โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

อันหรงกับระบบเปลี่ยนชะตา

นิยาย Dek-D

เผยแพร่ 12 เม.ย. 2567 เวลา 08.32 น. • อาตาล
ชาติก่อนหนทางล้วนมีแต่อุปสรรค เมื่ออันหรงได้ย้อนเวลากลับมาพร้อมทักษะประหลาด เธอตัดสินใจเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง จากเด็กสาวมืดมนเธอจะกลายร่างแล้วสยายปีกขึ้นฟ้า! ใครก็อย่ามาขวาง!

ข้อมูลเบื้องต้น

เรื่องราวของหญิงสาวที่ได้โอกาสที่สองมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

เป็นแนวเรื่อยๆเช่นเดิมค่ะ

เรื่องนี้ไม่ใช่นิยายรัก กว่าพระเอกจะออกอาจจะนานหน่อย ไม่ต้องรีบลงเรือนะคะ

[ เตือนไว้ก่อนจะได้ไม่ประสบเหตุเรือล่ม ]

เริ่มอัพ 1/6/2527 12:00

ขอบคุณทุกคนที่แวะเข้ามาดู ช่วยรับหรงหรงไว้ดูแลอีกคนด้วยน้า

บทที่ 1 มีใครยอมคบเธอบ้างนอกจากฉัน

เด็กสาวตัวผอมร่างสูง ใบหน้าเล็ก ดวงตาดอกท้อที่ยามต้องแสงอาทิตย์จะเห็นเป็นสีน้ำตาลไหม้ จมูกโด่งปลายเชิดปากเล็ก ดูรวมๆ แล้วเป็นใบหน้าที่น่ามอง เพียงแต่ขาดสีสัน แม้แต่เส้นผมยาวประบ่าก็ถูกมัดรวบไว้ง่ายๆ ที่ท้ายทอย

เด็กสาวกำลังนั่งเท้าคางมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอยเหมือนมีเรื่องราวมากมายให้คิด จนไม่ได้สนใจสิ่งแวดล้อมหรือคนรอบข้างแม้แต่น้อย

เฮ้อ

อันหรงถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ในที่สุดก็สามารถทำใจยอมรับได้สักทีว่า ตัวเธอที่ตายแล้วย้อนกลับมาในช่วงวัยรุ่นอีกครั้ง

ในครั้งแรกที่รู้ตัวว่าได้ย้อนกลับมา อันหรงไม่ได้ดีใจเพราะชาติก่อนเธอใช้ชีวิตเหนื่อยแสนเหนื่อย ตอนที่รู้ตัวว่ากำลังจะตายจึงรู้สึกว่าได้หลุดพ้นแล้ว ไม่รู้ว่าถูกส่งให้ย้อนกลับมาอีกทำไม

ทำไมตายแล้วไม่ได้ไปที่ชอบๆ อย่างที่เคยได้ยินคนเขาพูดกันนะ สถานที่อยู่ตอนนี้อย่างห้องเรียนตอนมัธยมต้นไม่ใช่ที่ชอบของอันหรงแน่นอน

เฮ้อ!

อันหรงได้แต่ถอนใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ในเมื่อถูกส่งกลับมาแล้วก็ต้องดำเนินชีวิตต่อไป

เด็กสาวเหม่อลอยนั่งคิดว่า ช่วงนี้มีเหตุการณ์อะไรสำคัญกันแน่ ถึงได้ถูกส่งกลับมาตอนนี้ เพราะถ้าพูดถึงจุดเปลี่ยนในชีวิตที่สำคัญสำหรับอันหรงแล้วคิดว่าเรื่องราวจะเกิดขึ้นในอีกสองปีข้างหน้ามากกว่า

อันหรงพยายามค้นหาความทรงจำในอดีตที่รางเลือน วัยเด็กที่แสนสดใสของคนอื่น สำหรับอันหรงกลับไม่เป็นที่น่าจดจำสักเท่าไหร่

ชีวิตยามอยู่ในบ้านมืดมน ที่โรงเรียนก็จืดจาง ทำให้เธอมีเพื่อนไม่มากนัก เวลาพักก็เข้าห้องสมุดอ่านหนังสืออยู่เงียบๆ เท่านั้น

“อันหรง ไปกินข้าวกัน”

เสียงใสแหลมดังขึ้นมาจากหน้าประตูห้องเรียน เป็นช่วงเวลาที่อาจารย์เพิ่งเลิกคาบเรียนก่อนพักกลางวัน อาจารย์เองก็เพิ่งเดินออกไปไม่นาน

นอกจากพวกที่รีบร้อนตามหลังอาจารย์ไปติดๆ คนส่วนใหญ่จึงยังอยู่ในห้อง เสียงนี้จึงทำให้ทุกสายตาในห้องเรียนมองไปยังต้นเสียงโดยพร้อมเพรียงกัน

เด็กหญิงตาโต ขนตาหนางอนยาว ผิวขาวอมชมพู ยิ้มกว้างอย่างมั่นใจไม่ขัดเขินกับสายตาของใคร เธอมองเพื่อนสนิทที่นั่งเหม่ออยู่ริมหน้าต่างแล้วเรียกเสียงดังๆ สองสามครั้งอย่างไม่ย่อท้อ จนเรียกสายตาของเพื่อนได้ในที่สุด

อันหรงมองเด็กสาวแสนสดใสคนนั้นครู่หนึ่ง ภาพบางอย่างก็ผุดขึ้นมาทำให้นึกได้ว่าเคยมีเพื่อนสนิทคนนี้ในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตจริงๆ เธอจึงลุกขึ้น

“อืม ไปกันเถอะ”

อันหรงในตอนนี้เป็นเด็กสาวอายุ 15 ปีที่สูงถึง 170 เซนติเมตร เธอสูงกว่านักเรียนชายหญิงทุกคนในชั้นมัธยมต้นแห่งนี้ ในชาติก่อนเธอถูกทำให้อับอายกับความสูงที่ ‘ผิดปกติ’ นี้อย่างมาก

เมื่อเห็นคนมองมาก็พยายามหดตัวเองให้เล็กลง กลายเป็นเดินไหล่ห่อ ตัวงอ ก้มจนผมบังหน้า และมักจะไม่สบตาใคร

กว่าจะปรับเปลี่ยนบุคลิกภาพได้ต้องใช้เวลานานมาก

แต่ครั้งนี้ด้วยความเคยชินจากการฝึกอันเข้มงวดและโหดร้ายของชาติก่อน อันหรงจึงเดินหลังตรง ผ่อนคลายไหล่อย่างเป็นธรรมชาติ เชิดคางเล็กน้อย เสยผมที่ปิดหน้าขึ้นไป เกี่ยวผมส่วนหนึ่งไว้ที่หลังหูแบบที่ไม่เคยทำ

เพียงแค่นี้บุคลิกก็เปลี่ยนไปเหมือนเป็นคนละคนกับอันหรงคนเมื่อวานในสายตาเพื่อนร่วมห้อง จึงเกิดเหตุสะกิดกันดูและซุบซิบตามหลังกันใหญ่

“วันนี้เธอแปลกๆ นะ” จงเหมยลี่เด็กสาวตากลมโตมองอย่างสงสัย พอเพื่อนเข้ามาใกล้มากขึ้นจนทำให้เธอต้องเงยหน้ามอง ก็รู้เหตุผลทันที

“โอ้โห นี่เธอสูงขึ้นอีกแล้วเหรอ ขี้โกงชะมัด”

จงเหมยลี่พูดด้วยหน้าตาไม่สบอารมณ์ ตัวเธอตอนนี้อยู่แค่ระดับหน้าอกเพื่อนเท่านั้น ขนาดไหล่ยังไม่ถึงเลย สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรม!

อันหรงยกยิ้มมุมปากตอบกลับ ไม่ได้แก้ต่างอะไร ใช้ร่างสูงโปร่งของตัวเองแหวกทางเดินที่มีแต่นักเรียนเต็มไปหมดเดินนำออกไป

ทำให้จงเหมยลี่เดินตามหลังได้อย่างสบาย หน้าก็หายบูดกลับมาอารมณ์ดีอย่างรวดเร็ว

“สบายจริงๆ”

จงเหมยลี่ยังพูดคุยกับเพื่อนอีกหลายประโยค อันหรงเองก็ไม่ได้นิ่งเฉย ถามคำตอบคำเหมือนเมื่อก่อน เพราะเคยถูกเคี่ยวกรำมาอย่างหนักหน่วงเรื่องการวางตัวในสังคม การทำให้ตัวเองไม่ถูกเกลียดชังก็ถือเป็นทักษะสำหรับดำเนินชีวิตเช่นกัน

อันหรงจึงหันมาตอบจงเหมยลี่เป็นระยะ ทั้งยังเป็นฝ่ายตั้งคำถามบ้างบางครั้ง จนเมื่อลงจากตึกเรียนมาได้ จงเหมยลี่ก็เดินควงแขนอันหรงเดินไปคุยไปมีเรื่องให้พูดเต็มไปหมดอย่างเด็กน้อยที่พลังล้นเหลือ แต่พูดอยู่ดีๆ กลับเงียบไปเสียเฉยๆ

“เป็นอะไร” อันหรงมองเด็กสาวอย่างแปลกใจ

“ฉันทำอย่างนี้ไม่ได้แล้ว!” จงเหมยลี่ปล่อยแขนอันหรง หยุดเดิน ก้มหน้าลง

“…” อันหรงก้มมองเพื่อนตัวเล็ก ก็เห็นแต่หัวกลมๆ ที่ปกคลุมด้วยผมดำสลวยถูกผูกโบว์หางม้าไว้อย่างเป็นระเบียบ

“ถามสิ” เห็นเพื่อนไม่ตอบสนอง จงเหมยลี่ก็เอ่ยบอกอย่างขัดใจ

“เป็นอะไร” อันหรงถามเสียงอ่อน

เมื่อเพื่อนยอมถามอย่างที่ต้องการจงเหมยลี่ก็พอใจ ยอมเฉลยความในใจออกมา

“เธอสูงเกินไป คุยกับเธอฉันเมื่อยคอมาก”

“งั้นก็ไม่ต้องเดินคุยไปหาโต๊ะนั่งก่อน ค่อยคุยกัน”

“ไม่เอา” จงเหมยลี่ไม่ยินยอม เวลาพักกลางวันมีแค่นิดเดียว กว่าจะได้นั่ง ไหนจะต้องรีบกินข้าวกลางวันอีก

“งั้นเดินห่างๆ”

“พูดเสียงดังเจ็บคอ”

“งั้นจะเอายังไง”

จงเหมยลี่กัดปาก เงยหน้าสบตาเพื่อนสนิทก่อนบอก

“เธอก้มตัวลงมาเหมือนเดิม ทำตัวเล็กๆ ได้ไหมล่ะ”

อันหรงเงียบไปก่อนยกยิ้มมุมปาก เพื่อนคนนี้ก็ยังเอาแต่ใจตัวเองเหมือนอย่างที่จำได้จริงๆ

“เงยหน้าคุยกับฉันเมื่อยมากไหม”

“มาก ฉันถึงบอกให้เธอทำตัวเล็กๆ ลงไงล่ะ”

“แล้วคิดว่าตลอดมาที่ฉันต้องเดินตัวงอ หลังค่อม งอขาเหมือนตัวประหลาดมาตลอด ฉันไม่เมื่อยไม่ลำบากงั้นเหรอ”

จงเหมยลี่เงียบไปอย่างใช้ความคิด ใจหนึ่งก็เข้าใจ แต่อีกใจหนึ่งก็ทั้งอิจฉาทั้งน้อยใจ คนสูงๆ อย่างอันหรงจะไปเข้าใจคนตัวสูงน้อยๆ อย่าง ‘พวกเธอ’ ได้อย่างไง อันหรงยอมลำบากคนเดียวกับให้เพื่อนๆ ที่เหลือต้องลำบากกันหมด อันไหนมันยุติธรรมกว่ากัน

“แต่ถ้าเธอทำตัวสูงแบบนี้ เพื่อนคนอื่นจะลำบากและไม่อยากคุยด้วยนะ ดูสิมีคนไหนยอมคบเธอบ้างนอกจากฉัน”

“เหมยลี่”

เจ้าของดวงตาดอกท้อส่งเสียงเรียกชื่อเพื่อนด้วยโทนเสียงใสเย็นไม่ได้ใส่อารมณ์แม้สักนิด หากฟังผ่านๆ ออกจะเรียกด้วยความเอ็นดูอยู่ไม่น้อย

“เรื่องนี้เธอเอาแต่ใจไม่ได้หรอกนะ ฉันไม่ได้ทำตัวสูง แต่ฉันสูงเองตามธรรมชาติ ต่อไปนี้ฉันจะเลิกเดินหลังค่อม ทำตัวงอเหมือนว่าการยืดตัวตรงอย่างภาคภูมิใจเป็นเรื่องผิดบาป ถ้าตัวสูงแล้วเพื่อนไม่คบก็ช่างเถอะ ฉันคงทำอะไรไม่ได้”

อันหรงพูดอย่างสบายๆ เหมือนพี่สาวอธิบายให้น้องสาวตัวน้อยฟัง จากนั้นก็เดินไปนั่งที่โต๊ะม้าหินอ่อนตัวหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล

จงเหมยลี่ยืนอึ้งไม่คิดว่าเพื่อนสนิทที่มีเธออยู่เพียงคนเดียวให้คบจะตอบแบบนี้

ทำไมล่ะ แต่ก่อนก็ยอมเธอทุกอย่างไม่ใช่หรือไง

จงเหมยลี่ไม่ได้คิดร้ายกับอันหรง พวกเธอสองคนเป็นเพื่อนกันตั้งแต่ชั้นประถม อยู่ห้องเดียวกันบ้างต่างห้องบ้าง แต่ก็ไปมาหาสู่กันเสมอ

แม้ว่าจงเหมยลี่จะมีกลุ่มเพื่อนร่วมห้องของตัวเองแต่ก็ไม่เคยลืมอันหรง พอได้ยินคนอื่นพูดกันว่าอันหรงไม่มีใครคบเพราะตัวสูงใหญ่ยักษ์อย่างกะไททัน ตัวประหลาดจากการ์ตูนเรื่องฮิตฝั่งญี่ปุ่น

จงเหมยลี่ก็มักจะขอตัวกับกลุ่มเพื่อนในห้องแวะมาหาอันหรง ชวนกินข้าวด้วยบ้าง บางทีก็ทำการบ้านหรือติวหนังสือกัน

เธอทำให้เพื่อนขนาดนี้ แค่ขอให้ก้มตัวลงมาหน่อยมันยากนักหรือยังไง

จงเหมยลี่ยังไม่เข้าใจเลยสักนิด ทั้งยังไม่ได้คิดไตร่ตรองคำพูดของอันหรงด้วย เธอรู้แต่เพียงว่าเพื่อนปฏิเสธคำขอของเธอ ทั้งยังพูดทำนองว่า ไม่ต้องคบกันก็ได้?

จงเหมยลี่คิดอยู่ในหัวอย่างสับสน เมื่อมองไปก็พบว่าอันหรงเท้าคางนั่งมองเธออยู่ที่โต๊ะหินอ่อนข้างทาง พอเธอสบตาก็ยังส่งยิ้มให้แถมกวักมือเรียกอีกต่างหาก

เด็กสาวตาโต ตัวเล็กเดินเข้าไปหาอย่างเหม่อลอยไม่รู้ทำไมแวบหนึ่งตอนที่เห็นอันหรงทำท่าทางแบบนั้น เธอรู้สึกว่าเพื่อนเท่ขึ้นมาเป็นสิบเท่าของปกติ จนใจเต้นตึกๆ

ไม่ๆ นี่พวกเรากำลังทะเลาะกันอยู่นะ!

“จะคุยกันให้เข้าใจก่อน หรือจะไปกินข้าวก่อน”

“คุยสิ เธอจะเลิกคบกันฉันงั้นเหรอ”

“ไม่หรอก นั่งก่อนไหม”

จงเหมยลี่นั่งลง พอนั่งลงแล้วก็รู้สึกว่าระดับสายตาเปลี่ยนไปมาก เธอไม่ต้องเงยหน้าสุดกำลังเพื่อคุยกับอันหรงอีกแล้ว คงเป็นเพราะช่วงตัวทั้งสองคนไม่ได้ต่างกันมาก แต่อันหรงขายาวเกินไป

“อะให้”

อันหรงส่งลูกอมเปปเปอร์มินต์ให้เพื่อนตัวเล็กหนึ่งอัน จงเหมยลี่ก็รับมาแล้วแกะเข้าปากอย่างเคยชิน อันหรงมักมีลูกอมติดตัวอยู่เสมอตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ไม่รู้ว่าทำไมพ่อแม่ของอันหรงถึงยอมซื้อให้ ของแบบนี้ถ้าเธอนำติดตัวกลับเข้าบ้าน แม่ได้บ่นจนหูฉีกแน่

หลังจากจงเหมยลี่สงบลง อันหรงก็ใช้เวลาอีกสิบนาทีอธิบายให้เพื่อนเข้าใจเรื่องความสูงของเธอที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ที่ต้องเปลี่ยนคือขบวนการทางความคิดของจงเหมยลี่เองต่างหาก

อันหรงค่อยๆ ตะล่อมอย่างละมุนละม่อม ใช้ประสบการณ์การเป็นติวเตอร์และพี่เลี้ยงเด็กไฮโซเมื่อชาติก่อนมาประยุกต์ใช้ ทำให้เรื่องไม่ยากเกินมืออันหรงนัก

จงเหมยลี่ก็แค่เคยชินกับการที่ขออะไรก็ได้ เพื่อนไม่เคยขัดใจก็เท่านั้น ไม่ใช่เด็กไม่ดีอะไร ทัศนคติไม่ดีบางอย่างยังกล่อมเกลาได้อยู่

“เอาหล่ะ ถ้าเข้าใจแล้วรีบไปหาอะไรกินกันเถอะ ตอนบ่ายเธอมีเรียนพละไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวก็ไม่มีแรงวิ่งหรอก”

“หะ จริงด้วย ต้องรีบวิ่งแล้ว อันหรงตามมาเร็วๆ”

จงเหมยลี่ออกตัววิ่งนำไปก่อน ที่จริงต้องการหลบหน้าเพื่อนอยู่หน่อยๆ พอคิดตามที่อันหรงบอก ถ้าสลับตัวกันเธอกลายเป็นคนตัวสูง แล้วต้องยอมทำตัวเองให้หลังงอ บุคลิกน่าเกลียดเพื่อให้เพื่อนยอมคบด้วย จงเหมยลี่ที่รักสวยรักงามย่อมไม่มีทางทำแน่นอน

คิดแล้วการที่เธอพูดเอาแต่ใจกับเพื่อนออกไปอย่างนั้น ทั้งยังมีความคิดเห็นแก่ตัวเหมือนตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล

มันช่างน่าอายจริง ๆ เธอจะไม่ทำตัวอย่างนั้นอีกแล้ว

~~~★~~~

บทที่ 2 เห็นแล้วจะทำอะไรได้

ผ่านพักกลางวันมาได้อย่างฉิวเฉียด อันหรงกลับห้องเรียนตั้งใจจะตรงไปที่นั่งแถวหลังสุดริมหน้าต่างอย่างเงียบๆ แต่เมื่อมองเข้าไปจากหน้าประตูห้องเรียน โต๊ะของเธอมีนักเรียนชายสามคนรุมล้อมอยู่ ดูเหมือนจะแย่งกันเขียนอะไรบางอย่างบนโต๊ะของเธอ

อันหรงจำได้รางๆ ว่าชาติก่อนก็มีเหตุการณ์แบบนี้ ดูเหมือนตอนนั้นเธอจะปล่อยผ่านไปเพราะกลัวจะมีเรื่อง ทำให้คนพวกนี้เหลิงและเริ่มแกล้งหนักข้อขึ้น จนเพื่อนที่มีอยู่น้อยนิดของเธอค่อยๆ ห่างเหินไปเพราะไม่อยากถูกแกล้งไปด้วย

ภาพความทรงจำย้อนกลับมาชัดเจนอีกครั้งเมื่อเธอตั้งใจนึกถึงมันมากขึ้น ในภาพเรื่องราวผ่านไปอย่างรวดเร็ว ต่างวันต่างเวลาแต่การกระทำกลับไม่ต่างกันนัก

จนภาพความทรงจำสุดท้ายของอันหรงกับคนเหล่านี้เธอถึงกับเลือดตกยางออก แต่กลับได้รับเพียงสายตาสมเพชเวทนาจากคนรอบข้าง รวมทั้งพวกผู้ใหญ่ทั้งหลาย

หรือว่าเพราะเรื่องนี้ เธอจึงได้ถูกส่งมาในช่วงเวลานี้อย่างนั้นเหรอ

อันหรงพยักหน้าให้ข้อสรุปของตัวเอง ในเมื่อสวรรค์ให้โอกาสอีกครั้ง เธอก็จะลองดูหน่อย เพียงแต่วิธีการของเธอสวรรค์อาจยอมรับไม่ได้อยู่บ้าง อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้

อันหรงเดินไปที่โต๊ะของตัวเองโดยไม่ได้ส่งเสียง คนอื่นๆ ในห้องต่างก็เฝ้าดูโดยไม่มีใครทำเสียงดังให้กลุ่มนักเรียนตัวปัญหารู้ตัว ทำแค่มองตากันในกลุ่มเพื่อนแล้วซุบซิบเสียงเบา

“หึ จะทำไรได้”

“แต่แปลกนะ ปกติไม่กล้าก้าวเท้าเข้าห้องด้วยซ้ำ ต้องรออาจารย์มาก่อน”

“แปลกตั้งแต่ไม่เดินตัวงอเป็นกุ้งแล้วไหม คงไปโดนตัวไหนมาสักตัวละมั้ง”

อันหรงได้ยินคำพูดพวกนั้น แต่ก็ไม่ได้สนใจ

“พอได้หรือยัง”

อันหรงยื่นโอกาสให้เด็กเกเรทั้งสามคนอย่างมีน้ำใจ ถ้าทำตัวดี มีวี่แววว่าจะสำนึกสักหน่อย เธอก็ให้อภัยเด็กๆ พวกนี้ได้จะสั่งสอนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะนี่เพิ่งเป็นช่วงแรกๆ ของการกลั่นแกล้งยังไม่มีอะไรรุนแรงเกินไปเกิดขึ้น

เด็กๆ พอจะยังมีโอกาสเปลี่ยนแปลงนิสัย เหมือนที่มีคนบอกว่า ไม้อ่อนดัดง่าย?

ทั้งสามคนหันมาเจอเจ้าของโต๊ะที่ตัวเองบรรเลงศิลปะอยู่ก็ลอยหน้าลอยตาตอบ

“แล้ว?”

“ยังไม่พอ แล้วจะทำไม”

“ใช่ๆ ยัยไททันอย่างเธอควรขอบคุณพวกเรานะที่สร้างศิลปะชั้นยอดแบบนี้ให้”

อันหรงยักไหล่ ไม่รับก็ดี “งั้นฉันต้องตอบแทนแล้วล่ะ”

พูดจบอันหรงก็จับคนที่อยู่ใกล้ที่สุดทุ่มลงพื้นอย่างรวดเร็ว คนแรกยังไม่ทันส่งเสียงร้อง คนที่สองก็โดนต่อยท้องเข้าไปเต็มๆ คนสุดท้ายที่บอกให้เธอขอบคุณ ขยับตัวเข้าสู้แต่ยังไม่ทันตั้งท่าก็โดยดึงตัวเข้ามารับเข่าเข้าไปเต็มเปาที่จุดกลางลำตัว ภายในสั้นๆ ทั้งห้องเรียนก็เงียบกริบ

จากนั้นก็

“โอ๊ย เจ็บๆๆๆๆ”

สองคนแรกจุกจนลุกไม่ขึ้น ส่วนคนสุดท้ายคุกเข่ากุมเป้าร้องโหยหวนออกมา น้ำตาไหลพราก

“เงียบ!! หรืออยากได้คำขอบคุณอีก”

อันหรงตวาดเสียงดุ แต่ก็ไม่ได้ดังจนทะลุออกไปห้องอื่น ทั้งสามคนสะดุ้งรีบกลั้นเสียงด้วยความกลัว แกล้งคนมาก็มากไม่เคยเจอใครตอบโต้พวกเขาอย่างรุนแรงและรวดเร็วอย่างนี้สักครั้ง ยัยไททันนี่ น่ากลัวมาก!

“ยกโต๊ะมาเปลี่ยนให้ฉัน ก่อนอาจารย์จะเข้าด้วย”

อันหรงเดินไปยืนพิงตู้วางของหลังห้องรอให้เด็กพวกนั้นจัดการตามคำสั่ง ยังดีที่เจ้าคนแรกพอมีสมองอยู่บ้าง จึงเรียกให้เพื่อนคนอื่นซึ่งน่าจะเป็นเบ๊ที่โดนพวกนี้รังแกจนเชื่อง จัดการเปลี่ยนโต๊ะให้

พวกนั้นก็ทำตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว ทั้งยังสับเปลี่ยนของใต้โต๊ะและแขวนกระเป๋าให้อย่างเรียบร้อย

“ขอบใจ”

อันหรงปรายตามองเด็กเกเรทั้งสามคนอีกครั้ง ทั้งหมดต่างหลบตาทันที แม้จะเห็นความโกรธแค้นอยู่บ้าง แต่ความกลัวนั้นมากกว่า

เจ้าของดวงตาดอกท้อจึงละสายตามาอย่างพอใจ ต่อไปนี้เรื่องกลั่นแกล้งในห้องเรียนคงไม่มีอีก เรื่องราวในชีวิตนี้ของเธอเปลี่ยนไปแล้ว

~~~★~~~

หลังเลิกเรียนอันหรงก็เก็บกระเป๋าเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ เรื่องสานสัมพันธ์ในห้องคงต้องเอาไว้ก่อน

เพราะเพื่อนร่วมห้องดูจะยังตกใจกับเหตุการณ์และความเปลี่ยนแปลงกะทันหันของเธอ จึงไม่มีใครสบตา ทักทายหรือกล้าตั้งคำถามอะไร รวมทั้งเพื่อนที่พอจะเรียกได้ว่าสนิทกันอยู่บ้างด้วย

เมื่อร่างสูงโปร่งของอันหรงเลี้ยวโค้งลงบันไดไป ห้องเรียนมัธยมต้นปี 3 ห้อง 3 ก็อย่างกับระเบิดลง ความอัดอั้นที่สะสมไว้ตลอดหลายชั่วโมงถูกปลดปล่อยสักที

“ลงไปแล้ว”

“กรี๊ด เกิดอะไรขึ้นกับอันหรงกันแน่ เปลี่ยนไปเยอะมาก”

“คิดว่าจะหงอเหมือนเดิม ใครจะรู้ว่าจะแรงขนาดนี้”

“สงสัยเก็บกดจนระเบิด”

“นี่มันเป็นไปไม่ได้ ท่วงท่าพวกนั้นอย่างกับในหนังเลยนะ”

“พวกนายเตี๊ยมกันแสดงละครอะไรหรือเปล่า”

สามคนที่โดนอัดไปแทบจะกระโดดต่อยคนที่ถามขึ้นมา คิดว่าที่พวกเขาโดนนั่นคือการแสดงงั้นเหรอ

ทำไมตอนนั้นไม่สงสัยแล้วลองโดนอัดดูบ้างล่ะ

“อู๋ซานเกอ เป็นยังไงบ้างนายโดนหนักสุดเลยนี่”

เด็กสาวที่รับตำแหน่งหัวหน้าห้องชื่อว่า หลิงหยวน ถามขึ้นมา เพราะเกิดเรื่องใช้ความรุนแรงในห้องเรียนอย่างไม่ทันตั้งตัว ทำให้เธอทำอะไรไม่ถูก หลังจากหายตกใจแล้วเธอต้องใส่ใจดูแลสักหน่อย ยิ่งคนที่โดนกระทำมีอู๋ซานเกออยู่ด้วย

“เหอะ ถามอะไรตอนนี้ อย่ามาทำตัวเจ้ากี้เจ้าการหน่อยเลย ก็แค่หัวหน้าห้องไร้ประโยชน์ ถึงเวลามีเรื่องก็นั่งเงียบทำเป็นมองไม่เห็นอะไรทั้งนั้น ตอนนี้มาแสดงให้ใครดู”

อู๋ซานเกอทั้งอายทั้งหงุดหงิดที่ถูกตอกย้ำเรื่องไม่สบอารมณ์ขึ้นมาอีก กับอันหรงคนที่อัดผู้ชายสามคนได้อย่างรวดเร็ว นอกจากความโมโหไม่พอใจแล้ว เขายังมีความนับถือในฝีมืออยู่บ้าง

แต่กับหัวหน้าห้องที่ทำเหมือนเป็นห่วงเป็นใย ตอนที่พวกเขารังแกคนอื่นๆ ยังไม่กล้าพูดหรือสบตาเลยด้วยซ้ำ พอเห็นว่าพวกเขาโดนอัดครั้งเดียวทำมาพูดเหมือนเป็นห่วง แต่น้ำเสียงแบบนั้น คงต้องการเย้ยหยันกันเสียมากกว่า

พวกดีแต่ปาก!

คนอื่นๆ ที่กำลังเก็บกระเป๋าแอบเห็นด้วยกับอู๋ซานเกอในใจ หัวหน้าห้องไม่เคยออกหน้าช่วยใครสักครั้ง หลังเรื่องราววุ่นวายก็ใช้คำพูดสองสามประโยคทำให้เรื่องผ่านๆ ไปแค่นั้น

“ไม่รับน้ำใจก็ดี ฉันจะได้ไม่ต้องเขียนรายงานอาจารย์เสิ่นให้เสียเวลาอ่านหนังสือ!”

หลิงหยวนได้ยินอู๋ซานเกอพูดแบบนั้น แม้ในใจจะเสียใจแต่กลับแสดงท่าทางอีกอย่างพูดเสียงกระแทกกระทั้น หันหลังกลับไปหาเพื่อนในกลุ่มที่รออยู่หน้าห้อง โดยทำเป็นไม่สนใจคนอื่นๆ ที่มองมา

คนในห้องเริ่มทยอยเดินออกกันไป จนเหลือเพียงกลุ่มของอู๋ซานเกอและเบ๊อีกสองคนที่ยืนก้มหน้าอยู่เงียบๆ

“ต้องเล่นยัยนั่นให้ได้ ฉันไม่ยอมเด็ดขาด”

เด็กหนุ่มที่โดยต่อยท้องยังรู้สึกเจ็บอยู่ไม่หาย พูดออกมาด้วยความแค้น ทั้งเจ็บทั้งเสียหน้าต่อหน้าคนที่แอบชอบ เขาต้องกู้ชื่อเสียง? คืนให้ได้

“เห็นด้วย ก็แค่ฉวยโอกาสตอนพวกเราไม่ได้ตั้งตัว ไม่ได้เก่งอะไรเท่าไหร่หรอก”

คนที่โดนจับทุ่มพูดออกมา แม้ในใจจะคิดอีกอย่างแต่ต่อหน้าพวกเบ๊ เขาจะมาหงอทำเป็นกลัวไม่ได้

“กลับล่ะ”

อู๋ซานเกอไม่ตอบอะไรในประเด็นนี้ ใครจะทำอะไรก็ทำไป เขาต้องรีบกลับบ้านไปดูแลลูกรักก่อน ตอนนี้ยังปวดๆ อยู่เลย

ให้ตายเถอะ ผู้หญิงโหดร้ายนั่นบทจะลงมือก็ไม่ปรานีสักนิด ถ้าลูกรักเขามีอันเป็นไป

เขาฟ้องพ่อแน่! คอยดูได้เลย!!

~~~★★~~~

อันหรงเดินกลับบ้านใช้เวลา 20 นาทีก็มาถึงตึกห้าชั้นเก่าๆ เมื่อแหงนหน้ามองความทรงจำหลายอย่างก็ผุดขึ้นมา ภาพและเรื่องราวชัดเจนเหมือนเหตุการณ์เพิ่งผ่านมาไม่นาน

ไม่ใช่ความทรงจำซีดจางเหมือนตอนที่เธอเพิ่งย้อนกลับมาเมื่อเช้านี้

‘กลับมาแล้วสินะ’

อันหรงเดินขึ้นตึกไปที่ชั้น 5 ระหว่างทางก็พบเจอคนที่เคยคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่สองคน

“ไอ้หยา เด็กสมัยนี้ตัวสูงกันจริงๆ เลยนะ” ลุงเฉินช่างใหญ่ร้านเฟอร์นีเจอร์ทักขึ้นมาเมื่อเดินผ่านกันบนบันไดแคบ เป็นอันหรงที่หยุดอยู่ตรงชานบันไดหลบให้ลุงเฉินเดินก่อน

“สวัสดีค่ะ” อันหรงก้มหัวให้อย่างนอบน้อม ชาติก่อนเธอเคยใช้เวลาช่วงปิดเทอมไปทำงานที่ร้านเฟอร์นีเจอร์ ได้รับการดูแลจากลุงเฉินเป็นอย่างดีมาตลอด ชายวัยกลางคนยิ้มรับก่อนเดินผ่านกันไป

“ตัวล้างตัวผลาญบ้านอันเองเหรอะ ไปๆ ไปให้พ้นหน้าพ้นตา แค่กาฝากไม่รู้จักทำตัวให้มันดี นี่คงเอาแต่แย่งลูกแท้ๆ เขากินนะสิ ถึงได้โตเอาโตเอาแบบนี้ ถุย”

ปากเสียๆ แบบนี้แค่ได้ยินเสียงไม่ต้องเห็นหน้า อันหรงก็รู้ทันทีว่าต้องเป็นยายเฒ่ากวง หญิงชราวัย 60 ปีที่ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลด้านการข่าวในตึกนี้

ยายเฒ่ากวง อาศัยอยู่ห้องริมบันไดชั้น 3 วันๆ ไม่ทำอะไรนั่งอยู่ที่เก้าอี้หลังลูกกรงหน้าห้องคอยพูดจากับคนอื่นไปเรื่อยเปื่อยแก้เหงา ปากดีมั่งไม่ดีมั่งแล้วแต่อารมณ์และความสนิทสนมส่วนตัว

ถ้าเป็นอันหรงเมื่อก่อนคงหวาดกลัวยายเฒ่ากวงวิ่งตัวสั่นขึ้นชั้นบนไปพร้อมโดนตะโกนด่าว่าไร้มารยาทตามหลัง

แต่สำหรับอันหรงคนนี้ที่เคยใช้ชีวิตสมบุกสมบันมานานก่อนตาย เธอเลือกหนทางที่ต่างออกไป

“สวัสดีค่ะผู้เฒ่ากวง ยังแข็งแรงเช่นเคยนะคะ”

อันหรงหยุดทักทายทั้งยังก้มหัวให้เล็กน้อย ทำเอาคนแก่ปากเสียที่ได้รับความเคารพแปลกใจชะงักปากที่เตรียมจะด่าต่อไป อันหรงทักทายเสร็จก็เดินขึ้นชั้นบนต่อ จนในที่สุดก็เดินไปถึงหน้าบ้านในความทรงจำ

~~~★~~~

บทที่ 3 ภาพความทรงจำ 360 องศา

อันหรงไขกุญแจบ้านเปิดประตูลูกกรงและไขกุญแจอีกชั้น เพื่อเปิดประตูหลัก เมื่อเข้าไปก็พบของมากมายวางระเกะระกะแทบไม่มีพื้นที่เดิน

เธอลัดเลาะข้าวของต่างๆ ไปจนถึงพื้นที่ของตัวเองที่เกิดจากการกั้นห้องเพิ่ม อันหรงไขกุญแจประตู เมื่อเปิดเข้าไปก็จะพบพื้นที่เล็กๆ กว้าง 1 เมตรยาว 3 เมตรเพียงเท่านั้น

เมื่อเห็นสภาพห้องที่มีเพียงเตียงนอนกับชั้นพลาสติกและราวแขวนเสื้อผ้าง่ายๆ หญิงสาวก็ได้แต่หลุบตาลงสูดลมหายใจ

บ้านหลังนี้เป็นสมบัติที่สืบทอดมาจากปู่ย่า ที่ตกทอดมาสู่ลุงใหญ่และพ่อของอันหรง ทั้งสองมีสิทธิ์ในบ้านหลังนี้เท่า ๆ กัน

บ้านหรือจะเรียกว่าห้องชุดนี้มีขนาด 30 ตารางเมตร แต่สิ่งที่บ้านรองของพวกเธอได้มีเพียงแค่ห้องขนาด 3 ตารางเมตรนี้เท่านั้น

แถมแต่ละเดือนพ่อแม่ของอันหรงที่ทำงานอยู่ที่เมืองหลวง ยังต้องส่งเงินเข้ากองกลางอีกเดือนละ 350 หยวน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลอันหรง ลูกสาวเพียงคนเดียวที่ฝากฝังไว้กับครอบครัวของพี่ชายของตัวเอง

แต่ละปีอันหรงได้เจอพ่อแม่แค่ปีละครั้งช่วงปีใหม่เท่านั้น

ที่จริงตอนที่สองครอบครัวใหญ่ยังอยู่ด้วยกัน ห้องนอนสองห้องถูกแบ่งอย่างเท่าเทียม

แต่หลังจากพ่อแม่ของอันหรงตัดสินใจไปทำงานที่ปักกิ่งเพราะมองว่าที่นั่นมีอนาคตที่ดีกว่า ห้องของครอบครัวก็ถูกยึดไปโดยอ้างว่าลูกชายสองคนของบ้านใหญ่เติบโตเกินไปที่อยู่ห้องเดียวกับพ่อแม่แล้ว

พวกเขาจึงกั้นห้องแคบๆ ให้อันหรงที่อายุ 10 ขวบอยู่ ทั้งยังยึดเอาเครื่องนอนและเฟอร์นีเจอร์ต่างๆ เอาไว้ใช้กันเอง แล้วโยนฟูกเก่า ของใช้เก่าๆ ของลูกชายมาให้

แน่นอนว่าเขาทำทุกเรื่องนั้นหลังจากพ่อแม่ของอันหรงไปทำงานแล้ว เมื่อเหลือตัวคนเดียวอันหรงก็ไม่สามารถต่อต้านอะไรได้

อันหรงที่ได้ความทรงจำกลับคืนมา เห็นภาพเด็กน้อยตัวผอมๆ คนหนึ่งที่นั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่เพียงลำพังบนเตียง มองออกไปยังหน้าต่างครึ่งบานในห้องที่ถูกปิดสนิทไว้

เมื่อก่อนบ้านนี้เหมือนกรงขัง เมื่อได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง ความรู้สึกอันหรงก็เปลี่ยนไปแล้ว

อันหรงรีบใช้เวลาที่ยังไม่มีใครกลับมา ทำธุระส่วนตัวให้เสร็จ ทำความสะอาดห้อง ซักผ้า อาบน้ำ เช็ดห้องน้ำให้สะอาดและแห้ง หุงข้าวทิ้งเอาไว้ เปิดไฟอุ่นน้ำแกง เมื่อทำงานทุกอย่างในความรับผิดชอบเสร็จแล้ว ก็กลับเข้าห้อง

อันหรงมองออกไปนอกหน้าต่าง สิ่งที่เห็นคือตึกฝั่งตรงข้ามที่เก่าแก่พอกัน ยังดีที่ไม่ได้สร้างชิดติดกันยังมีถนนหนึ่งเลนคั่นเอาไว้ ห้องตรงข้ามที่มองได้ชัดที่สุดเป็นห้องของครอบครัวหนึ่ง ที่เป็นความบันเทิงวัยเด็กเพียงอย่างเดียวของอันหรง

ยามว่างจากการอ่านหนังสือ ทำการบ้าน อันหรงมักจะมองลอดหน้าต่างไปดูว่าครอบครัวนั้นทำอะไรกันบ้าง เด็กน้อยตัวร้ายจะก่อกวนสร้างเรื่องอะไรอีกหรือเปล่า ถ้าตั้งใจฟังดีๆ ในบางคืนก็จะได้ยินเสียงร้องเพลงดังออกมาช่วงสั้นๆ ด้วย

อันหรงยกยิ้ม แววตาเกิดประกายบางอย่างเมื่อหน้าต่างห้องตรงข้ามเปิดออก เสียงใสๆ ของเด็กน้อยแววดังออกมาให้ได้แอบฟัง พร้อมคำพร่ำบ่นของผู้เป็นพ่อแม่

อันหรงฟังอยู่สักพักก่อนสะบัดหัว หยิบโต๊ะเล็กมาตั้งบนเตียงนั่งขัดสมาธิจดโน้ตเรื่องราวในชาติก่อน เหตุการณ์ที่สำคัญๆ ต่างๆ เท่าที่จำได้

ดูเหมือนว่าความทรงจำเธอจะชัดเจนขึ้นก็ต่อเมื่อ เธอไปเยือนสถานที่เหล่านั้น เริ่มจากเรื่องราวที่โรงเรียน เรื่องที่บ้านหลังนี้ เธอสามารถเห็นภาพความทรงจำได้เหมือนดูหนังสักเรื่อง

อันหรงนึกเล่นๆ ว่าถ้าจำเรื่องราวตอนสอบได้ก็คงดี ภาพความทรงจำในวันสอบก็เกิดขึ้นในหัว เห็นชัดเจนถึงข้อสอบแต่ละข้อ

อันหรงแปลกใจและสงสัย เธอจึงนึกภาพมุมต่างๆ รอบตัว เพื่อจะลองดูว่าสามารถเห็นภาพรอบข้างได้มากแค่ไหน กลับกลายเป็นว่ามุมกล้องสามารถปรับเปลี่ยนได้ เหมือนเธอติดกล้องวงจรปิดไว้รอบๆ โดยระยะไกลสุดที่ได้ น่าจะประมาณ 5 เมตรจากตัวของเธอเองในความทรงจำ

เช่น ภาพความทรงจำตอนนี้อันหรงนั่งทำข้อสอบอยู่หลังห้อง สามารถเห็นคนว่าข้างหน้าและข้างๆ เขียนอะไรบ้าง ทำอะไรอยู่ ส่วนด้านหลังก็สามารถมองทะลุไปถึงห้องข้างๆ กันเห็นอาจารย์ผู้คุมสอบกำลังแชตคุยกุ๊กกิ๊กกับแฟนด้วยหน้านิ่งๆ อย่างชัดเจนเลยทีเดียว

อันหรงตื่นเต้นกับทักษะที่ติดตัวมาพร้อมการย้อนเวลา ลองทำสิ่งต่างๆ จนเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว กว่าเธอจะหลุดจากสมาธิได้ ก็เมื่อได้ยินเสียงเรียกให้ออกไปกินข้าวเย็น

“กินข้าวได้แล้ว”

“ได้ยินแล้วค่ะ”

อันหรงเก็บของเก็บโต๊ะเข้าที่แล้วเดินออกมาจากห้อง ผู้ชายสามคนในบ้านนั่งกันอยู่ที่โต๊ะกินข้าวแล้ว โต๊ะกินข้าวสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดไม่ได้ใหญ่ทั้งยังต้องวางด้านหนึ่งไว้ชิดกำแพงเพื่อให้ประหยัดพื้นที่ ทำให้โต๊ะกินข้าวนี้สามารถนั่งได้แค่ 3 คน

ส่วนอันหรงและป้าสะใภ้ต้องกินทีหลัง หรือตักกับข้าวไปยืนกินในห้องครัวที่มีพื้นที่ยืนแค่แคบๆ เท่านั้น

อันต้าไห่ หัวหน้าครอบครัวอันมองหลานสาวที่ยืนตัวตรงอย่างเป็นธรรมชาติ และกล้ามองสบตาตัวเองอย่างแปลกใจ อันหรงแปลกไปมาก ไม่ได้เจอกันไม่กี่วันไม่รู้เกิดอะไรขึ้น เด็กขี้กลัวเดินตัวงอคนนั้นถึงเปลี่ยนไปได้

แต่เขาก็ไม่คิดจะถามอะไร ก็แค่หลานที่รับฝากเลี้ยงเอาไว้ เจ้ารองกับเมียมันส่งเสียให้เดือนละหลายร้อยหยวน แค่เจียดที่นอนกับอาหารให้เล็กน้อยเท่านั้น

อันหรงช่วยป้าสะใภ้จัดโต๊ะ ตักข้าว ไม่ได้สนใจที่ไม่มีใครทักทาย อาหารการกินที่บ้านอันไม่ถึงกับแย่เพราะมีรายรับหลายทาง ทั้งลุงใหญ่และป้าสะใภ้ต่างทำงานในโรงงานทอผ้ามาเป็นสิบปี ตำแหน่งงานและเงินเดือนไม่น้อย ยังมีเงินที่พ่อแม่เธอส่งมาในแต่ละเดือนอีก

กินข้าวเสร็จผู้ชายในบ้านก็เดินเข้าห้อง แล้วผลัดกันออกมาใช้ห้องน้ำ เพราะมีห้องน้ำเพียงห้องเดียวเท่านั้น

เจิ้งส่วงใช้โอกาสอันน้อยนิดนี้ระบายอารมณ์และความอัดอั้นของตัวเองกับหลานสาวที่สูงกว่าตัวเองครึ่งศีรษะด้วยการหยิกที่เอวของเด็กสาวอย่างรุนแรง

เมื่อก่อนอันหรงต้องยอมอยู่นิ่งๆ กลั้นเสียงร้องเอาไว้ เพราะกลัวจะถูกไล่ออกจากบ้านอย่างที่ถูกข่มขู่อยู่ทุกวัน

“ป้าสะใภ้ เลิกทำร้ายฉันเพื่อระบายอารมณ์เสียทีเถอะ ถ้าโกรธลุงใหญ่แล้วไม่กล้าพูด ฉันไปพูดให้ไหม”

อันหรงก้มหัวลงมากระซิบที่ข้างหู เจิ้งส่วงตกใจจนถอยร่นออกห่าง นังเด็กนี้มันพูดอะไรออกมา หรือมันรู้อะไร!

“แกพูดเรื่องอะไร”

“เรื่องที่ใครๆ ก็รู้ ยายเฒ่ากวงเที่ยวพูดไปทั่วว่าลุงใหญ่ยังหนุ่มยังแน่น ยิ่งแก่ยิ่งหล่อจนมีสาวๆ มาติดพันอยู่ตลอด ครั้งนี้ได้ข่าวว่าเป็นถึงลูกสาวเจ้าของโรงงานข้างๆ ที่เพิ่งเรียนจบกลับมา ใช่ไหมคะ”

“แก แก”

อันหรงมองเจิ้งส่วงที่โกรธจนปากสั่นอย่างเย็นชา ป้าสะใภ้คนนี้ต่อหน้าคนนอกบ้านทำเป็นคนดีมีเมตตา ต่อหน้าคนในบ้านทำเป็นไม่สนใจไยดีไม่ยุ่งเกี่ยวกับอันหรงเหมือนคนอื่นๆ

แต่ลับหลังทั้งทำร้ายและขู่เข็ญเธอสารพัด ทำมาตั้งแต่พ่อแม่ยังอยู่บ้านแล้วด้วย ชาติก่อนเธอมีชีวิตวัยเด็กเหมือนตกนรกทั้งเป็นก็เพราะผู้หญิงคนนี้ส่วนหนึ่ง

“ที่จริงเรื่องนี้ก็ไม่ได้ยากนะคะ ที่ผู้หญิงคนนั้นเหิมเกริมมาติดพันคนมีลูกมีเมียอยู่แล้ว นอกจากความหน้าด้านของผู้หญิงไม่ดีคนหนึ่งแล้ว ส่วนหนึ่งก็เพราะเห็นว่าป้าสะใภ้ไม่ออกหน้า ไม่กล้าทำอะไร ถ้าป้าสะใภ้กล้าหาญสักหน่อย แสดงตัวบ้าง พูดจาหารือกับลุงใหญ่ให้ระวังการวางตัว หรือกล้าเผชิญหน้ากับเจ้าของโรงงานนั้นให้ตักเตือนลูกสาวตัวเอง เรื่องราวอาจจบอย่างง่ายดายก็ได้”

“หึหึ…แต่ก็ไม่แน่นะว่าลุงใหญ่จะเลือกทางไหน ผู้ชายแบบนั้น!”

อันหรงกระซิบปิดท้ายยั่วโมโหให้คนความดันขึ้นแล้วเดินออกจากห้องครัวมาทันที ไม่กล้าอยู่นานกว่านี้ กลัวคนจะเป็นบ้าแล้วหยิบมีดขึ้นมาแทง

ถ้าเป็นอย่างนั้น คงต้องโทษว่าทำตัวเองโดยแท้

อันหรงส่ายหน้าให้ตัวเอง เธอที่ข้างในเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ใช่ว่าจะมีเหตุผลในทุกการกระทำ ยังคงมีอารมณ์และทำเรื่องไร้เหตุผลน่าโมโหอยู่บ้าง

ตั้งแต่ย้อนเวลากลับมาก็เจอแต่เรื่องไม่หยุดหย่อน ทำให้ความอดทนต่ำกว่าปกติมาก นี่ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่

เฮ้อ นิสัยเสียๆ จากชาติก่อน ช่างควบคุมลำบากนัก จากนี้ต้องคอยท่องเอาไว้แล้ว ฉันคือเด็กน้อยอายุ 15 อย่าซ่าให้มากนัก!!

~~~★~~~

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...