยภายใน : ทำเลที่ตั้งและพระบรมราโชบายด้านเศรษฐกิจ

ปัจจัยด้านภูมิศาสตร์ที่เกื้อหนุนให้สยามกลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญของโลกตะวันออกนั่นก็คือสยามตั้งอยู่บริเวณเส้นทางการค้าระหว่างอินเดียและจีนซึ่งถือเป็นตลาดและฐานวัตถุดิบที่ใหญ่มากของโลก และความรุ่งเรืองทางการค้าของสยามไม่ได้เพิ่งจะมาปรากฏในสมัยรัตนโกสินทร์เท่านั้น แต่ปรากฏมาแล้วตั้งแต่ในสมัยอยุธยา พ่อค้าจากโลกตะวันตกจะเดินทางผ่านแอฟริกาและตะวันออกกลางมายังเปอร์เซียและเข้าสู่อินเดีย ก่อนที่จะเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทางอ่าวเบงกอลและทะเลอันดามัน ในขณะที่พ่อค้าจากโลกตะวันออก คือจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีก็สามารถเดินเรือผ่านทะเลจีนใต้เข้ามาทางอ่าวไทยเช่นเดียวกัน พร้อมกันนี้สยามยังสามารถครองอำนาจเหนือหัวเมืองภาคใต้ฝั่งตะวันออกและภาคตะวันออกทำให้มีทางออกสู่ทะเลที่ฝั่งอ่าวไทย และครองอำนาจเหนือตัวเมืองภาคใต้ฝั่งตะวันตกทำให้มีทางออกสู่ทะเลที่ฝั่งอันดามันได้ จึงทำให้สยามค้าขายได้กับทั้งสองด้าน ผู้เขียนขอให้ข้อมูลสั้น ๆ เพิ่มเติมว่า ด้วยเหตุที่สยามมีทางออกสู่ทะเลที่บริเวณอ่าวไทยนี้เองจึงทำให้สยามได้เปรียบพม่าในเชิงเศรษฐกิจ นักประวัติศาสตร์จึงวิเคราะห์ว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พม่ายกทัพมาตีสยามเสมอนั่นก็คือพม่าต้องการได้เส้นทางทางการค้าออกไปสู่ทิศตะวันออกด้วย จากเดิมที่พม่ามีทางออกสู่ทะเลอันดามันเพียงทางเดียว เพราะฉะนั้นการมีกลุ่มอำนาจของสยามอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาจึงเป็นอุปสรรคต่อความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของพม่าด้วยประการหนึ่ง

นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงมีประสบการณ์ทางการค้ามาตั้งแต่ก่อนเสวยราชสมบัติ ดังปรากฏว่าทรงเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของสมเด็จพระบรมชนกนาถคือพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยในการกำกับราชการต่างพระเนตรพระกรรณหลายเรื่อง เพราะในช่วงปลายรัชกาลที่ 2 ก็ปรากฏว่ามีชาวต่างชาติเริ่มเข้ามาค้าขายกับสยามมากขึ้นแล้ว จึงทำให้เมื่อเสวยราชสมบัติแล้วทรงพระปรีชาสามารถทางด้านการค้าจนกระทั่งสามารถนำรายได้เข้าสู่สยามเป็นอันมาก

บรรยากาศเมืองสยามบนภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดเมืองกาย ฉะเชิงเทรา

นอกจากรายได้ด้านการค้าแล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงปรับเปลี่ยนวิธีการเก็บภาษีใหม่โดยให้เอกชนเข้ามาประมูลการเก็บภาษีแต่ละประเภท เอกชนคนใดที่เสนอมูลค่าภาษีให้รัฐสูงที่สุดก็จะได้รับอนุญาตให้เก็บภาษีจากราษฎร ส่วนรัฐก็จะได้รับเงินปีที่แน่นอน เรียกระบบนี้ว่า “ระบบเจ้าภาษีนายอากร” นับว่าเป็นการให้สัมปทานแก่เอกชนในการดำเนินการแทนรัฐเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของไทย เนื่องจากระบบการเก็บภาษีแต่เดิมนั้นไม่ “อัปเดต” เพราะการสำรวจพื้นที่ทำกินของประชาชนมักจะทำขึ้นในช่วงต้นรัชกาลเท่านั้น เมื่อเวลาผ่านไปแม้ว่าที่ดินทำกินจะขยายตัวมากขึ้นตามการเจริญเติบโตของบ้านเมือง ทางการก็จะไม่มีข้อมูลที่อัปเดตมากพอ ทำให้เก็บภาษีได้ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก

ระบบเจ้าภาษีนายอากรนี้สะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวของอาณาจักรที่กว้างขวางและซับซ้อนขึ้นมากจึงทำให้ภาครัฐต้องมีงบประมาณเพื่อการใช้จ่ายเพิ่ม และสะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจภาคประชาชนด้วย ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่สามารถเก็บภาษีได้อย่างทั่วถึง ต้องให้เอกชนเป็นผู้เก็บแทน พร้อมกันนี้ในรัชสมัยนี้ยังมีการตั้งภาษีอากรเพิ่มขึ้นถึง 38 ประเภทเพื่อให้ครอบคลุมต่อประเภทผลผลิตที่มีมากขึ้นตามการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของบ้านเมือง อย่างไรก็ตามระบบเจ้าภาษีนายอากรนี้ก็มีข้อบกพร่องเนื่องจากเป็นช่องทางให้ภาคเอกชนไปรีดนาทาเร้นราษฎร หรือส่งเงินให้แก่ทางราชการไม่ครบถ้วน ซึ่งต่อมาระบบนี้จะถูกยกเลิกและแก้ไขระบบการเก็บภาษีให้รัดกุมขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5

ปัจจัยภายนอก : การค้ากับจีน อังกฤษ และชาติตะวันตก

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นครองราชสมบัติท่ามกลางบรรยากาศที่การค้าของโลก (และการล่าอาณานิคม) กำลังคึกคัก ในมหาสมุทรมีเรือสินค้าสัญจรไปมาอยู่หลายลำ อย่างไรก็ตามท่ามกลางเรือสินค้าเหล่านี้ มีเรือสินค้าชาติหนึ่งที่ค้าขายกับสยามมาแทบจะโดยตลอดตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นต้นมาคือเรือสำเภาจีน

เนื่องจากสยามมีความสัมพันธ์ที่ดีกับราชสำนักจีนผ่านระบบการค้าแบบบรรณาการที่สร้างกำไรให้แก่สยามอย่างงามมาโดยตลอด ราชสำนักจีนจึงอำนวยความสะดวกทางการค้าให้แก่สยามโดยที่ทางสยามสามารถนำสินค้าสยามไปขายที่จีน ส่วนมากจะค้าขายอยู่ที่บริเวณมณฑลกวางตุ้ง และสามารถซื้อสินค้าจากจีนมาขายในสยามได้โดยไม่ต้องเสียภาษี สร้างกำไรอย่างงดงามให้แก่พ่อค้าและทางราชการ

สยามมีการค้าที่รุ่งเรืองกับจีนมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 เป็นอย่างน้อย จอห์น ครอว์เฟิร์ด (John Crawfurd) ซึ่งเป็นทูตอังกฤษที่เดินทางเข้ามาในสยามระบุว่ามีเรือสำเภาค้าขายระหว่างสยามกับจีนปีหนึ่งประมาณ 68 ลำ สินค้าที่บรรทุกจากสยามไปจีนได้แก่ พริกไทยดำ น้ำตาล ดีบุก กระวาน ไม้กฤษณา ไม้ฝาง ไม้โกงกาง ไม้แดง ฝ้าย งาช้าง ครั่ง ข้าวสาร หมาก ปลาเค็ม หนังสัตว์ป่า เขาสัตว์ นอแรด กระดูกสัตว์ นกยูง และรังนกนางแอ่น เป็นต้น ในบรรดาสินค้าส่งออกนี้ สินค้าที่น่าสนใจคือน้ำตาล ซึ่งถือเป็นผลิตผลทางการเกษตรหลักและมีราคาแพงสร้างรายได้ให้แก่บ้านเมืองมาก (จึงทำให้คนสามัญในสมัยก่อนมีโอกาสรับประทานของหวานน้อย เป็นที่มาของสำนวน “กินคาวไม่กินหวานสันดานไพร่”) และโปรดสังเกตว่าในบรรดารายการสินค้านี้ไม่ปรากฏว่ามีการส่งออกข้าว เพราะในอดีตสยามไม่ได้ส่งออกข้าวมากนักเนื่องจากยังเห็นความจำเป็นของการเก็บข้าวไว้เป็นเสบียงในสยามสงครามมากกว่าการจะนำมาเป็นสินค้าส่งออก

บรรยากาศเมืองสยามในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 จากบันทึกของ John Crawfurd

ในขณะที่เรือบรรทุกสินค้าจากจีนกลับมาค้าขายยังสยาม มีสินค้าสำคัญได้แก่ เครื่องถ้วยชาม เครื่องปั้นดินเผา เครื่องเคลือบ สังกะสีแท่ง ปรอท ชา เส้นหมี่ ผลไม้แห้ง ไหมดิบ ผ้าแพร รองเท้า พัด ร่ม กระดาษ ธูป และกระเทียมดอง เป็นต้น สาเหตุหนึ่งที่สินค้าจีนเป็นที่นิยมในสยามเนื่องจากในเวลานั้นเริ่มมีชาวจีนโพ้นทะเลมาตั้งถิ่นฐานยังเมืองท่าต่าง ๆ ของสยามมากขึ้นเรื่อย ๆ และชาวจีนเหล่านี้มีความสามารถทางการค้าสามารถควบคุมเศรษฐกิจของสยามได้ จึงทำให้อุปสงค์ต่อสินค้าจีนในสยามเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และชาวจีนกลุ่มนี้เองก็เป็นคนกลุ่มสำคัญที่สร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้แก่สยาม ด้วยปัจจัยทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้เองทำให้ไม่มีช่วงเวลาใดอีกแล้วที่มูลค่าทางเศรษฐกิจและระหว่างสยามและจีนในประวัติศาสตร์ยุคโบราณจะสูงเท่ากับรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัจจุบันลักษณะของเรือสำเภาจีนที่ค้าขายในสมัยรัชกาลที่ 3 สามารถไปชมได้ที่เจดีย์วัดยานนาวาซึ่งเป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นในรัชกาลนี้เพื่อเป็นให้คนรุ่งหลังได้ระลึกถึงการค้าที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น

นอกจากจีนแล้ว ในสมัยรัชกาลที่ 3 ยังถือเป็นสมัยที่สยามเริ่มเปิดประเทศสู่สากลอีกครั้ง หลังจากที่สยามลดการปฏิสัมพันธ์กับชาติตะวันตกลงหลังรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งอยุธยา และเริ่มมีการฟื้นฟูความสัมพันธ์การทางการทูตบ้างเล็กน้อยในสมัยรัชกาลที่ 2 แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก เมื่อ พ.ศ.2368 อุปราช (ผู้แทนสูงสุด) แห่งอังกฤษในอินเดียได้ส่ง ร้อยเอกเฮนรี่ เบอร์นี (Henry Burney) เดินทางเข้ามาขอทำสนธิสัญญากับสยาม ปรากฏว่าสนธิสัญญาฉบับนี้ประสบความสำเร็จ กลายเป็นสนธิสัญญาทางการพาณิชย์และการพระราชไมตรีฉบับแรกระหว่างสยามและยุโรปในสมัยรัตนโกสินทร์คือสนธิสัญญาเบอร์นี หรือกล่าวให้ง่ายลงก็คือเป็นสนธิสัญญาที่มีความตกลงกันด้านการค้าและการทูตระหว่างสยามและอังกฤษ โดยมีอังกฤษเป็นชาติแรกในยุโรปที่ทำสนธิสัญญาได้สำเร็จ สนธิสัญญาฉบับนี้มีการลงนามกันเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2368

โดยสยามยอมให้อังกฤษเช่าเกาะหมาก (ปีนัง) และอังกฤษยอมให้สยามเก็บภาษีปากเรือโดยการวัดความกว้างของปากเรือ หากเรือสินค้าบรรทุกสินค้าเข้ามาก็จะต้องเสียภาษีให้แก่สยามในอัตราวาละ 1,700 บาท หากเป็นเรือเปล่าให้เสียภาษีในอัตราวาละ 1,500 บาท ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่สูงมากนักในสมัยนั้น ผลจากการตกลงครั้งนี้ทำให้สยามสามารถเก็บภาษีเพิ่มขึ้นจากสมัยรัชกาลที่ 2 ได้ถึงสิบเท่าตัว นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดอื่น ๆ อีกที่ทำให้สยามได้เปรียบทางเศรษฐกิจมาก

อย่างไรก็ตามสนธิสัญญาฉบับนี้ไม่เป็นที่พอใจของอังกฤษ จึงทำให้อังกฤษมีความพยายามจะขอเข้ามาแก้ไขสนธิสัญญาในเวลาต่อมา ซึ่งต่อมาอังกฤษประสบความสำเร็จในการทำสนธิสัญญาเบาว์ริงในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งเป็นสนธิสัญญาที่สำคัญมากในทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งคงจะได้กล่าวถึงในโอกาสต่อไป แต่แม้ว่าอังกฤษจะไม่พอใจการทำสนธิสัญญาครั้งนี้ การทำสนธิสัญญาเบอร์นีก็ถือเป็นการเปิดฉากความสัมพันธ์ทางการทูตและการค้าระหว่างสยามและอังกฤษอย่างเป็นทางการ เป็นเหตุให้ชาติตะวันตกอื่น ๆ ก็เริ่มเข้ามาขอทำสนธิสัญญากับสยามบ้าง เช่น สหรัฐอเมริกาได้ส่งนายเอดมันด์ โรเบิร์ต (Edmund Robert) เข้ามาทำสนธิสัญญาลงวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ.2375 เรียกว่า Treaty of Amity and Commerce โดยมีสาระสำคัญเป็นทำนองเดียวกันกับสนธิสัญญาเบอร์นีที่สยามทำกับอังกฤษ

การที่สยามเปิดความสัมพันธฺกับชาติตะวันตกนี้เอง ไม่เพียงแต่ทำให้มูลค่าทางการค้าของสยามมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้มีชาวตะวันตกจำนวนมากเดินทางเข้ามาค้าขายในสยาม เช่น นายโรเบิร์ต ฮันเตอร์ (Robert Hunter) ซึ่งเป็นพ่อค้าชาวอังกฤษเชื้อสายสกอตต์ที่มีประสบการณ์การค้าในสิงคโปร์และอินเดีย ได้เดินทางเข้ามาค้าขายในสยามและเปิดห้างสรรพสินค้า British Factory ในกรุงเทพฯ ได้สำเร็จ พร้อมกันนี้ยังมีชาวตะวันตกอีกเป็นจำนวนมากที่เดินทางเข้ามาในสยามในฐานะมิชชันนารีผู้เผยแผ่ศาสนาคริสต์ เช่น ฌอง บัปติสต์ ปาลเลอกัวซ์ (Jean Baptiste Pallegoix) บาทหลวงชาวฝรั่งเศสผู้มีคุณูปการอย่างยิ่งต่อวงการภาษาและวรรณกรรม รวมถึงเป็นผู้นำกล้องถ่ายรูปเข้ามาในสยามด้วย และหมอบรัดเลย์ (Dan B. Bradley) มิชชันนารีชาวอเมริกันผู้มีบทบาทด้านการแพทย์และการพิมพ์ แม้ว่ามิชชันนารีเหล่านี้แทบจะไม่ประสบความสำเร็จเลยในการเผยแผ่ศาสนาคริสต์แต่ก็เป็นที่รักของชาวสยาม และฝากคุณูปการด้านเทคโนโลยีและศิลปวิทยาการจากชาติตะวันตกเอาไว้ในสยามซึ่งยังประโยชน์อย่างยิ่งแก่บ้านเมืองในเวลาต่อมา

สนธิสัญญาเบอร์นี

รอยต่อสู่ความเปลี่ยนแปลง

สมควรจะกล่าวเพิ่มเติมไว้ในที่นี้ด้วยว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้ายในขนบจารีต กล่าวโดยขยายความก็คือ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้ายที่รับบทบาทพระมหากษัตริย์ในสมัยโบราณเหมือนในสมัยอยุธยา เช่น ขนบธรรมเนียมที่ยังคงความเป็นสมมติเทวราช การประทับว่าราชการในพระนครเป็นหลัก หรือการที่ราชสำนักยังไม่ได้เปิดโอกาสให้ราษฎรทั้งหลายสามารถเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอย่างใกล้ชิด (ซึ่งกฎเกณฑ์เหล่านี้จะหายไปในสมัยรัชกาลที่ 4) จนมีความเปรียบว่าพระองค์ทรงเป็นเหมือนสมเด็จพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาพระองค์สุดท้าย แต่แม้ว่าจะทรงต้องวางพระองค์อยู่ในกรอบแห่งจารีต ก็มิได้หมายความว่ามิได้ทรงเท่าทันโลก เพราะจะเห็นได้จากพระบรมราโชบายที่ทรงทำสนธิสัญญาทางการค้าและทางพระราชไมตรีด้วยดีกับประเทศตะวันตกทั้งหลาย การที่มิได้ทรงปฏิเสธศิลปะวิทยาการต่าง ๆ ที่ชาวตะวันตกนำเข้ามา และมิได้ทรงเดียดฉันท์มิชชันนารีหรือบาทหลวงผู้เผยแผ่ศาสนาคริสต์ เป็นต้น และนอกจากจะมิได้ทรงเดียดฉันท์แล้ว ยังได้ทรงสนับสนุนให้บ้านเมืองเกิดความเปลี่ยนแปลงไปทีละเล็กทีละน้อยด้วยพระราชวิสัยทัศน์ที่ว่าวันหนึ่งชาวสยามจะต้องเผชิญหน้ากับ “พวกฝรั่ง” อย่างแน่นอน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่มีรัฐจารีตของเอเชียทั่วไป และเป็นรากฐานสำคัญให้ในรัชกาลต่อมาได้นำพาสยามเข้าสู่เวทีสากลได้อย่างมีศักดิ์ศรีมากขึ้น จึงกล่าวได้ว่ารัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นรัชสมัยแห่งการส่งผ่านสมัยจารีตไปสู่การเปิดประเทศและเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก (ตามนิยามของชาติตะวันตก) โดยแท้จริง

วัดโพธิ์สมัยรัชกาลที่ 3

เรื่องราวข้างต้นถือเป็นปัจจัยโดยย่อที่ทำให้เศรษฐกิจในสมัยรัชกาลที่ 3 เจริญรุดหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว และอาจจะทำให้ผู้ที่ได้รับชมภาพยนตร์แล้วเข้าใจภูมิหลังของเรื่องราวประวัติศาสตร์ในช่วงเวลาดังกล่าวมากขึ้น และหากท่านใดที่ยังไม่ได้รับชมภาพยนตร์ ก็จะสามารถอิ่มเอมไปกับเรื่องราวและบรรยากาศในภาพยนตร์ได้มากขึ้น รวมถึงเรื่องราวทั้งหมดนี้คงจะช่วยฉายภาพประวัติศาสตร์ในสมัยรัชกาลที่ 3 ที่หลายคนไม่คุ้นเคยให้เด่นชัดขึ้นในฐานะช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่งของประวัติศาสตร์ของเรา ก่อนที่สยามจะต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและความท้าทายอย่างหนักหน่วงจากชาติตะวันตกอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อนในอนาคต

แหล่งอ้างอิง

ประภัสสร บุญประเสริฐ. 2552. ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ:

มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

พลาดิศัย สิทธิธัญกิจ. 2551. ราชวงศ์จักรี. กรุงเทพฯ: สุขภาพใจ.พิบูล วิจิตรวาทการ. 2554. ต้นรัตนโกสินทร์. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: สร้างสรรค์บุ๊คส์.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...