โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฉีดวัคซีนเมื่อไหร่ดี ? แพทย์แนะนำฉีดเข็มกระตุ้น ปีละ 2 ครั้ง

ทันข่าว Today

เผยแพร่ 10 ก.ค. 2565 เวลา 11.00 น. • ทันข่าว Today

Highlight

หมอนิธิ แนะนำฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นป้องกันโควิด-19 ปีละ 2 ครั้ง ห่างครั้งละ 6 เดือน โดยเข็มแรกฉีดช่วงกลางเดือน ก.ค. ไปจนถึงกลางเดือน ก.ย. ครั้งที่สองช่วงกลางเดือน ม.ค. ไปถึงกลางเดือน มี.ค. หรืออาจจะเหลือครั้งเดียวในอนาคต โดยฉีดวัคซีนอะไรก็ได้ ยกเว้นในอนาคตมีการผลิตขึ้นมาใหม่และครอบคลุม ด้าน ศบค.ระบุมีการระบาดรอบเล็กๆ หรือ Small Wave กรุงเทพ ปริมณฑล และภูเก็ต แนะนำประชาชนปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดป้องการการติดเชื้อ สวมหน้ากากอนามัย ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น

ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ให้คำแนะนำในการรับวัคซีนเข็มกระตุ้นต่างๆ ควรมีระยะห่างอย่างไร เมื่อ 6 กรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมาว่า
“จากที่มีคนถามมาหลายรายเป็นระยะๆว่าจะต้องฉีดวัคซีน เข็มสามบ้าง สี่บ้าง ห้าหกบ้าง เมื่อไหร่ดี ผมจะขอพยายามปรับจังหวะเวลาการฉีดให้เข้าใจกันและจำกันได้ง่ายๆนะครับ
ถ้าใครติดตามที่ผมได้เล่าเรื่อง การระบาดของไวรัสโคโรนา2019 มา คงทราบดีว่าในระยะแรกๆที่การระบาดรุนแรงนั้นเราคาดการณ์อะไรไม่ได้เลยแต่ขณะนี้มันเริ่มคาดการณ์ได้ ว่ามันจะเริ่มระบาดกันช่วงไหนโดยเริ่มมีรูปแบบที่เกือบแน่นอนแล้ว
ในประเทศหนาวก็จะระบาดหนักในช่วงหน้าหนาว ส่วนแถบบ้านเราก็จะเป็นช่วงปลายๆหน้าฝนต่อหน้าหนาว และบางทีอาจจะมีสองครั้งในปีหนึ่งๆ (โดยรอบที่สองเป็นการระบาดย่อยๆหลังจากเด็กเปิดเรียน) ซึ่งรูปแบบการระบาดแบบนี้เป็นรูปแบบการระบาดของไวรัสทางเดินหายใจเช่นไข้หวัดใหญ่เป็นต้น
ด้วยประเภทและชนิดของวัคซีนที่เรามีอยู่ในขณะนี้ กับการกลายพันธุ์ และการหลบหลีกภูมิคุ้มกันจากวัคซีนของสายพันธุ์ใหม่ๆ(แต่วัคซีนทุกๆชนิดยังป้องกันการป่วยหนัก และการเสียชีวิตได้ดีพอควร)นั้น ทำให้เรายังคงต้องฉีดวัคซีนกันไปเรื่อยๆ…..แต่ทำอย่างไรจะให้ได้พอดี ไม่มากไปไม่น้อยไป…….?????และพอดีจังหวะป้องกันได้ทุกครั้งก่อนระบาด
ผมขอเสนอให้ฉีดวัคซีนกันจากนี้ไป ปีละ 2 ครั้ง ห่างกัน 6เดือน และเพื่อป้องกันให้ได้พอดีก่อนการระบาดแต่ละครั้ง(ถ้าโชคดีอาจเหลือปีละครั้ง ถ้ามีวัคซีนใหม่ๆกระตุ้นภูมิได้อยู่นานขึ้นและการกลายพันธุ์นั้นเข้าข้างเรา คือพันธุ์ใหม่หลบภูมิคุ้มกันไม่ได้เก่งนักหรือไม่ได้เลย)
และปีละ 2 ครั้ง ในแถบประเทศเราควรจะเป็น ครั้งแรก กลางเดือนกรกฎาคม ไปจนถึง กลางกันยายน และครั้งที่สองคือช่วง กลาง มกราคมไปถึง กลางมีนาคม ส่วนใครที่ติดเชื้อไปแล้ว ก็รอสัก หนึ่งถึงสองเดือนหลังหายแล้วค่อย รับวัคซีนก็ได้ครับ
ตอนนี้วัคซีนอะไรก็ใช้ได้จนกว่าจะมีวัคซีนที่ครอบคลุมสายพันธุ์ใหม่ๆถึงเวลานั้นเราค่อยปรับการรับวัคซีนกันใหม่ในตอนนั้น(โอกาสที่จะมีวัคซีนที่จำเพาะกับสายพันธุ์ที่ระบาดตรงๆในช่วงนี้เป็นไปได้ยากจนกว่าเราจะควบคุมการระบาดได้ดีกว่านี้) ตอนนี้มีอะไรฉีดไปก่อน ปีละสองครั้ง ไม่มากเกินไปไม่น้อยเกินไป” ศ.นพ.นิธิ กล่าว

20220710-b-01.jpg

ศบค.จับตา 23 จังหวัด แนวโน้มผู้ติดเชื้อโควิดขาขึ้น คาด ก.ย.ระบาดระลอกเล็กเพิ่ม
นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.ชุดใหญ่เมื่อ 8 ก.ค.ที่ผ่านมา ถึงภาพรวมการติดเชื้อทั่วประเทศ มี 54 จังหวัดที่มีแนวโน้มลดลง และมี 23 จังหวัดที่เป็นขาขึ้น
โดยพบว่ามีการติดเชื้อระลอกเล็กๆ (Small Wave) ในบางจังหวัด อย่างเช่น กรุงเทพฯ ชลบุรี ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ และภูเก็ต ที่มียอดเพิ่มสูงพอสมควร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเมืองใหญ่และจังหวัดท่องเที่ยว จึงขอให้ประชาชนช่วยกันลดยอดผู้ติดเชื้อ
ทั้งนี้ ในระยะของการเปลี่ยนผ่านโรคโควิด-19 สู่ระยะ Post-pandemic (ก.ค.65-ธ.ค.66) มีการคาดการณ์ว่า อาจพบการระบาดระลอกเล็ก (Small Wave) ได้ โดยมีปัจจัย ได้แก่ ภูมิคุ้มกันต่อโรคลดลงหลังได้รับวัคซีนเกิน 6 เดือน, ประชาชนลดการสวมหน้ากากอนามัยและเลี่ยงปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคในสถานที่/กิจกรรมเสี่ยง, พบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในสถานที่/กิจกรรมเสี่ยงโดยเฉพาะหลังเทศกาล และการเพิ่มขึ้นของสายพันธุ์ BA.4 BA.5 ทั่วโลกและในประเทศ
“ผู้ป่วยรายใหม่อาจพุ่งขึ้นจากสัปดาห์นี้เป็นต้น จะเป็น wave สูงขึ้นในช่วง ก.ย.
65 และพ.ย.จึงแนวระนาบลงมา หากประชาชาชนช่วยกัน ฉากทัศน์ของจำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตก็จะต่ำกว่าการคาดการณ์”
นพ.ทวีศิลป์ระบุว่าในที่ประชุมนายกรัฐมนตรีระบุว่าต้องการให้ประชาชนได้ร่วมมือกัน เพื่อลดการระบาดและแพร่เชื้อดังนี้คือ
1.การสวมหน้ากากอนามัย
2.กรณีมีคลัสเตอร์ต่างๆ ขอความร่วมมือให้ลงไปดูกันอย่างรวดเร็ว ทั้งฝ่ายปกครองในพื้นที่ กระทรวงสาธารณสุข หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
3.การเดินทางเข้าประเทศ ขอให้ไปตรวจสอบว่ามีผู้ติดเชื้อจากการเดินทางกลับจากต่างประเทศที่เป็นคนต่างชาติมีอยู่จำนวนเท่าไหร่ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน
4. จุดผ่อนปรนการค้าตามแนวชายแดนที่ไม่มีด่านควบคุมโรค ขอให้ไปหามาตรการและหารือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อร่วมกันรับผิดชอบและดูแลไปด้วยกัน
5.หากมีผู้เจ็บป่วย ขอให้มีการบริการดูแลให้คำปรึกษาเป็นอย่างดี
ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคได้แสดงรายงานข้อมูลผู้ป่วยแบบ OPSI กรณีเจอ-แจก-จบ เป็นผู้ป่วยนอกที่ไปรับยาแล้วกลับบ้าน ตั้งแต่ มี.ค.-6 ก.ค.65 มีทั้งสิ้น 5,113,782 ราย และพบว่าในสัปดาห์ที่ 26 มีผู้ป่วยประมาณ 207,643 ราย หรือเฉลี่ยวันละ 29,000 รายทั่วประเทศ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ป่วยจริง แต่อาการผู้ติดเชื้อไม่หนัก ขณะที่ตัวเลขผู้ป่วยปอดอักเสบมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
พร้อมกันนี้ รมว.สาธารณสุขยืนยันว่ายังมีเตียงรองรับผู้ป่วยเพียงพอ โดยเตียงทุกระดับมีทั้งหมด 103,798 เตียง ใช้ไป 11.2% ซึ่งเตียงผู้ป่วยระดับหนึ่งหรือป่วยน้อยมีทั้งหมด 78,229 เตียง ใช้ไปเพียง 11% ผู้ป่วยระดับสองและระดับสาม มีทั้งหมด 5,694 เตียง ใช้ไป 13.4% สามารถจัดสรรเตียงไปให้บริการผู้ป่วยโรคอื่นได้

20220710-b-02.jpg

แผนการบริหารจัดการวัคซีนโควิด 19 ที่รอรับมอบ ในปี 2565
1. วัคซีน AstraZeneca
• ปรับลดการจัดซื้อวัคซีน AZ จากเดิม 60 ล้านโดส กรอบวงเงิน 18,762.5160 ล้านบาท
• เป็นการจัดซื้อวัคซีน AZ จำนวน 35.4 ล้านโดส กรอบวงเงิน 11,069.8845 ล้านบาท
• เปลี่ยนวัคซีนบางส่วนเป็นภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (Long-acting antibody : LAAB) จำนวน 257,500 โดส กรอบวงเงิน 7,569.2228 ล้านบาท
• รับมอบวัคซีน AstraZeneca ไปแล้ว 8.3 ล้านโดส เหลือการรับมอบวัคซีน AstraZeneca 27.1 ล้านโดส
2. วัคซีน Pfizer
• เหลือการรอรับมอบ จำนวน 3.6 ล้านโดส (รับมอบแล้ว 26.4 ล้านโดส)
• พิจารณาปรับเป็นวัคซีน Pfizer (Maroon cap) สำหรับฉีดในกลุ่มเป้าหมายเด็กอายุ 6 เดือน ถึงอายุน้อยกว่า 5 ปี จำนวน 3 ล้านโดส
ที่มา : ศบค, ศูนย์ข้อมูล COVID19

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...