โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

รู้จัก PKN ผู้ผลิต-จำหน่ายสินค้าลิขสิทธิ์ แบรนด์ดังของโลก กำลังจะเข้าตลาดหุ้น

Share2Trade

อัพเดต 02 ก.ค. 2567 เวลา 08.54 น. • เผยแพร่ 02 ก.ค. 2567 เวลา 07.30 น. • Share2Trade

เร็วๆ นี้ตลาดหุ้นไทยกำลังจะมีผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าสินค้าลิขสิทธิ์เข้าจดทะเบียน อย่าง บริษัท พีเคเอ็น อินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PKN โดยมีแผนเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) และมีบริษัท ออพท์เอเชีย แคปิตอล จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

S2T (เว็บ) รู้จัก PKN ผู้ผลิต-จำหน่ายสินค้าลิขสิ_.jpg

PKN ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2559 โดยนายปรินทร์ธรณ์ อภิธนาศรีวงศ์และนางสาวเกตุญาณินท์ จีรพัฒน์ชนากร ซึ่งนายปรินทร์ธรณ์ มีประสบการณ์ในธุรกิจบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภคและบริโภคมานานกว่า 36 ปี ในฐานะผู้ถือหุ้นหลัก และผู้บริหาร SFLEX และ บริษัท สตาร์ปริ๊นท์ จำกัด (มหาชน) (SPRINT)

ส่วนนางสาว เกตุญาณินท์ มีประสบการณ์ในการทำงานด้านกลุ่มธุรกิจ (B2B) รวมถึงผลิตและจำหน่ายสินค้าภายใต้ตราสินค้าของบริษัทให้กับผู้บริโภค (B2C) โดยเฉพาะด้านการตลาดและโลจิสติกส์บรรจุภัณฑ์และสิ่งพิมพ์ในธุรกิจสินค้าอุปโภค บริโภคมากว่า 20 ปี

ทั้งสองได้เล็งเห็นถึงโอกาสเติบโตของบรรจุภัณฑ์แบบพรีเมียม (Premium Packaging) โดยการนำสินทรัพย์ทางปัญญาประเภทตัวละครลิขสิทธิ์ (Character หรือ คาแรคเตอร์) อนิเมะจากญี่ปุ่น หรือ แอนิเมชั่นจากสหรัฐอเมริกาที่ได้รับความนิยม มาสร้างมูลค่าเพิ่ม จึงได้ก่อตั้ง PKN เพื่อประกอบธุรกิจออกแบบ ผลิตและขายสินค้าลิขสิทธิ์ สินค้าไลฟ์สไตล์ (Lifestyle) และสินค้าพรีเมียมอื่นให้กับลูกค้า

PKN ได้รับลิขสิทธิ์ทั้งจากตัวการ์ตูน คาแรคเตอร์ จากภาพยนตร์หรือแอนิเมชั่นเป็นที่นิยมมากกว่า 100 คาแรคเตอร์ จากผู้ให้ลิขสิทธิ์ชั้นนำจากทั้งฝั่งสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น เช่น (1) Universal Studio Licensing เจ้าของลิขสิทธิ์คาแรคเตอร์ Minion และ Felix the cat และลิขสิทธิ์จากภาพยนตร์เรื่อง Fast and Furious และ Puss in Boots 2 เป็นต้น

(2) Dream Express ตัวแทนในการดูแลลิขสิทธิ์ของคาแรคเตอร์จากแอนิเมชั่นชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่นอย่าง Gundam, One Piece, Demon Slayer Kimetsu No Yaiba, Ultraman, Masked Rider และ Detective Conan เป็นต้น

และ (3) The Walt Disney เจ้าของลิขสิทธิ์คาแรคเตอร์จากภาพยนตร์ Avengers, Spider-Man และ Marvel เป็นต้น รวมถึงมีคาแรคเตอร์จากศิลปิน (Creator) ชาวไทย

ลูกค้ากลุ่มธุรกิจที่นำไปจัดจำหน่ายต่อหรือเป็นสินค้าส่งเสริมการขาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ในหลายอุตสาหกรรมที่มีความสัมพันธ์ที่ดีและมีการเติบโตของยอดขายอย่างต่อเนื่อง และสำหรับลูกค้าผู้บริโภคภายใต้เครื่องหมายการค้า IGNITE ที่พัฒนาและจำหน่ายภายใต้บริษัทเอง

ขณะที่ผลประกอบการย้อนหลังระหว่างปี 2564-2566 มีรายได้รวม 141.22 ล้านบาท 238.07 ล้านบาท และ 252.06 ล้านบาท ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ปี 2564 มีขาดทุนสุทธิ 5.74 ล้านบาท แต่ปี 2565 พลิกมีกำไรสุทธิ 0.20 ล้านบาท และปี 2566 กำไรสุทธิเพิ่มเป็น 13.65 ล้านบาท

โดยในปี 2564 บริษัทมีค่าใช้จ่ายในการขายและจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารเมื่อคิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้ที่สูง เนื่องจาก บริษัทได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในระลอกที่ 2 ช่วงเดือนธันวาคม 2563 และระลอกที่ 3 ช่วงเดือนเมษายน 2564 ซึ่งกระทบกับภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศและลูกค้าหลักของบริษัทโดยเฉพาะธุรกิจภาพยนตร์และธุรกิจอุปโภคบริโภค

สำหรับการเข้าตลาดหุ้นในครั้งนี้ PKN มีวัตถุประสงค์การใช้เงินจากการระดมทุน เพื่อนำไปเป็นเงินลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องและมีศักยภาพในอนาคต เช่น การเข้าซื้อกิจการ(M&A) และเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ

บริษัทมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมสินค้าลิขสิทธิ์ โดยเล็งเห็นถึงศักยภาพของตลาดสินค้าลิขสิทธิ์ซึ่งคาดว่าตลาดในประเทศไทยจะสามารถเติบโตดังเช่นในตลาดต่างประเทศ อย่างสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และจีน ที่มีมูลค่าตลาดในปี 2023 เท่ากับ 173,434 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 16,984 ล้านดอลลาร์สหรัฐและ 14,207 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ

ซึ่งคาดว่ารายได้สินค้าลิขสิทธิ์ในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยร้อยละ 7.06 ต่อปี นับตั้งแต่ปี 2567 – 2570 และจะมีมูลค่าตลาดสินค้าลิขสิทธิ์ในประเทศไทยในปี 2570 เท่ากับ 967 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

บริษัทมีเป้าหมายที่จะมีรายได้ ประมาณ 1,000 ล้านบาทภายในปี 2568 และมีเป้าหมายระยะยาวที่จะเป็นผู้นำด้านสินค้าลิขสิทธิ์สำหรับลูกค้ากลุ่มธุรกิจและผู้บริโภคในอาเซียน

โดยมีสัดส่วนรายได้จากการขายสินค้าลิขสิทธิ์ให้กับลูกค้ากลุ่มธุรกิจเดิมและขยายตัวไปยังลูกค้าที่มีศักยภาพใหม่ในประเทศไทยประมาณร้อยละ 50 และมีสัดส่วนรายได้สินค้าลิขสิทธิ์จากการขยายไปยังลูกค้าธุรกิจต่างประเทศร้อยละ 10 และมีสัดส่วนรายได้จากการขายสินค้าภายใต้แบรนด์ ‘IGNITE’ ผ่านการขยายตัวของช่องทางการขายแบบออฟไลน์ (ร้านค้าตัวแทนและเปิดสาขาของบริษัท) ร้อยละ 10 และช่องทางออนไลน์ร้อยละ 10

และอีกร้อยละ 20 จะเป็นรายได้จากการขยายธุรกิจโดยการซื้อกิจการหรือร่วมทุน (M&A) ในบริษัทที่มีศักยภาพและสามารถต่อยอดธุรกิจสินค้าลิขสิทธิ์ได้อย่างมั่นคงหรือลงทุนในธุรกิจเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์และความบันเทิง (Entertainment) เพื่อให้เกิด Synergy ใหม่ๆ

หมายเหตุ ข้อมูลอ้างอิงจาก แบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวน PKN

รู้จัก PKN ผู้ผลิต-จำหน่ายสินค้าลิขสิทธิ์-01_0.jpg
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...